U
UHAS
XAU/USD—0.00%

ความเสี่ยงในการลงทุน มีกี่ประเภท ทำไมต้องรู้ก่อนลงทุน

ไขข้อสงสัย ความเสี่ยงในการลงทุน มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากตลาด ธุรกิจ อัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

P
Patiphan Uhas
15 มกราคม 2568·3 นาทีอ่าน
แชร์
ความเสี่ยงในการลงทุน มีกี่ประเภท สำคัญอย่างไรกับการลงทุน

ทุกครั้งที่เราตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ เราต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ความผันผวนของตลาด ไปจนถึงความเสี่ยงจากการบริหารงานของบริษัท การเข้าใจประเภทของความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่แค่การป้องกันความสูญเสีย แต่เป็นการสร้างรากฐานสำคัญในการวางแผนพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่ง ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับความเสี่ยงทั้ง 5 ประเภทหลักที่นักลงทุนทุกคนต้องเข้าใจ พร้อมวิธีการบริหารจัดการที่ใช้ได้จริง

สรุปสาระสำคัญ

  • ความเสี่ยงในการลงทุนมี 5 ประเภทหลัก: ความเสี่ยงจากตลาด ธุรกิจ อัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง และสกุลเงิน
  • ผลตอบแทนสูงมักมาพร้อมความเสี่ยงสูง — การเข้าใจความสัมพันธ์นี้ช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น
  • การกระจายการลงทุนและการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Stop Loss ช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยงในการลงทุนคืออะไร

ความเสี่ยงในการลงทุน คือโอกาสที่ผลตอบแทนจริงจะแตกต่างจากที่เราคาดหวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าที่คาด หรือสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมด ในวงการลงทุน เรามักพูดถึงความสัมพันธ์แบบ Risk-Return Tradeoff — ยิ่งคาดหวังผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี อาจให้ผลตอบแทน 2.50% ต่อปี ด้วยความเสี่ยงต่ำมาก ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15-20% ต่อปี แต่ความผันผวนของราคาอาจสูงถึง 30-40% ในปีเดียวกัน

ทำไมการเข้าใจความเสี่ยงจึงสำคัญ

การเข้าใจความเสี่ยงช่วยให้คุณสามารถ:

  • วางแผนพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม — เลือกสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
  • คาดการณ์ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ — เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการตัดสินใจโดยอารมณ์ — เมื่อเข้าใจความเสี่ยงแล้ว คุณจะไม่ตื่นตระหนกขายทิ้งเมื่อตลาดปรับฐาน
  • บรรลุเป้าหมายการเงินระยะยาว — ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างมีระบบ
INFO

ข้อมูลจาก Vanguard Research แสดงให้เห็นว่านักลงทุนที่เข้าใจและบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ มีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเงินสูงกว่านักลงทุนที่ไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ถึง 3 เท่า

5 ประเภทของความเสี่ยงในการลงทุนที่ต้องรู้

ประเภทของความเสี่ยงในการลงทุน

ความเสี่ยงในการลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ แต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะและส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน การจำแนกความเสี่ยงออกเป็นประเภทช่วยให้เราสามารถจัดการแต่ละประเภทได้อย่างตรงจุด

ความเสี่ยงจากตลาด (Market Risk)

Market Risk หรือ Systematic Risk คือความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดโดยรวม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เกือบทุกประเภทในตลาดพร้อมกัน ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการกระจายการลงทุนในตลาดเดียวกัน

ปัจจัยที่ก่อให้เกิด Market Risk:

  • ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) — เมื่อ GDP หดตัว ความต้องการลดลง ส่งผลให้กำไรบริษัททั่วไปลดลง
  • นโยบายการเงิน — การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสด
  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง — เหตุการณ์เช่นสงคราม การรัฐประหาร หรือการเลือกตั้งที่ขัดแย้ง
  • วิกฤตการณ์ทางการเงินระดับโลก — เช่น วิกฤต Subprime ปี 2008 หรือวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป

ตัวอย่าง: ในเดือนมีนาคม 2020 เมื่อ COVID-19 แพร่ระบาด ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงเฉลี่ย 30-35% ภายในเวลา 1 เดือน ไม่ว่าบริษัทจะมีผลประกอบการดีแค่ไหน ราคาหุ้นก็ปรับลงตาม Market Risk นี้

ความเสี่ยงจากธุรกิจ (Business Risk)

Business Risk หรือ Unsystematic Risk คือความเสี่ยงเฉพาะที่เกิดกับบริษัท อุตสาหกรรม หรือหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง ความเสี่ยงประเภทนี้สามารถลดลงได้ด้วยการกระจายการลงทุนข้ามหลายอุตสาหกรรม

ปัจจัยที่ก่อให้เกิด Business Risk:

  • การบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ — CEO หรือทีมผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด
  • การแข่งขันในอุตสาหกรรม — คู่แข่งรายใหม่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด
  • การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี — ผลิตภัณฑ์เดิมล้าสมัย เช่น บริษัทกล้องฟิล์ม Kodak ที่ล้มละลายเมื่อยุคดิจิทัลมา
  • ปัญหาทางกฎหมายหรือข้อพิพาท — ถูกฟ้องร้องหรือถูกปรับโดยหน่วยงานกำกับดูแล

ตัวอย่าง: หุ้น Boeing ร่วงลงกว่า 50% ในปี 2019 หลังจากเครื่องบิน 737 MAX เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง 2 ครั้งติดต่อกัน และถูกสั่งห้ามบิน ในขณะที่หุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมการบินไม่ได้รับผลกระทบเท่า

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

Interest Rate Risk เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตราสารหนี้ (พันธบัตร หุ้นกู้) และหุ้นกลุ่มที่มีหนี้สูง เช่น อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค

กลไกการทำงาน: เมื่ออัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ราคาพันธบัตรที่ออกไว้ก่อนหน้าจะปรับลง เพราะนักลงทุนสามารถซื้อพันธบัตรใหม่ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าได้ ความสัมพันธ์นี้เป็นแบบ inverse correlation

ตัวอย่างการคำนวณ: สมมติคุณถือพันธบัตร 10 ปี มูลค่า 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี หากอัตราดอกเบี้ยตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.00% พันธบัตรของคุณจะมีมูลค่าตลาดลดลงประมาณ 8-9% เหลือราว 91,000-92,000 บาท (ขึ้นอยู่กับ Duration)

NOTE

ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.25% เป็น 5.50% ระหว่างปี 2022-2023 ส่งผลให้พันธบัตรระยะยาวขาดทุนเฉลี่ยกว่า 15-20% ในช่วงเวลาดังกล่าว

ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

Liquidity Risk คือความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วในราคาที่ยุติธรรม หรือต้องขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมาก เพื่อให้ได้เงินสดทันที

สินทรัพย์ที่มี Liquidity Risk สูง:

  • อสังหาริมทรัพย์ — อาจใช้เวลาหลายเดือนในการหาผู้ซื้อ
  • หุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) — มีปริมาณการซื้อขายต่อวันต่ำ
  • พันธบัตรบริษัทเอกชนที่ไม่จดทะเบียน — ไม่มีตลาดรองที่มีสภาพคล่องดี
  • สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) เช่น ศิลปะ ไวน์ รถคลาสสิก

ผลกระทบต่อนักลงทุน: ถ้าคุณต้องการขายสินทรัพย์ในช่วงตลาดไม่ดี คุณอาจต้องลดราคาลง 20-30% เพื่อให้ขายออกได้ หรือต้องรอนานจนพลาดโอกาสการลงทุนในที่อื่น

ความเสี่ยงจากสกุลเงิน (Currency Risk)

Currency Risk หรือ Exchange Rate Risk เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงิน ส่งผลต่อมูลค่าของการลงทุนในต่างประเทศเมื่อคำนวณกลับเป็นเงินบาท

สถานการณ์ที่เกิด Currency Risk:

  • ลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรง — เช่น ซื้อหุ้น Tesla ในตลาด NYSE
  • ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ — กองทุนที่ลงทุนในตลาดอเมริกาหรือยุโรป
  • การเทรด Forex — ความเสี่ยงหลักของตลาด Forex มาจาก Currency Risk นี่เอง
  • ลงทุนในพันธบัตรระหว่างประเทศ — เช่น US Treasury Bonds

ตัวอย่าง: สมมติคุณลงทุน 100,000 บาทในหุ้นสหรัฐ เมื่ออัตราแลกเปลี่ยน USD/THB อยู่ที่ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ (เทียบเท่า 2,857.14 USD) หนึ่งปีต่อมา หุ้นของคุณเพิ่มขึ้น 10% เป็น 3,142.86 USD แต่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 32.00 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อคำนวณกลับเป็นเงินบาท คุณจะได้เพียง 100,571.43 บาท — กำไรเพียง 0.57% แทนที่จะเป็น 10%

วิธีบริหารความเสี่ยงในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

การเข้าใจประเภทของความเสี่ยงเป็นเพียงก้าวแรก สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ในการบริหารพอร์ตการลงทุนจริง เราไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงให้หมดไปได้ แต่เราสามารถบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน

ประเมินความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

ก่อนลงทุน คุณต้องเข้าใจตัวเองให้ชัดเจนว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน โดยพิจารณาจาก:

  • อายุและระยะเวลาการลงทุน — คนอายุ 25 ปี มีเวลาลงทุนอีก 30-40 ปี สามารถรับความเสี่ยงสูงกว่าคนอายุ 60 ปี ที่ใกล้เกษียณ
  • เป้าหมายทางการเงิน — ถ้าเป้าหมายคือเงินดาวน์บ้านใน 3 ปี ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง แต่ถ้าเป็นเงินเกษียณในอีก 25 ปี สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า
  • ความมั่นคงทางการเงิน — ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่ายก่อนลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
  • จิตวิทยาส่วนบุคคล — คุณนอนไม่หลับเมื่อพอร์ตขาดทุน 10% หรือไม่? ถ้าใช่ แสดงว่าคุณรับความเสี่ยงได้น้อย

กระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์หลายประเภท

การกระจายการลงทุน (Diversification) คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะ Business Risk และ Liquidity Risk

หลักการกระจายการลงทุนที่ดี:

  • ข้ามกลุ่มสินทรัพย์ (Asset Class) — เช่น หุ้น 60%, พันธบัตร 30%, อสังหาริมทรัพย์ 10%
  • ข้ามอุตสาหกรรม (Sector) — ไม่ลงทุนในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปยังการเงิน พลังงาน สุขภาพ เป็นต้น
  • ข้ามภูมิศาสตร์ (Geography) — ลงทุนทั้งตลาดไทย อเมริกา ยุโรป และเอเชีย
  • ข้ามขนาดบริษัท (Market Cap) — มีทั้ง Large Cap, Mid Cap, และ Small Cap

ตัวอย่างพอร์ตแบบ Moderate Risk:

  • หุ้นไทย Large Cap 25%
  • หุ้นต่างประเทศ (ETF) 20%
  • พันธบัตรรัฐบาล 30%
  • พันธบัตรบริษัท 15%
  • REITs หรืออสังหาริมทรัพย์ 10%
TIP

ข้อมูลจาก Morningstar แสดงให้เห็นว่าพอร์ตที่กระจายการลงทุนข้าม 8-12 สินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่ำ (Low Correlation) สามารถลดความผันผวน (Volatility) ได้ถึง 40-50% โดยไม่กระทบผลตอบแทนระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ศึกษาข้อมูลและติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด การติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที

ข้อมูลที่ควรติดตาม:

  • ข่าวเศรษฐกิจมหภาค — GDP, เงินเฟ้อ, อัตราการว่างงาน
  • นโยบายการเงินของธนาคารกลาง — การปรับอัตราดอกเบี้ย, โครงการ QE
  • รายงานผลประกอบการของบริษัท — Earnings Report รายไตรมาส
  • เหตุการณ์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ — เลือกตั้ง, สงคราม, ข้อพิพาททางการค้า

แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ:

  • Bloomberg, Reuters, Financial Times สำหรับข่าวสารและข้อมูลตลาด
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สำหรับข้อมูลบริษัทจดทะเบียน
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน

ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

นักลงทุนมืออาชีพใช้เครื่องมือหลายอย่างเพื่อควบคุมความเสี่ยงในพอร์ต

Stop Loss Order: ตั้งราคาขายอัตโนมัติเมื่อราคาลงถึงระดับที่กำหนด เพื่อจำกัดความสูญเสีย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณซื้อหุ้นที่ 100 บาท อาจตั้ง Stop Loss ที่ 90 บาท (ยอมเสีย 10%) เพื่อป้องกันความเสียหายรุนแรงกว่านั้น

Take Profit Order: ตั้งราคาขายอัตโนมัติเมื่อถึงเป้าหมายกำไร เพื่อล็อกผลกำไรไว้ เช่น ตั้ง Take Profit ที่ 120 บาท (กำไร 20%)

Dollar-Cost Averaging (DCA): ทยอยลงทุนเป็นงวด ๆ เช่น ลงทุนเดือนละ 10,000 บาท แทนที่จะลงทุนก้อนเดียว 120,000 บาท ช่วยลดผลกระทบจาก Market Timing Risk

Hedging: ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น ซื้อ Put Options เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลดลงของราคา หรือใช้ Forward Contract เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยน

สร้างวินัยและอย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดมาจากการตัดสินใจโดยอารมณ์ เช่น ขายทิ้งในช่วงตลาดขาลงจนขาดทุนจริง หรือซื้อตามความฮือฮาในช่วงตลาดขาขึ้นจนซื้อในราคาสูง

หลักการสำคัญ:

  • ยึดแผนการลงทุนที่วางไว้ — ไม่เปลี่ยนกลยุทธ์เพราะอารมณ์ชั่วครั่งชั่วคราว
  • Rebalancing เป็นประจำ — ปรับสัดส่วนพอร์ตกลับมาสู่เป้าหมาย ปีละ 1-2 ครั้ง
  • อย่าพยายาม Time the Market — การจับจังหวะตลาดสำเร็จยากมาก แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพก็ทำไม่สำเร็จอย่างสม่ำเสมอ
INFO

การศึกษาจาก Dalbar's Quantitative Analysis of Investor Behavior พบว่านักลงทุนรายย่อยเฉลี่ยได้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนี S&P 500 ถึง 4-5% ต่อปี เพราะการซื้อขายบ่อยและการตัดสินใจโดยอารมณ์

การลงทุนแบบมีความเสี่

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง