U
UHAS
รอข้อมูล
XAU/USDรอข้อมูล

วิธีการตั้ง SL และ TP ก่อนเทรด Forex

P
Patihan Uhas
7 มีนาคม 2567·5 นาทีอ่าน
แชร์
แนะนำวิธีการกำหนดจุด SL และ TP เพื่อให้เทรดอย่างปลอดภัย

ในตลาด Forex ที่ราคาผันผวนทุกวินาที การรู้จุดเข้าออเดอร์อย่างเดียวไม่พอ — คุณต้องรู้ว่าจะออกจากออเดอร์เมื่อไหร่เพื่อล็อกกำไรหรือหยุดขาดทุน นี่คือเหตุผลที่ SL (Stop Loss) และ TP (Take Profit) กลายเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ทุกเทรดเดอร์มืออาชีพใช้ บทความนี้จะอธิบายทั้งสองแนวคิด แนวทางการตั้งค่า และข้อควรระวังจากประสบการณ์จริง

สรุปสาระสำคัญ

  • SL (Stop Loss) คือคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปในทางที่ไม่ต้องการ เพื่อจำกัดการขาดทุน
  • TP (Take Profit) คือคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาถึงเป้ากำไร เพื่อล็อกผลตอบแทนก่อนที่ราคาจะกลับตัว
  • การตั้ง SL และ TP ควรอิงตาม Risk:Reward Ratio ที่กำหนดไว้ก่อนเข้าเทรด ไม่ใช่ตั้งตามอารมณ์
  • ข้อดีคือลดความเสี่ยงและทำให้วินัยในการเทรด ข้อเสียคืออาจพลาดโอกาสกำไรเพิ่มถ้าราคาเคลื่อนต่อ

SL (Stop Loss) คืออะไร

SL คืออะไร

Stop Loss (SL) คือคำสั่งขายอัตโนมัติที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อปิดออเดอร์เมื่อราคาเคลื่อนไปถึงระดับที่คุณยอมรับได้สูงสุดสำหรับการขาดทุน ตัวอย่างเช่น คุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.1000 และตั้ง SL ที่ 1.0950 หมายความว่าหากราคาตกลงไปแตะ 1.0950 ระบบจะปิดออเดอร์ทันที ทำให้คุณขาดทุน 50 pips แทนที่จะปล่อยให้ขาดทุนลุกลามไปเป็น 100 หรือ 200 pips

การใช้ Stop Loss ช่วยให้คุณ:

  • จำกัดความเสี่ยงต่อออเดอร์ — รู้ล่วงหน้าว่าจะขาดทุนสูงสุดเท่าไหร่
  • รักษาวินัยในการเทรด — ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง หรือตัดสินใจขายด้วยอารมณ์ตอนราคาลงเร็ว
  • ป้องกันบัญชีแตก — ในตลาดที่ผันผวนสูง (เช่นช่วงข่าว NFP) SL ช่วยไม่ให้ออเดอร์เดียวทำลายเงินทุนทั้งหมด
NOTE

ระวังการตั้ง SL ใกล้ราคาเข้ามากเกินไป — ราคาอาจ "sweep" ไปแตะ SL เพียงชั่วคราวแล้วกลับเข้าเทรนด์เดิม ทำให้คุณโดน SL แล้วต้องมองราคาวิ่งไปทำกำไรโดยไม่มีตัวคุณในออเดอร์

TP (Take Profit) คืออะไร

Take Profit (TP) คือคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปถึงเป้าหมายกำไรที่คุณกำหนด ตัวอย่างเช่น คุณซื้อ GBP/USD ที่ 1.2500 และตั้ง TP ที่ 1.2600 หมายความว่าเมื่อราคาขึ้นไปแตะ 1.2600 ระบบจะปิดออเดอร์ทันทีและบันทึกกำไร 100 pips โดยไม่ต้องให้คุณนั่งเฝ้า

เทรดเดอร์มือใหม่มักถามว่า "ทำไมต้องตั้ง TP ด้วย? ทำไมไม่รอให้ราคาวิ่งต่อไปแล้วขายทีเดียว?" คำตอบคือ:

  1. ไม่มีราคาไหนขึ้นได้เรื่อย ๆ — แม้แกว่งขาขึ้นแรง (uptrend) ราคาก็จะมี pullback (ปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ
  2. ความโลภทำลายผลตอบแทนเทรดเดอร์หลายคนเห็นกำไร +8% แล้วคิดจะรอ +12% แต่สุดท้ายราคากลับมาทำให้ขาดทุนแทน
  3. การล็อกกำไรคือความสำเร็จที่วัดผลได้ — เมื่อตั้ง TP ไว้ที่ 1:2 Risk:Reward คุณสามารถคำนวณ win rate ที่ต้องการเพื่อกำไรระยะยาวได้
INFO

ตัวอย่างการคำนวณ TP: ถ้า SL = 50 pips และต้องการ Risk:Reward = 1:2 ให้ตั้ง TP = 100 pips จากราคาเข้า

ทำไมการตั้ง SL และ TP จึงสำคัญ

ทำไมการตั้ง SL และ TP ถึงสำคัญ

ตลาด Forex ผันผวนสูง — ไม่ตั้ง SL/TP = เสี่ยงทุนทั้งหมด

คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD อาจเคลื่อน 80-150 pips ภายในวันเดียว และในวันข่าวใหญ่ (เช่น FOMC, GDP, ข่าวเฟด) อาจผันผวนเกิน 200 pips ภายใน 15 นาที หากคุณไม่ตั้ง SL และราคากระแทกไปด้านตรงข้าม 200 pips ด้วย leverage 1:100 เงินทุน $1,000 อาจลดลงเหลือ $400 ภายในชั่วพริบตา

การตั้ง SL และ TP ช่วยให้:

  • ควบคุม Risk per Trade — เช่นตั้ง SL ให้ขาดทุนไม่เกิน 2% ต่อออเดอร์ หมายความว่าต้องแพ้ติดกัน 50 ครั้งกว่าบัญชีจะเหลือศูนย์ (ในทางทฤษฎี)
  • ทำงานแบบ "Set and Forget" — คุณไม่ต้องนั่งเฝ้าจอ 24 ชั่วโมง ระบบจัดการออเดอร์ให้เอง
  • หลีกเลี่ยง Emotional Trading — เมื่อเห็นออเดอร์ขาดทุน หลายคนหวังว่าราคาจะกลับ แต่ไม่ยอมตัด จนขาดทุนลุกลามเป็น 10-20% SL ช่วยตัดปัญหานี้

ตัวอย่างจริง: ไม่ตั้ง SL vs. ตั้ง SL

สถานการณ์ไม่ตั้ง SLตั้ง SL ที่ 2%
เข้า Buy EURUSD ที่ 1.1000ราคาตกไป 1.0800 → ขาดทุน 200 pips = -20%ราคาตก → โดน SL ที่ 1.0980 → ขาดทุน 20 pips = -2%
ผลลัพธ์เงินทุนเหลือ $800 ต้องทำกำไร 25% ถึงจะคืนทุนเงินทุนเหลือ $980 ต้องทำกำไร 2.04% ถึงจะคืนทุน
TIP

กฎ 2% Rule: อย่าเสี่ยงเงินทุนเกิน 2% ต่อออเดอร์ ถ้าบัญชี $1,000 หมายความว่า SL ต้องไม่ให้ขาดทุนเกิน $20 ต่อเทรด

ข้อดีและข้อเสียของการตั้ง SL และ TP

ข้อดีของ SL (Stop Loss)

ข้อดี:

  • จำกัดการขาดทุนที่คาดการณ์ได้ — รู้ล่วงหน้าว่าออเดอร์เดียวจะขาดทุนสูงสุดเท่าไหร่
  • ป้องกันบัญชีแตกจาก Black Swan Events — เช่นเหตุการณ์ Brexit, COVID-19 crash ที่ราคาพุ่งหลายร้อย pips ภายในนาที
  • เพิ่มวินัย — ไม่ให้คุณต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ว่า "รออีกหน่อย ราคาอาจกลับ"

ข้อเสีย:

  • อาจโดน Stop Hunt — ราคาอาจ "sweep" ไปแตะ SL แล้วกลับเข้าทิศเดิม ทำให้คุณถูก SL ทั้ง ๆ ที่ทิศทางถูก
  • เสียโอกาสถ้าราคากลับตัวทันที — เช่นราคาตก -50 pips โดน SL แล้วขึ้นกลับมา +100 pips คุณก็พลาดกำไรไป
NOTE

วิธีลด Stop Hunt: ตั้ง SL ห่างจาก Support/Resistance ที่เห็นได้ชัด ประมาณ 5-10 pips เพื่อหลีกเลี่ยงการ sweep ชั่วคราว

ข้อดีของ TP (Take Profit)

ข้อดี:

  • ล็อกกำไรอย่างมีระเบียบ — เมื่อราคาถึง TP กำไรจะถูกบันทึกไม่ว่าตลาดจะกลับตัวแรงแค่ไหนภายหลัง
  • ลดความโลภ — ป้องกันไม่ให้คุณรอกำไร +10% แล้วปล่อยให้กลายเป็นขาดทุน -5%
  • ทำให้คำนวณ Risk:Reward ได้ — การตั้ง SL 50 pips, TP 100 pips = R:R 1:2 ช่วยให้วางแผนการเทรดระยะยาว

ข้อเสีย:

  • พลาดกำไรเพิ่มถ้าเทรนด์แรง — ราคาอาจวิ่งผ่าน TP ไปอีก 50-100 pips คุณก็ได้แค่ TP ที่ตั้งไว้
  • ต้องประเมินเป้า TP ให้ถูก — ถ้าตั้ง TP ใกล้เกินไป อาจได้กำไรน้อย ถ้าไกลเกินไป อาจไม่ถึง TP เลย

สรุปข้อดี-ข้อเสียอย่างรวดเร็ว

เครื่องมือข้อดีข้อเสีย
SLจำกัดขาดทุน, เพิ่มวินัยอาจโดน stop hunt, พลาดโอกาสถ้าราคากลับทันที
TPล็อกกำไร, ลดความโลภพลาดกำไรเพิ่มถ้าเทรนด์แรง, ต้องประเมินเป้าให้ถูก

วิธีการกำหนด SL และ TP

วิธีกำหนด SL และ TP

การตั้ง SL และ TP ไม่ใช่การสุ่มเลขหรือใช้ "สัญชาตญาณ" แต่ควรอิงตาม:

  1. Risk per Trade ที่กำหนด (เช่น 2% Rule)
  2. Technical Analysis (Support, Resistance, แนวโน้ม)
  3. Risk:Reward Ratio เป้าหมาย (เช่น 1:2 หรือ 1:3)

ขั้นตอนที่ 1: กำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (% ของเงินทุน)

ตัวอย่างเช่น บัญชี $1,000 และคุณกำหนดความเสี่ยงไม่เกิน 2% ต่อเทรด = $20 ต่อเทรด

ขั้นตอนที่ 2: หาระดับ Support/Resistance สำคัญ

  • SL สำหรับ Buy Order: ตั้งต่ำกว่า Support ใกล้ที่สุด 5-10 pips
  • SL สำหรับ Sell Order: ตั้งสูงกว่า Resistance ใกล้ที่สุด 5-10 pips

ตัวอย่าง:

  • คุณซื้อ EURUSD ที่ 1.1000
  • Support ล่าสุดอยู่ที่ 1.0980
  • ตั้ง SL ที่ 1.0975 (ห่างจาก support 5 pips) = 25 pips

ขั้นตอนที่ 3: คำนวณ TP ตาม Risk:Reward

หากต้องการ Risk:Reward = 1:2 และ SL = 25 pips ให้ตั้ง TP = 50 pips จากราคาเข้า

  • Entry: 1.1000
  • SL: 1.0975 (-25 pips)
  • TP: 1.1050 (+50 pips)

ขั้นตอนที่ 4: เช็ค Position Size ให้ตรงตาม Risk %

ใช้สูตร:

Position Size (Lots) = (Risk $ / SL pips) / (Value per Pip)

ตัวอย่าง:

  • Risk = $20
  • SL = 25 pips
  • Value per Pip (Standard Lot EURUSD) = $10
  • Position Size = (20 / 25) / 10 = 0.08 lots = 8 micro lots
INFO

เครื่องมือ: ใช้ Position Size Calculator ของโบรกเกอร์ หรือเว็บ Myfxbook, BabyPips เพื่อคำนวณอัตโนมัติ

แนวทางเพิ่มเติม: ใช้ ATR (Average True Range) กำหนด SL

ATR วัดความผันผวนเฉลี่ยของคู่เงินในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่น 14 วัน) หลายเทรดเดอร์ใช้กฎ:

  • SL = 1.5 × ATR จากราคาเข้า

ตัวอย่าง: EURUSD มี ATR(14) = 60 pips

  • ตั้ง SL = 1.5 × 60 = 90 pips จากราคาเข้า
  • ตั้ง TP = 2 × 90 = 180 pips (R:R 1:2)

วิธีนี้ช่วยให้ SL ปรับตามความผันผวนของตลาด — คู่เงินที่ผันผวนมาก (เช่น GBPJPY) จะมี SL กว้างกว่าคู่เงินที่ผันผวนน้อย (เช่น EURUSD)

กรณีพิเศษ: ใช้ Trailing Stop

Trailing Stop คือ SL แบบเคลื่อนที่ — เมื่อราคาเคลื่อนไปในทิศที่ถูกต้อง SL จะปรับตามมาเพื่อล็อกกำไรมากขึ้น

ตัวอย่าง:

  • เข้า Buy EURUSD ที่ 1.1000, ตั้ง Trailing Stop = 50 pips
  • ราคาขึ้นไป 1.1050 → SL ปรับเป็น 1.1000 (breakeven)
  • ราคาขึ้นไป 1.1100 → SL ปรับเป็น 1.1050 (ล็อกกำไร +50 pips)

ข้อดี: ล็อกกำไรได้มากขึ้นถ้าเทรนด์แรง
ข้อเสีย: อาจโดน SL เร็วเกินไปในตลาดที่ขึ้นลง (choppy)

TIP

Trailing Stop เหมาะกับเทรนด์แรง (Strong Trend) แต่อย่าใช้ในตลาด sideways เพราะจะโดน stop ทุกครั้งที่ราคา pullback ปกติ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ควรตั้ง SL และ TP ทุกครั้งที่เทรดหรือไม่?

ใช่ ทุกครั้ง — ไม่มีข้อยกเว้น การไม่ตั้ง SL คือการเปิดโอกาสให้ออเดอร์เดียวทำลายบัญชีได้ทั้งหมด แม้เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพก็ไม่สามารถคาดการณ์ราคาได้ 100% การตั้ง SL คือการยอมรับว่าเราอาจคาดการณ์ผิดและต้องจำกัดความเสียหาย

SL และ TP ควรห่างจากราคาเข้าเท่าไหร่?

ไม่มีคำตอบตายตัว แต่แนวทางคือ:

  • SL: อิงตาม Support/Resistance + ATR (โดยทั่วไป 20-100 pips ขึ้นกับคู่เงินและไทม์เฟรม)
  • TP: อิงตาม Risk:Reward ที่ต้องการ (เช่น ถ้า SL 50 pips และต้องการ R:R 1:2 ให้ตั้ง TP 100 pips)

ถ้าราคาไปถึง TP แล้วยังมีแนวโน้มวิ่งต่อ ควรทำอย่างไร?

มีสองแนวทาง:

  1. ปิดเต็มจำนวน — ยอมรับกำไรที่ได้ ไม่โลภ (แนะนำสำหรับมือใหม่)
  2. ปิดบางส่วน + ปรับ SL เป็น breakeven — เช่นปิด 50% ที่ TP แรก ปล่อย 50% วิ่งต่อด้วย Trailing Stop (สำหรับมืออาชีพ)

หากโดน SL บ่อยเกินไป แสดงว่าผิดพลาดตรงไหน?

มีสาเหตุได้หลายอย่าง:

  • SL แคบเกินไป — ราคา normal pullback ก็โดน SL แล้ว ลอง ATR วิธีให้ SL กว้างขึ้น
  • เข้าเทรดในตลาด sideways — ควรรอให้เห็นเทรนด์ชัดก่อนเข้า
  • Stop Hunt — ตั้ง SL ใกล้ Support/Resistance ที่คนส่วนใหญ่มองเห็น ลองตั้งห่างออกไป 10-15 pips

Risk:Reward อัตราไหนดีที่สุด?

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ แนะนำ 1:2 หรือ 1:3 หมายความว่า:

  • 1:2 → ต้อง win rate 33.33% ขึ้นไปถึงจะคุ้มทุน
  • 1:3 → ต้อง win rate 25% ขึ้นไปถึงจะคุ้มทุน

ยิ่ง R:R สูง ยิ่งทำให้คุณทำกำไรได้แม้ win rate ต่ำ แต่อย่าตั้ง R:R สูงเกิน 1:5 เพราะโอกาสที่ราคาจะวิ่งไปถึง TP ก็จะลดลงมาก


หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การเทรด Forex แบบเป็นระบบ สามารถเข้ามาศึกษาได้ที่ คอร์สเรียนเทรด Forex ของเรา — ครอบคลุมทั้งพื้นฐาน Technical Analysis และการใช้ SL/TP ในสถานการณ์จริง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patihan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง