ย้อนรอยเหตุการณ์ Black Monday คืออะไร ทำไมถึงน่ากลัว
ย้อนรอยวิกฤต Black Monday คือเหตุการณ์ตลาดหุ้นดิ่งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุ และบทเรียนสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ในปี 2025

วันที่ 19 ตุลาคม 1987 ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 22% ในวันเดียว — การปรับตัวลงที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เหตุการณ์ Black Monday ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เมื่อสิงหาคม 2024 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดิ่ง 12.4% ในวันเดียว ส่งคลื่นกระแทกไปทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากอะไร ทำไมถึงซ้ำรอยได้ และนักลงทุนควรเตรียมตัวอย่างไรในปี 2025

สรุปสาระสำคัญ
- Black Monday คือวันที่ตลาดหุ้นดิ่งลงกว่า 20% ในวันเดียว เกิดครั้งแรกเมื่อ 19 ตุลาคม 1987 และซ้ำรอยที่ญี่ปุ่นในสิงหาคม 2024
- สาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัย: การเทรดอัตโนมัติ (Program Trading) ที่ส่งคำสั่งขายพร้อมกัน, มูลค่าหุ้นสูงเกินพื้นฐาน และนโยบายการเงินที่ผิดพลาด
- เหตุการณ์ 2024 เกิดจากธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยไม่ถูกเวลา ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ย่ำแย่ และกระแสเก็งกำไรหุ้นเทคโนโลยีมาแรงเกินไป
- บทเรียนสำคัญคือต้องกระจายความเสี่ยง ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เดียว และต้องเตรียมพอร์ตสำหรับรับมือความผันผวนสูงเสมอ
Black Monday คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
Black Monday หมายถึงวันจันทร์ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรงในวันเดียว โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ที่ดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม (DJIA) ดิ่งลง 508 จุด หรือ 22.61% ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมงครึ่งที่ตลาดเปิดทำการ
ตัวเลขนี้หมายความว่ามูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญไปกว่า 500 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว ส่งผลกระทบไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดในฮ่องกงที่ดิ่งลง 45.8% ภายใน 4 วัน และตลาดลอนดอนที่ปรับลง 26.4%
ที่น่าสนใจคือก่อนหน้านี้เพียง 5 วันทำการ ดัชนีดาวโจนส์ยังอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,722.42 จุด การพลิกตัวจากจุดสูงสุดมาสู่การดิ่งลงกว่า 20% ในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวนี้เองที่ทำให้นักลงทุนตกตะลึง
Program Trading ตัวการสำคัญของวิกฤติ
สาเหตุหลักที่ทำให้การดิ่งลงครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่เคยเกิดขึ้นคือระบบ Program Trading หรือการเทรดอัตโนมัติที่เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงกลางทศวรรษ 1980
Program Trading ทำงานโดยมีคอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติเมื่อราคาหุ้นแตะระดับที่กำหนดไว้ เมื่อราคาหุ้นเริ่มลดลงถึงจุดหนึ่ง ระบบจะส่งคำสั่งขายออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาดิ่งลงอีก และกระตุ้นให้ระบบอัตโนมัติอื่น ๆ ส่งคำสั่งขายตาม
กลไกนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Cascade Effect หรือการขายต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ซึ่งไม่มีใครสามารถหยุดได้ทันเวลา ผนวกกับความตื่นตระหนกของนักลงทุนรายย่อยที่เห็นราคาดิ่งลงก็ร่วมเทขายตาม ทำให้สถานการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น
Program Trading ในปัจจุบันมีระบบ Circuit Breaker หรือกลไกหยุดการซื้อขายชั่วคราวเมื่อดัชนีดิ่งลงเกินกว่าระดับที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบ 1987 ซ้ำรอย
สาเหตุลึกที่ทำให้เกิด Black Monday 1987
แม้ว่า Program Trading จะเป็นตัวเร่งให้วิกฤติรุนแรงขึ้น แต่ปัจจัยพื้นฐานที่สะสมมาก่อนหน้านั้นต่างหากที่เป็นต้นเหตุของการดิ่งลง เราสามารถแบ่งสาเหตุออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก:
1. อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
ในช่วงกลางปี 1987 อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นกว่า 4.00% ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังร้อนแรงเกินไป ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น 107% ภายใน 5 เดือน จากประมาณ 16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 33 ดอลลาร์ในเดือนกันยายน
การเร่งตัวของเงินเฟ้อทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และเมื่อดอกเบี้ยขึ้น มูลค่าหุ้นที่มีอยู่จะลดลงตามหลักการประเมินมูลค่าปัจจุบัน (Present Value)
2. ตลาดหุ้นร้อนแรงเกินพื้นฐาน
ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 43.10% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 1987 การเติบโตที่รวดเร็วนี้เกิดจากกระแสการเก็งกำไรมากกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ของหุ้นหลายตัวสูงเกินไป
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ชะลอตัวลง ผนวกกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ นักลงทุนสถาบันเริ่มตระหนักว่าหุ้นในมือแพงเกินไป และเริ่มปรับพอร์ตโดยค่อย ๆ ลดสัดส่วนหุ้น
3. นโยบายการเงินที่ไม่สอดคล้องกัน
ก่อนหน้าเหตุการณ์ Black Monday ประเทศในกลุ่ม G7 มีการประชุมเพื่อหารือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายการเงิน แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาด
ธนาคารกลางเยอรมนีและอังกฤษขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงินของตน ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามรักษาอัตราดอกเบี้ยให้คงที่ ความไม่สอดคล้องนี้ทำให้เกิดแรงกดดันต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ
Black Monday กลับมาอีกครั้งในปี 2024
วันที่ 5 สิงหาคม 2024 ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นดิ่งลง 4,451.28 จุด หรือ 12.40% ในวันเดียว — การปรับตัวลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 1987 เหตุการณ์นี้ส่งคลื่นกระแทกไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก โดยดัชนี S&P 500 ปรับลง 3.00% และ NASDAQ ปรับลง 3.43% ในวันเดียวกัน
นโยบายการเงินที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก -0.10% เป็น 0.25% เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2024 การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ และตรงข้ามกับทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีสัญญาณจะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
การขึ้นดอกเบี้ยทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นจาก 161.70 เยนต่อดอลลาร์มาอยู่ที่ 141.70 เยน ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ การแข็งค่าของเงินเยนส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นบริษัทส่งออกญี่ปุ่น เพราะทำให้สินค้าญี่ปุ่นแพงขึ้นในตลาดโลก
Carry Trade คือกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินสกุลที่มีดอกเบี้ยต่ำ (เช่น เงินเยน) แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เมื่อเงินเยนแข็งค่าขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องชำระหนี้คืนมากขึ้น ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ ก่อให้เกิดแรงขายในตลาด
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ย่ำแย่กว่าคาด
รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (Non-Farm Payrolls) ที่ออกมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2024 แสดงว่ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 114,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ 175,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 4.10% เป็น 4.30%
ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ ทำให้นักลงทุนกังวลว่า Fed อาจจะลดดอกเบี้ยช้าเกินไป และอาจนำไปสู่ภาวะถดถอย ความกังวลนี้ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงโดยขายหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ
กระแสเก็งกำไรหุ้นเทคโนโลยีที่มาแรงเกินไป
ก่อนหน้าเหตุการณ์ Black Monday 2024 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนี NASDAQ 100 เพิ่มขึ้นกว่า 18.00% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2024 หุ้นบางตัวเช่น NVIDIA มี P/E Ratio สูงถึง 70 เท่า สะท้อนความคาดหวังที่สูงมาก
เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจออกมาไม่ดี นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถเติบโตได้ตามที่คาดหวังหรือไม่ ทำให้เกิดการขายหุ้นกลุ่มนี้อย่างหนัก ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับลงกว่า 10% จากจุดสูงสุด ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์
บทเรียนสำคัญจาก Black Monday สำหรับนักลงทุนปี 2025
เหตุการณ์ Black Monday ทั้งในปี 1987 และ 2024 สอนบทเรียนสำคัญหลายประการที่นักลงทุนควรจดจำ โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังคงอยู่
การกระจายความเสี่ยงมีความสำคัญมากกว่าที่คิด
นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Black Monday ในขณะที่นักลงทุนที่กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น พันธบัตร ทองคำ หรือสกุลเงิน สามารถลดความสูญเสียได้
การลงทุนใน Forex สามารถเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดี เพราะสกุลเงินมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้นในช่วงที่เกิดวิกฤติ ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 5 สิงหาคม 2024 ขณะที่หุ้นดิ่งลง เงินเยนและฟรังก์สวิสกลับแข็งค่าขึ้นกว่า 2% เพราะนักลงทุนหลบภัยไปยังสกุลเงิน Safe Haven
พอร์ตที่สมดุลควรมีสัดส่วนสินทรัพย์หลากหลาย เช่น 60% ในหุ้น 30% ในพันธบัตร และ 10% ในสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Forex หรือทองคำ เพื่อลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต
ห้ามใช้ Leverage สูงเกินไปในช่วงตลาดผันผวน
นักลงทุนหลายรายที่ใช้ Leverage สูง (1:100 ขึ้นไป) ในการเทรดหุ้นหรือ Forex ได้รับผลกระทบรุนแรงจาก Black Monday 2024 เพราะเมื่อราคาเคลื่อนไหวผิดทาง Leverage จะขยายความสูญเสียเป็นทวีคูณ

ในตลาด Forex สมัยใหม่ โบรกเกอร์ที่มีชื่อเสียงมักจะจำกัด Leverage สูงสุดไว้ที่ 1:30 ถึง 1:50 สำหรับเทรดเดอร์รายย่อย และจะมีระบบ Negative Balance Protection เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนเกินเงินที่ฝากไว้
หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage สูงกว่า 1:50 ในการเทรด Forex โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมา หรือเมื่อตลาดมีความผันผวนสูง การใช้ Stop Loss ทุกครั้งเป็นสิ่งจำเป็น
ระบบอัตโนมัติสามารถเป็นทั้งเพื่อนและศัตรู
แม้ว่า Program Trading จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Black Monday 1987 รุนแรง แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเดียวกันนี้ก็ถูกใช้เพื่อป้องกันวิกฤติ เช่น ระบบ Circuit Breaker ที่จะหยุดการซื้อขายชั่วคราวเมื่อตลาดดิ่งลงเกินระดับที่กำหนด
สำหรับเทรดเดอร์ Forex การใช้ EA (Expert Advisor) หรือระบบเทรดอัตโนมัติสามารถช่วยให้เทรดได้อย่างมีวินัยและปราศจากอารมณ์ แต่จำเป็นต้องมีการตั้งค่า Risk Management ที่เหมาะสม โดยเฉพาะ Maximum Drawdown และ Daily Loss Limit เพื่อป้องกันความเสียหายในช่วงที่ตลาดผิดปกติ
การติดตามปัจจัยพื้นฐานช่วยคาดการณ์ความเสี่ยง
ทั้งสองเหตุการณ์ Black Monday มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของตลาดที่เร็วเกินไป ตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว หรือนโยบายการเงินที่ไม่สอดคล้อง
เทรดเดอร์ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอและเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และการเคลื่อนไหวของตลาด จะสามารถลดความเสี่ยงได้โดยการปรับพอร์ตก่อนที่วิกฤติจะเกิด
โอกาสที่ Black Monday จะเกิดขึ้นอีกในปี 2025
ความเสี่ยงที่จะเกิด Black Monday ซ้ำในปี 2025 ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากปัจจัยเหล่านี้:
ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน: ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงประสบปัญหาในการหาจุดสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ การปรับนโยบายที่ผิดพลาดอาจกระตุ้นให้เกิดการเทขายในตลาด
หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น: หลายประเทศมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีหนี้สาธารณะกว่า 35 ล้านล้านดอลลาร์ หากนักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง อาจเกิดการขายพันธบัตรและหุ้นพร้อมกัน
ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด: ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม กล
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


