U
UHAS
XAU/USD—0.00%

เจาะลึก CFD คืออะไร และควรเทรดอย่างไร

CFD หรือ Contract for Difference คือสัญญาซื้อขายส่วนต่าง เป็นตราสารอนุพันธ์ที่นักลงทุนไม่ควรพลาดหากต้องการเก็งกำไร

P
Patiphan Uhas
20 สิงหาคม 2567·2 นาทีอ่าน
แชร์
CFD คืออะไร เทรดอย่างไรให้ไม่พลาด

ในยุคที่นักเทรดรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดการเงินโลกได้ง่ายขึ้น CFD (Contract for Difference) กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมที่ช่วยให้คุณสามารถเก็งกำไรจากสินทรัพย์หลากหลายประเภทโดยไม่ต้องถือครองจริง บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า CFD คืออะไร มีกี่ประเภท ข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง และควรระวังอะไรก่อนเริ่มเทรด

สรุปสาระสำคัญ

  • CFD คือสัญญาซื้อขายส่วนต่างที่ให้คุณเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง
  • เทรด CFD ได้หลายตลาด ทั้ง Forex ดัชนี หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ น้ำมัน)
  • ข้อดีคือใช้เงินทุนน้อย เทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง แต่มีความเสี่ยงสูงจากการใช้เลเวอเรจ
  • ควรศึกษาความเสี่ยงอย่างละเอียดและเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือก่อนเริ่มเทรด

CFD คืออะไร

CFD ย่อมาจาก Contract for Difference หรือ "สัญญาซื้อขายส่วนต่าง" เป็นตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ที่ให้คุณเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นจริง ๆ

กลไกการทำงานคือ คุณทำสัญญากับโบรกเกอร์เพื่อตกลงว่าจะชำระ "ส่วนต่าง" ระหว่างราคาเปิดสัญญา (Entry Price) กับราคาปิดสัญญา (Exit Price) เท่านั้น

ตัวอย่าง: คุณเปิดสัญญา CFD ซื้อทองคำที่ราคา $1,850.00 ต่อออนซ์ จำนวน 1 ล็อต (100 ออนซ์) เมื่อราคาทองขึ้นไปที่ $1,880.00 คุณปิดสัญญา กำไรของคุณคือ:

($1,880.00 - $1,850.00) × 100 = $3,000.00

คุณไม่ได้ซื้อทองคำจริง ๆ แต่ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาแทน

ประเภทของ CFD ที่สามารถเทรดได้

1. CFD Forex

CFD Forex คือสัญญาซื้อขายส่วนต่างบนคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD, GBP/JPY หรือ USD/THB โดยไม่ต้องถือครองสกุลเงินจริง คุณเพียงแค่เก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อดีของ CFD Forex คือตลาดเปิด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ มีสภาพคล่องสูง และโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้เลเวอเรจสูง (แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงสูงตามไปด้วย)

TIP

CFD Forex เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาเทรดและชอบตลาดที่มีความผันผวนปานกลาง

2. CFD ดัชนี

CFD ดัชนี (Indices CFD) ให้คุณเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นชั้นนำ เช่น S&P 500, Nasdaq 100, DAX 30 หรือ Nikkei 225 โดยไม่ต้องซื้อหุ้นทุกตัวในดัชนีนั้น

การเทรด CFD ดัชนีเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง เพราะดัชนีหนึ่งประกอบด้วยหุ้นหลายบริษัท ทำให้ความผันผวนโดยรวมต่ำกว่าการเทรดหุ้นตัวเดียว

3. CFD หุ้น

CFD หุ้น (Share CFD) ให้คุณเก็งกำไรจากราคาหุ้นรายตัว เช่น Apple, Tesla, Amazon หรือหุ้นไทยอย่าง PTT, KBANK โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของหุ้นจริง ๆ

ข้อดีคือคุณสามารถเทรดหุ้นจากหลายตลาดทั่วโลกผ่านบัญชีเดียว และใช้เลเวอเรจเพิ่มโอกาสทำกำไร (หรือขาดทุน) จากเงินทุนที่มีจำกัด

NOTE

CFD หุ้นบางตัวอาจมีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ Spread กว้างและค่าใช้จ่ายในการเทรดสูงขึ้น

4. CFD สินค้าโภคภัณฑ์

CFD สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity CFD) ให้คุณเก็งกำไรจากสินค้าเกษตรและพลังงาน เช่น:

  • โลหะมีค่า: ทองคำ (XAU/USD), เงิน (XAG/USD), ทองแดง
  • พลังงาน: น้ำมันดิบ WTI, น้ำมันดิบ Brent, ก๊าซธรรมชาติ
  • สินค้าเกษตร: ข้าวสาลี, ข้าวโพด, กาแฟ

ตลาด Commodity มักมีความผันผวนสูงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งอุปสงค์อุปทาน ภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ

ข้อดีของการเทรด CFD

ข้อดีของการเทรด CFD

การเทรด CFD มีข้อได้เปรียบหลายประการที่ทำให้เป็นที่นิยมในหมู่เทรดเดอร์รายย่อย:

1. เก็งกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

คุณสามารถเปิด Long Position (คาดว่าราคาจะขึ้น) หรือ Short Position (คาดว่าราคาจะลง) ได้ทันที ไม่ต้องมีสินทรัพย์อยู่ในมือเหมือนตลาดหุ้นทั่วไป ความยืดหยุ่นนี้ทำให้คุณหาโอกาสทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด

2. ใช้เงินทุนน้อย (Margin Trading)

CFD ใช้ระบบมาร์จิ้น (Margin) คือคุณต้องวางเงินมัดจำเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญา ตัวอย่าง: หากมาร์จิ้นเท่ากับ 5% และคุณต้องการเปิดสัญญา $10,000 คุณต้องวางเงินเพียง $500

3. เข้าถึงตลาดได้หลากหลาย

เทรดได้หลายสินทรัพย์ ทั้ง Forex, หุ้นต่างประเทศ, ดัชนี, ทองคำ, น้ำมัน ผ่านบัญชีเดียวกับโบรกเกอร์เพียงแห่งเดียว ไม่ต้องเปิดบัญชีหลายแห่ง

4. มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ

คุณสามารถกำหนดขนาดสัญญา (Lot Size), ระยะเวลาถือครอง และ Stop Loss / Take Profit ได้ตามกลยุทธ์การเทรดของตัวเอง

5. ซื้อขายง่ายและรวดเร็ว

เทรดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เช่น MetaTrader 4/5, cTrader หรือแอปมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา การเปิด-ปิดออเดอร์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

6. โอกาสได้ผลตอบแทนสูง (พร้อมความเสี่ยงสูง)

เนื่องจากใช้เลเวอเรจ คุณสามารถควบคุมสัญญามูลค่าสูงด้วยเงินทุนน้อย หากทิศทางถูก ผลตอบแทนอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่หากทิศทางผิด ขาดทุนก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าเช่นกัน

NOTE

คำเตือนสำคัญ: การใช้เลเวอเรจสูงเกิน 1:50 เพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก แนะนำให้เทรดเดอร์มือใหม่เริ่มต้นด้วยเลเวอเรจต่ำ (1:10 ถึง 1:30) และใช้ Stop Loss ทุกครั้ง

ข้อเสียและความเสี่ยงของ CFD

แม้ CFD จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อเสียและความเสี่ยงที่คุณต้องเข้าใจ:

1. ความเสี่ยงจากเลเวอเรจ

เลเวอเรจเป็นดาบสองคม หากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ คุณอาจขาดทุนเกินเงินทุนเริ่มต้นได้ บางโบรกเกอร์มีการป้องกัน Negative Balance (ไม่ให้ยอดติดลบ) แต่บางแห่งไม่มี

2. ค่าธรรมเนียม Overnight (Swap)

หากคุณถือสัญญา CFD ข้ามคืน จะมีค่า Swap หรือ Rollover Fee ซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินหรือสินทรัพย์นั้น ๆ

3. Spread และ Commission

บางโบรกเกอร์เก็บ Spread (ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask) บางแห่งเก็บ Commission ต่อล็อต ต้องคำนวณให้ดีว่าค่าใช้จ่ายรวมเป็นเท่าไร

4. ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของสินทรัพย์

คุณไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นหรือสินทรัพย์จริง จึงไม่มีสิทธิ์รับเงินปันผล (Dividend) หรือสิทธิออกเสียงในบริษัท (แม้บางโบรกเกอร์จะปรับ Dividend Adjustment ให้)

5. ความเสี่ยงของโบรกเกอร์

คุณทำสัญญากับโบรกเกอร์โดยตรง หากโบรกเกอร์ล้มละลาย คุณอาจสูญเสียเงินทุน ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), หรือ CySEC (Cyprus)

ควรระวังอะไรก่อนเริ่มเทรด CFD

ก่อนเปิดบัญชีเทรด CFD คุณควร:

  1. ศึกษาและฝึกฝนด้วย Demo Account ทดลองเทรดโดยไม่ใช้เงินจริงก่อนอย่างน้อย 1-3 เดือน เพื่อทำความเข้าใจกลไก ค่าธรรมเนียม และพฤติกรรมตลาด
  2. เริ่มต้นด้วยเงินทุนที่พร้อมเสีย อย่านำเงินค่าใช้จ่ายหรือเงินกู้มาเทรด
  3. ใช้ Stop Loss และ Take Profit ทุกครั้งเพื่อจำกัดความเสียหายและล็อกกำไร
  4. เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาต ตรวจสอบว่ามีการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้
  5. อย่าเทรดด้วยอารมณ์ วางแผนการเทรดและยึดมั่นในกลยุทธ์ของตัวเอง

หากคุณยังเป็นมือใหม่ แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติมจากคอร์สเรียน Forex เบื้องต้น และดูรีวิวโบรกเกอร์ Forex ที่ดีที่สุดเพื่อเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

CFD กับการซื้อหุ้นจริงต่างกันอย่างไร?

CFD คือการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา คุณไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น ไม่มีสิทธิ์รับเงินปันผลหรือออกเสียง แต่สามารถใช้เลเวอเรจและเปิด Short ได้ง่าย ในขณะที่การซื้อหุ้นจริงคุณเป็นเจ้าของหุ้นและมีสิทธิ์ทั้งหมด

เทรด CFD ต้องใช้เงินทุนเท่าไร?

ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และสินทรัพย์ที่เทรด บางโบรกเกอร์เปิดบัญชีขั้นต่ำ $100-$500 แต่แนะนำให้มีทุนอย่างน้อย $1,000 เพื่อบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

CFD เหมาะกับมือใหม่หรือไม่?

CFD มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการใช้เลเวอเรจ มือใหม่ควรเริ่มจากการศึกษา ฝึกฝนด้วย Demo Account และเริ่มต้นด้วยเงินทุนเล็กน้อยก่อน

ใช้เลเวอเรจเท่าไรถึงจะเหมาะสม?

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ แนะนำเริ่มต้นที่ 1:10 ถึง 1:30 เท่านั้น หลีกเลี่ยงเลเวอเรจสูงเกิน 1:100 เพราะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก

CFD เสียภาษีอย่างไร?

ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ในประเทศไทย กำไรจาก CFD อาจถือเป็นรายได้เบ็ดเตล็ดต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อแนวทางที่ถูกต้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง