U
UHAS
XAU/USD0.00%

รู้จัก Credit Rating คืออะไร พร้อมวิธีดูแลคะแนนเครดิตให้ดี

รู้จัก Credit Rating คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณ ดูแล และพัฒนาคะแนนเครดิตให้ดีอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินและได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า

P
Patiphan Uhas
26 กุมภาพันธ์ 2568·3 นาทีอ่าน
แชร์
Credit Rating คืออะไร วิธีเช็กและดูแลคะแนนเครดิตให้ดีขึ้น

ในยุคที่การเข้าถึงบริการทางการเงินขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงชุดเดียว Credit Rating กลายเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะได้รับอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ อัตราดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำ และวงเงินที่คุณจะได้รับจะเป็นเท่าไร ไม่ว่าคุณจะวางแผนซื้อบ้าน ขยายธุรกิจ หรือแม้แต่เริ่มต้นลงทุน การมีคะแนนเครดิตที่ดีจะเปิดประตูสู่โอกาสทางการเงินที่ดีกว่าได้ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า Credit Rating คืออะไร คำนวณอย่างไร และสำคัญที่สุด — คุณจะดูแลให้คะแนนของตัวเองอยู่ในระดับดีได้อย่างไร

สรุปสาระสำคัญ

  • Credit Rating คือคะแนนที่สะท้อนความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยพิจารณาจากประวัติการชำระเงิน (35%), ปริมาณหนี้สิน (30%), และปัจจัยอื่น ๆ รวม 5 ด้าน
  • เครดิตบูโร (NCB) เป็นหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเครดิตในประเทศไทย โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ 3 ปีสำหรับรายการทั่วไป และ 5 ปีสำหรับประวัติผิดนัดชำระ
  • นิสัยที่ดีคือ จ่ายบิลตรงเวลา ใช้วงเงินไม่เกิน 30% มีประวัติยาวนาน และตรวจสอบรายงานเครดิตสม่ำเสมอ
  • พฤติกรรมที่ทำลายเครดิต ได้แก่ จ่ายขั้นต่ำบ่อย ๆ ใช้วงเงินเกิน 80% สมัครสินเชื่อหลายแห่งพร้อมกัน และเป็นผู้ค้ำประกันโดยไม่รอบคอบ
  • คุณสามารถตรวจสอบคะแนนเครดิตของตัวเองได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของเครดิตบูโร หรือสาขาธนาคารที่ให้บริการ โดยใช้เวลาเพียง 15 นาที

Credit Rating คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

Credit Rating หรือคะแนนเครดิต คือระบบการให้คะแนนที่วัดความน่าเชื่อถือทางการเงินของบุคคลหรือองค์กร โดยพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้ พฤติกรรมการใช้สินเชื่อ และความสามารถในการบริหารจัดการเงิน คะแนนนี้เปรียบเสมือน "ประวัติการเงิน" ที่สถาบันการเงินใช้ประเมินว่าคุณมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหรือไม่

สำหรับประเทศไทย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau — NCB) เป็นหน่วยงานหลักที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินสมาชิก และจัดทำรายงานเครดิตให้กับผู้ขอกู้ยืม ข้อมูลที่เก็บไว้จะถูกบันทึกเป็นระยะเวลา 3 ปีสำหรับข้อมูลทั่วไป และ 5 ปีสำหรับประวัติการผิดนัดชำระ

ทำไม Credit Rating ถึงสำคัญ?

  • กำหนดอัตราดอกเบี้ย: คะแนนเครดิตสูงจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ซึ่งหมายถึงคุณจะประหยัดเงินได้เป็นจำนวนมากในระยะยาว
  • เพิ่มโอกาสอนุมัติ: สถาบันการเงินมักอนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ที่มีคะแนนเครดิตดี และมอบวงเงินที่สูงกว่า
  • เข้าถึงผลิตภัณฑ์พิเศษ: บัตรเครดิตระดับ Platinum หรือ Infinite มักมีเงื่อนไขคะแนนเครดิตขั้นต่ำ
  • ส่งผลต่อการเช่าบ้าน/ทำธุรกิจ: บางเจ้าของทรัพย์สินหรือคู่ค้าทางธุรกิจอาจตรวจสอบคะแนนเครดิตก่อนทำสัญญา

วิธีคำนวณ Credit Rating: 5 ปัจจัยหลัก

การคำนวณ Credit Rating ในประเทศไทยพิจารณาจากปัจจัย 5 ด้าน โดยแต่ละด้านมีน้ำหนักต่อคะแนนรวมแตกต่างกัน:

1. ประวัติการชำระเงิน (35%)

นี่คือปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุด ครอบคลุมถึงความตรงต่อเวลาในการชำระบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน และเงินกู้ประเภทอื่น ๆ การผิดนัดชำระแม้เพียงครั้งเดียวจะส่งผลเสียต่อคะแนนได้อย่างรุนแรง และบันทึกไว้ในระบบนานถึง 3-5 ปี

2. ปริมาณหนี้สิน (30%)

วัดจากอัตราส่วนการใช้วงเงินสินเชื่อ (Credit Utilization Ratio) เช่น ถ้าคุณมีวงเงินบัตรเครดิต 100,000.00 บาท และใช้ไป 30,000.00 บาท อัตราการใช้วงเงินของคุณคือ 30.00% ซึ่งอยู่ในระดับที่ดี เครดิตบูโรมักแนะนำให้รักษาอัตรานี้ไว้ไม่เกิน 30.00%

3. ระยะเวลาการใช้สินเชื่อ (15%)

ความยาวนานของประวัติการใช้สินเชื่อแสดงถึงประสบการณ์และความมั่นคงทางการเงิน บัญชีที่เปิดใช้มานานกว่า 5 ปีจะช่วยเพิ่มคะแนนได้มากกว่าบัญชีใหม่

4. ประเภทสินเชื่อ (10%)

ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น มีทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อบ้าน แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินเชื่อหลายประเภทพร้อมกัน

5. การขอสินเชื่อใหม่ (10%)

ความถี่ในการยื่นขอสินเชื่อ การสมัครสินเชื่อหลายแห่งในระยะเวลาสั้น ๆ อาจถูกมองว่ากำลังขาดสภาพคล่อง หรือกำลังสร้างภาระหนี้มากเกินไป

INFO

Hard Inquiry vs Soft Inquiry

เมื่อคุณยื่นขอสินเชื่อ สถาบันการเงินจะตรวจสอบเครดิตของคุณ ซึ่งเรียกว่า "Hard Inquiry" และจะส่งผลต่อคะแนนเครดิต ส่วน "Soft Inquiry" เช่น การตรวจสอบเครดิตด้วยตัวเอง จะไม่ส่งผลต่อคะแนน

5 นิสัยการเงินที่ทำให้คะแนนเครดิตพุ่งสูง

การสร้างประวัติเครดิตที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีวินัยและรู้จักบริหารจัดการเงินอย่างชาญฉลาด มาดูกันว่านิสัยอะไรบ้างที่จะช่วยยกระดับคะแนนเครดิตของคุณ

1. จ่ายบิลตรงเวลาทุกเดือน ไม่มีพลาด

การชำระหนี้ตรงเวลาคือหัวใจสำคัญของการมีเครดิตที่ดี เพราะมีน้ำหนักถึง 35.00% ของคะแนนรวม วิธีปฏิบัติที่ดี:

  • ตั้งการแจ้งเตือนอัตโนมัติ: ใช้ระบบแจ้งเตือนจากแอปธนาคาร หรือตั้ง Google Calendar ล่วงหน้า 3-5 วัน
  • ตั้งหักบัญชีอัตโนมัติ: สำหรับบิลประจำ เช่น บัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อไม่พลาดวันชำระ
  • เก็บเงินสำรองไว้สำหรับชำระหนี้: กันเงินในบัญชีแยกต่างหาก อย่าผสมกับเงินใช้จ่ายประจำวัน
NOTE

การผิดนัดชำระแม้ 1 วัน ก็ส่งผลกระทบแล้ว

สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะรายงานการผิดนัดชำระหลังจากเกินกำหนดชำระ 30 วัน แต่บางแห่งอาจรายงานตั้งแต่วันแรก ดังนั้นอย่าปล่อยให้เกินกำหนดเลย

2. ใช้วงเงินไม่เกิน 30% ของวงเงินที่มี

อัตราการใช้วงเงินสินเชื่อ (Credit Utilization Ratio) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีน้ำหนัก 30.00% ตัวอย่างเช่น:

  • วงเงินบัตรเครดิต = 100,000.00 บาท
  • ใช้จ่ายต่อเดือน = 25,000.00 บาท
  • อัตราการใช้วงเงิน = 25.00% (อยู่ในเกณฑ์ดี)

เทคนิคเพิ่มเติม:

  • ขอเพิ่มวงเงิน: ถ้าคุณมีประวัติดี การขอเพิ่มวงเงินจะช่วยลดอัตราการใช้วงเงินทันที
  • ใช้หลายบัตรสลับกัน: แทนที่จะใช้บัตรใบเดียวเต็มวงเงิน ควรกระจายการใช้จ่ายระหว่างหลายบัตร
  • ชำระก่อนรอบบิลปิด: ถ้าคุณมีเงินพอ ลองชำระบางส่วนก่อนวันปิดบิลเพื่อลดยอดคงค้างที่ถูกรายงาน

3. มีประวัติการเงินต่อเนื่องยาวนาน

ประวัติการใช้สินเชื่อที่ยาวนานแสดงถึงความน่าเชื่อถือ โดยมีน้ำหนัก 15.00% ของคะแนนรวม

  • อย่ายกเลิกบัตรเก่า: แม้จะไม่ได้ใช้งานบ่อย บัตรเครดิตใบแรกที่คุณมีมักมีค่าต่อคะแนนเครดิตสูงมาก
  • ใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ สม่ำเสมอ: เช่น ซื้อกาแฟเดือนละครั้ง เพื่อให้บัญชียังคงใช้งานอยู่
  • เลี่ยงการปิดบัญชีพร้อมกัน: ถ้าต้องการลดจำนวนบัตร ควรปิดทีละใบเพื่อไม่ให้กระทบประวัติทันที

4. มีทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อ ครบสูตร

ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีน้ำหนัก 10.00% ตัวอย่างการผสมผสานที่ดี:

  • บัตรเครดิต 1-2 ใบ
  • สินเชื่อรถยนต์หรือสินเชื่อบุคคล (ถ้าจำเป็น)
  • สินเชื่อบ้านหรือคอนโด (ถ้าอยู่ในแผนการเงิน)
TIP

ไม่ต้องรีบสร้างหนี้เพื่อเพิ่มความหลากหลาย

อย่าไปกู้เงินหรือทำสินเชื่อที่ไม่จำเป็นเพียงเพื่อเพิ่มคะแนนเครดิต การมีบัตรเครดิต 1-2 ใบและใช้อย่างมีวินัยก็เพียงพอแล้ว

5. ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลเครดิตสม่ำเสมอ

การตรวจสอบรายงานเครดิตอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณตรวจจับข้อผิดพลาดหรือรายการผิดปกติได้ทันท่วงที

  • ตรวจสอบอย่างน้อยปีละครั้ง: เครดิตบูโรอนุญาตให้ขอรายงานฟรีปีละ 1 ครั้ง
  • ดูรายการที่ไม่คุ้นเคย: เช่น บัญชีที่คุณไม่เคยเปิด หรือยอดเงินที่ไม่ถูกต้อง
  • แจ้งแก้ไขทันที: ถ้าพบข้อมูลผิดพลาด ติดต่อเครดิตบูโรและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องทันที

5 พฤติกรรมที่ทำลายคะแนนเครดิตโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนิสัยที่ดี ยังมีพฤติกรรมที่อาจทำลายคะแนนเครดิตของคุณโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง

1. จ่ายขั้นต่ำหรือผิดนัดชำระ

การจ่ายเงินขั้นต่ำอาจดูเหมือนเป็นวิธีแก้ปัญหาชั่วคราว แต่มีผลเสียระยะยาว:

  • ดอกเบี้ยสะสมสูง: การจ่ายขั้นต่ำ 10.00% ของยอดหนี้จะทำให้คุณเสียดอกเบี้ยเฉลี่ย 15.00-18.00% ต่อปี
  • ส่งสัญญาณไม่ดีต่อเครดิตบูโร: แม้จะไม่ผิดนัดชำระ แต่การจ่ายขั้นต่ำเป็นประจำแสดงว่าคุณอาจมีปัญหาสภาพคล่อง
  • ผิดนัดชำระ 1 ครั้ง = คะแนนเครดิตร่วง 50-100 คะแนน: และบันทึกอยู่ในระบบนาน 3-5 ปี

2. ใช้วงเงินเกิน 80% เป็นประจำ

การใช้วงเงินสูงเกินไปส่งสัญญาณว่าคุณพึ่งพาสินเชื่อมากเกินไป ตัวอย่าง:

  • วงเงินบัตรเครดิต = 50,000.00 บาท
  • ใช้จ่ายประจำ = 42,000.00 บาท
  • อัตราการใช้วงเงิน = 84.00% (อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง)

ผลกระทบ:

  • สถาบันการเงินมองว่าคุณมีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระ
  • อาจถูกปฏิเสธการขอเพิ่มวงเงินหรือสินเชื่อใหม่
  • ได้รับข้อเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าคนทั่วไป

3. สมัครสินเชื่อหลายที่ในเวลาใกล้กัน

การยื่นขอสินเชื่อหลายแห่งในระยะเวลาสั้น ๆ (เช่น ภายใน 1-2 เดือน) จะสร้าง Hard Inquiry หลายรายการ ซึ่งส่งผลเสีย:

  • คะแนนเครดิตลดลง 5-10 คะแนนต่อ 1 Hard Inquiry
  • สถาบันการเงินมองว่ากำลังขาดสภาพคล่อง: หรือกำลังสร้างภาระหนี้มากเกินไป

แนวทางที่ดีกว่า:

  • วางแผนการขอสินเชื่อให้ดี เว้นระยะอย่างน้อย 3-6 เดือนระหว่างการยื่นขอแต่ละครั้ง
  • ถ้าต้องการเปรียบเทียบดอกเบี้ย ใช้เครื่องมือ "Pre-Qualification" ที่ไม่ส่งผลต่อคะแนน
credit rating ในไทย

4. ยกเลิกบัตรเครดิตเก่าบ่อย ๆ

การปิดบัตรเครดิตเก่าที่มีประวัติดี อาจทำให้คุณเสียประโยชน์หลายอย่าง:

  • ลดความยาวของประวัติเครดิต: ซึ่งมีน้ำหนัก 15.00%
  • เพิ่มอัตราการใช้วงเงินโดยรวม: เพราะวงเงินรวมลดลง

ตัวอย่าง:

  • เดิม: 3 บัตร วงเงินรวม 150,000.00 บาท ใช้ 30,000.00 บาท = อัตรา 20.00%
  • หลังปิด 1 บัตร: 2 บัตร วงเงินรวม 100,000.00 บาท ใช้ 30,000.00 บาท = อัตรา 30.00%

5. เป็นผู้ค้ำประกันให้คนที่มีความเสี่ยง

การค้ำประกันเท่ากับยอมรับความรับผิดชอบร่วมในหนี้นั้น ๆ ถ้าผู้กู้หลักผิดนัดชำระ:

  • คุณต้องรับผิดชอบหนี้แทน: และจะมีผลต่อประวัติเครดิตของคุณ
  • วงเงินสินเชื่อของคุณถูกบล็อก: เพราะหนี้ที่ค้ำประกันนับเป็นภาระหนี้ของคุณด้วย
NOTE

ก่อนค้ำประกัน ถามตัวเอง 3 คำถาม:

  1. คุณมั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้หรือไม่?
  2. คุณพร้อมรับผิดชอบหนี้เต็มจำนวนถ้าผู้กู้ผิดนัดหรือไม่?
  3. การค้ำประกันนี้จะส่งผลต่อแผนการเงินของคุณเองหรือไม่?

วิธีตรวจสอบคะแนนเครดิตของตัวเอง (3 ขั้นตอน)

การตรวจสอบคะแนนเครดิตของตัวเองทำได้ง่าย ๆ ภายใน 15 นาที ผ่านช่องทางออนไลน์ของเครดิตบูโร (NCB) หรือสาขาธนาคารที่ให้บริการ

ขั้นตอนการขอรายงานเครดิต:

1. เตรียมเอกสาร

  • บัตรประชาชน (ฉบับจริง)
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • หนังสือรับรองบริษัท (สำหรับนิติบุคคล)

2. ยื่นคำขอผ่านช่องทางที่สะดวก

  • ออนไลน์: เข้าเว็บไซต์ www.ncb.co.th หรือแอป "เช็คเครดิต"
  • ที่สาขาธนาคาร: ธนาคารใหญ่ ๆ เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์
  • ที่สำนักงาน NCB: สำนักงานใหญ่หรือสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

3. ชำระค่าธรรมเนียมและรับรายงาน

  • ค่าธรรมเนียม: 100.00-200.00 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทรายงาน)
  • รับรายงานทันที (ออนไลน์) หรือภายใน 1-3 วันทำการ (ช่องทางอื่น)

ข้อมูลที่จะได้จากรายงาน:

  • คะแนนเครดิต (Credit Score) โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 300-850 คะแนน
  • ประวัติการชำระเงิน รายเดือน
  • รายการสินเชื่อและบัตรเครดิตทั้งหมดที่ใช้อยู่
  • จำนวนครั้งที่ถูก Hard Inquiry
  • ประวัติผิดนัดชำระ (ถ้ามี)
INFO

คะแนนเครดิตดีควรอยู่ที่เท่าไร?

  • 700-850 คะแนน = ดีมาก

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง