รู้จัก Credit Rating คืออะไร พร้อมวิธีดูแลคะแนนเครดิตให้ดี
รู้จัก Credit Rating คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณ ดูแล และพัฒนาคะแนนเครดิตให้ดีอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินและได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า

ในยุคที่การเข้าถึงบริการทางการเงินขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงชุดเดียว Credit Rating กลายเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะได้รับอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ อัตราดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำ และวงเงินที่คุณจะได้รับจะเป็นเท่าไร ไม่ว่าคุณจะวางแผนซื้อบ้าน ขยายธุรกิจ หรือแม้แต่เริ่มต้นลงทุน การมีคะแนนเครดิตที่ดีจะเปิดประตูสู่โอกาสทางการเงินที่ดีกว่าได้ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า Credit Rating คืออะไร คำนวณอย่างไร และสำคัญที่สุด — คุณจะดูแลให้คะแนนของตัวเองอยู่ในระดับดีได้อย่างไร
สรุปสาระสำคัญ
- Credit Rating คือคะแนนที่สะท้อนความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยพิจารณาจากประวัติการชำระเงิน (35%), ปริมาณหนี้สิน (30%), และปัจจัยอื่น ๆ รวม 5 ด้าน
- เครดิตบูโร (NCB) เป็นหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเครดิตในประเทศไทย โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ 3 ปีสำหรับรายการทั่วไป และ 5 ปีสำหรับประวัติผิดนัดชำระ
- นิสัยที่ดีคือ จ่ายบิลตรงเวลา ใช้วงเงินไม่เกิน 30% มีประวัติยาวนาน และตรวจสอบรายงานเครดิตสม่ำเสมอ
- พฤติกรรมที่ทำลายเครดิต ได้แก่ จ่ายขั้นต่ำบ่อย ๆ ใช้วงเงินเกิน 80% สมัครสินเชื่อหลายแห่งพร้อมกัน และเป็นผู้ค้ำประกันโดยไม่รอบคอบ
- คุณสามารถตรวจสอบคะแนนเครดิตของตัวเองได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของเครดิตบูโร หรือสาขาธนาคารที่ให้บริการ โดยใช้เวลาเพียง 15 นาที
Credit Rating คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
Credit Rating หรือคะแนนเครดิต คือระบบการให้คะแนนที่วัดความน่าเชื่อถือทางการเงินของบุคคลหรือองค์กร โดยพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้ พฤติกรรมการใช้สินเชื่อ และความสามารถในการบริหารจัดการเงิน คะแนนนี้เปรียบเสมือน "ประวัติการเงิน" ที่สถาบันการเงินใช้ประเมินว่าคุณมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหรือไม่
สำหรับประเทศไทย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau — NCB) เป็นหน่วยงานหลักที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินสมาชิก และจัดทำรายงานเครดิตให้กับผู้ขอกู้ยืม ข้อมูลที่เก็บไว้จะถูกบันทึกเป็นระยะเวลา 3 ปีสำหรับข้อมูลทั่วไป และ 5 ปีสำหรับประวัติการผิดนัดชำระ
ทำไม Credit Rating ถึงสำคัญ?
- กำหนดอัตราดอกเบี้ย: คะแนนเครดิตสูงจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ซึ่งหมายถึงคุณจะประหยัดเงินได้เป็นจำนวนมากในระยะยาว
- เพิ่มโอกาสอนุมัติ: สถาบันการเงินมักอนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ที่มีคะแนนเครดิตดี และมอบวงเงินที่สูงกว่า
- เข้าถึงผลิตภัณฑ์พิเศษ: บัตรเครดิตระดับ Platinum หรือ Infinite มักมีเงื่อนไขคะแนนเครดิตขั้นต่ำ
- ส่งผลต่อการเช่าบ้าน/ทำธุรกิจ: บางเจ้าของทรัพย์สินหรือคู่ค้าทางธุรกิจอาจตรวจสอบคะแนนเครดิตก่อนทำสัญญา
วิธีคำนวณ Credit Rating: 5 ปัจจัยหลัก
การคำนวณ Credit Rating ในประเทศไทยพิจารณาจากปัจจัย 5 ด้าน โดยแต่ละด้านมีน้ำหนักต่อคะแนนรวมแตกต่างกัน:
1. ประวัติการชำระเงิน (35%)
นี่คือปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุด ครอบคลุมถึงความตรงต่อเวลาในการชำระบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน และเงินกู้ประเภทอื่น ๆ การผิดนัดชำระแม้เพียงครั้งเดียวจะส่งผลเสียต่อคะแนนได้อย่างรุนแรง และบันทึกไว้ในระบบนานถึง 3-5 ปี
2. ปริมาณหนี้สิน (30%)
วัดจากอัตราส่วนการใช้วงเงินสินเชื่อ (Credit Utilization Ratio) เช่น ถ้าคุณมีวงเงินบัตรเครดิต 100,000.00 บาท และใช้ไป 30,000.00 บาท อัตราการใช้วงเงินของคุณคือ 30.00% ซึ่งอยู่ในระดับที่ดี เครดิตบูโรมักแนะนำให้รักษาอัตรานี้ไว้ไม่เกิน 30.00%
3. ระยะเวลาการใช้สินเชื่อ (15%)
ความยาวนานของประวัติการใช้สินเชื่อแสดงถึงประสบการณ์และความมั่นคงทางการเงิน บัญชีที่เปิดใช้มานานกว่า 5 ปีจะช่วยเพิ่มคะแนนได้มากกว่าบัญชีใหม่
4. ประเภทสินเชื่อ (10%)
ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น มีทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อบ้าน แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินเชื่อหลายประเภทพร้อมกัน
5. การขอสินเชื่อใหม่ (10%)
ความถี่ในการยื่นขอสินเชื่อ การสมัครสินเชื่อหลายแห่งในระยะเวลาสั้น ๆ อาจถูกมองว่ากำลังขาดสภาพคล่อง หรือกำลังสร้างภาระหนี้มากเกินไป
Hard Inquiry vs Soft Inquiry
เมื่อคุณยื่นขอสินเชื่อ สถาบันการเงินจะตรวจสอบเครดิตของคุณ ซึ่งเรียกว่า "Hard Inquiry" และจะส่งผลต่อคะแนนเครดิต ส่วน "Soft Inquiry" เช่น การตรวจสอบเครดิตด้วยตัวเอง จะไม่ส่งผลต่อคะแนน
5 นิสัยการเงินที่ทำให้คะแนนเครดิตพุ่งสูง
การสร้างประวัติเครดิตที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีวินัยและรู้จักบริหารจัดการเงินอย่างชาญฉลาด มาดูกันว่านิสัยอะไรบ้างที่จะช่วยยกระดับคะแนนเครดิตของคุณ
1. จ่ายบิลตรงเวลาทุกเดือน ไม่มีพลาด
การชำระหนี้ตรงเวลาคือหัวใจสำคัญของการมีเครดิตที่ดี เพราะมีน้ำหนักถึง 35.00% ของคะแนนรวม วิธีปฏิบัติที่ดี:
- ตั้งการแจ้งเตือนอัตโนมัติ: ใช้ระบบแจ้งเตือนจากแอปธนาคาร หรือตั้ง Google Calendar ล่วงหน้า 3-5 วัน
- ตั้งหักบัญชีอัตโนมัติ: สำหรับบิลประจำ เช่น บัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อไม่พลาดวันชำระ
- เก็บเงินสำรองไว้สำหรับชำระหนี้: กันเงินในบัญชีแยกต่างหาก อย่าผสมกับเงินใช้จ่ายประจำวัน
การผิดนัดชำระแม้ 1 วัน ก็ส่งผลกระทบแล้ว
สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะรายงานการผิดนัดชำระหลังจากเกินกำหนดชำระ 30 วัน แต่บางแห่งอาจรายงานตั้งแต่วันแรก ดังนั้นอย่าปล่อยให้เกินกำหนดเลย
2. ใช้วงเงินไม่เกิน 30% ของวงเงินที่มี
อัตราการใช้วงเงินสินเชื่อ (Credit Utilization Ratio) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีน้ำหนัก 30.00% ตัวอย่างเช่น:
- วงเงินบัตรเครดิต = 100,000.00 บาท
- ใช้จ่ายต่อเดือน = 25,000.00 บาท
- อัตราการใช้วงเงิน = 25.00% (อยู่ในเกณฑ์ดี)
เทคนิคเพิ่มเติม:
- ขอเพิ่มวงเงิน: ถ้าคุณมีประวัติดี การขอเพิ่มวงเงินจะช่วยลดอัตราการใช้วงเงินทันที
- ใช้หลายบัตรสลับกัน: แทนที่จะใช้บัตรใบเดียวเต็มวงเงิน ควรกระจายการใช้จ่ายระหว่างหลายบัตร
- ชำระก่อนรอบบิลปิด: ถ้าคุณมีเงินพอ ลองชำระบางส่วนก่อนวันปิดบิลเพื่อลดยอดคงค้างที่ถูกรายงาน
3. มีประวัติการเงินต่อเนื่องยาวนาน
ประวัติการใช้สินเชื่อที่ยาวนานแสดงถึงความน่าเชื่อถือ โดยมีน้ำหนัก 15.00% ของคะแนนรวม
- อย่ายกเลิกบัตรเก่า: แม้จะไม่ได้ใช้งานบ่อย บัตรเครดิตใบแรกที่คุณมีมักมีค่าต่อคะแนนเครดิตสูงมาก
- ใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ สม่ำเสมอ: เช่น ซื้อกาแฟเดือนละครั้ง เพื่อให้บัญชียังคงใช้งานอยู่
- เลี่ยงการปิดบัญชีพร้อมกัน: ถ้าต้องการลดจำนวนบัตร ควรปิดทีละใบเพื่อไม่ให้กระทบประวัติทันที
4. มีทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อ ครบสูตร
ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีน้ำหนัก 10.00% ตัวอย่างการผสมผสานที่ดี:
- บัตรเครดิต 1-2 ใบ
- สินเชื่อรถยนต์หรือสินเชื่อบุคคล (ถ้าจำเป็น)
- สินเชื่อบ้านหรือคอนโด (ถ้าอยู่ในแผนการเงิน)
ไม่ต้องรีบสร้างหนี้เพื่อเพิ่มความหลากหลาย
อย่าไปกู้เงินหรือทำสินเชื่อที่ไม่จำเป็นเพียงเพื่อเพิ่มคะแนนเครดิต การมีบัตรเครดิต 1-2 ใบและใช้อย่างมีวินัยก็เพียงพอแล้ว
5. ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลเครดิตสม่ำเสมอ
การตรวจสอบรายงานเครดิตอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณตรวจจับข้อผิดพลาดหรือรายการผิดปกติได้ทันท่วงที
- ตรวจสอบอย่างน้อยปีละครั้ง: เครดิตบูโรอนุญาตให้ขอรายงานฟรีปีละ 1 ครั้ง
- ดูรายการที่ไม่คุ้นเคย: เช่น บัญชีที่คุณไม่เคยเปิด หรือยอดเงินที่ไม่ถูกต้อง
- แจ้งแก้ไขทันที: ถ้าพบข้อมูลผิดพลาด ติดต่อเครดิตบูโรและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องทันที
5 พฤติกรรมที่ทำลายคะแนนเครดิตโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนิสัยที่ดี ยังมีพฤติกรรมที่อาจทำลายคะแนนเครดิตของคุณโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง
1. จ่ายขั้นต่ำหรือผิดนัดชำระ
การจ่ายเงินขั้นต่ำอาจดูเหมือนเป็นวิธีแก้ปัญหาชั่วคราว แต่มีผลเสียระยะยาว:
- ดอกเบี้ยสะสมสูง: การจ่ายขั้นต่ำ 10.00% ของยอดหนี้จะทำให้คุณเสียดอกเบี้ยเฉลี่ย 15.00-18.00% ต่อปี
- ส่งสัญญาณไม่ดีต่อเครดิตบูโร: แม้จะไม่ผิดนัดชำระ แต่การจ่ายขั้นต่ำเป็นประจำแสดงว่าคุณอาจมีปัญหาสภาพคล่อง
- ผิดนัดชำระ 1 ครั้ง = คะแนนเครดิตร่วง 50-100 คะแนน: และบันทึกอยู่ในระบบนาน 3-5 ปี
2. ใช้วงเงินเกิน 80% เป็นประจำ
การใช้วงเงินสูงเกินไปส่งสัญญาณว่าคุณพึ่งพาสินเชื่อมากเกินไป ตัวอย่าง:
- วงเงินบัตรเครดิต = 50,000.00 บาท
- ใช้จ่ายประจำ = 42,000.00 บาท
- อัตราการใช้วงเงิน = 84.00% (อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง)
ผลกระทบ:
- สถาบันการเงินมองว่าคุณมีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระ
- อาจถูกปฏิเสธการขอเพิ่มวงเงินหรือสินเชื่อใหม่
- ได้รับข้อเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าคนทั่วไป
3. สมัครสินเชื่อหลายที่ในเวลาใกล้กัน
การยื่นขอสินเชื่อหลายแห่งในระยะเวลาสั้น ๆ (เช่น ภายใน 1-2 เดือน) จะสร้าง Hard Inquiry หลายรายการ ซึ่งส่งผลเสีย:
- คะแนนเครดิตลดลง 5-10 คะแนนต่อ 1 Hard Inquiry
- สถาบันการเงินมองว่ากำลังขาดสภาพคล่อง: หรือกำลังสร้างภาระหนี้มากเกินไป
แนวทางที่ดีกว่า:
- วางแผนการขอสินเชื่อให้ดี เว้นระยะอย่างน้อย 3-6 เดือนระหว่างการยื่นขอแต่ละครั้ง
- ถ้าต้องการเปรียบเทียบดอกเบี้ย ใช้เครื่องมือ "Pre-Qualification" ที่ไม่ส่งผลต่อคะแนน
4. ยกเลิกบัตรเครดิตเก่าบ่อย ๆ
การปิดบัตรเครดิตเก่าที่มีประวัติดี อาจทำให้คุณเสียประโยชน์หลายอย่าง:
- ลดความยาวของประวัติเครดิต: ซึ่งมีน้ำหนัก 15.00%
- เพิ่มอัตราการใช้วงเงินโดยรวม: เพราะวงเงินรวมลดลง
ตัวอย่าง:
- เดิม: 3 บัตร วงเงินรวม 150,000.00 บาท ใช้ 30,000.00 บาท = อัตรา 20.00%
- หลังปิด 1 บัตร: 2 บัตร วงเงินรวม 100,000.00 บาท ใช้ 30,000.00 บาท = อัตรา 30.00%
5. เป็นผู้ค้ำประกันให้คนที่มีความเสี่ยง
การค้ำประกันเท่ากับยอมรับความรับผิดชอบร่วมในหนี้นั้น ๆ ถ้าผู้กู้หลักผิดนัดชำระ:
- คุณต้องรับผิดชอบหนี้แทน: และจะมีผลต่อประวัติเครดิตของคุณ
- วงเงินสินเชื่อของคุณถูกบล็อก: เพราะหนี้ที่ค้ำประกันนับเป็นภาระหนี้ของคุณด้วย
ก่อนค้ำประกัน ถามตัวเอง 3 คำถาม:
- คุณมั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้หรือไม่?
- คุณพร้อมรับผิดชอบหนี้เต็มจำนวนถ้าผู้กู้ผิดนัดหรือไม่?
- การค้ำประกันนี้จะส่งผลต่อแผนการเงินของคุณเองหรือไม่?
วิธีตรวจสอบคะแนนเครดิตของตัวเอง (3 ขั้นตอน)
การตรวจสอบคะแนนเครดิตของตัวเองทำได้ง่าย ๆ ภายใน 15 นาที ผ่านช่องทางออนไลน์ของเครดิตบูโร (NCB) หรือสาขาธนาคารที่ให้บริการ
ขั้นตอนการขอรายงานเครดิต:
1. เตรียมเอกสาร
- บัตรประชาชน (ฉบับจริง)
- สำเนาบัตรประชาชน
- หนังสือรับรองบริษัท (สำหรับนิติบุคคล)
2. ยื่นคำขอผ่านช่องทางที่สะดวก
- ออนไลน์: เข้าเว็บไซต์ www.ncb.co.th หรือแอป "เช็คเครดิต"
- ที่สาขาธนาคาร: ธนาคารใหญ่ ๆ เช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์
- ที่สำนักงาน NCB: สำนักงานใหญ่หรือสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
3. ชำระค่าธรรมเนียมและรับรายงาน
- ค่าธรรมเนียม: 100.00-200.00 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทรายงาน)
- รับรายงานทันที (ออนไลน์) หรือภายใน 1-3 วันทำการ (ช่องทางอื่น)
ข้อมูลที่จะได้จากรายงาน:
- คะแนนเครดิต (Credit Score) โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 300-850 คะแนน
- ประวัติการชำระเงิน รายเดือน
- รายการสินเชื่อและบัตรเครดิตทั้งหมดที่ใช้อยู่
- จำนวนครั้งที่ถูก Hard Inquiry
- ประวัติผิดนัดชำระ (ถ้ามี)
คะแนนเครดิตดีควรอยู่ที่เท่าไร?
- 700-850 คะแนน = ดีมาก
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


