กองทุนรวม คืออะไร มีกี่ประเภท และต่างกันอย่างไร
ใครที่อยากจะลงทุนในกองทุนรวม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่ากองทุนรวม คืออะไร กองทุนรวมมีกี่ประเภท และควรเลือกการลงทุนกองทุนรวมอย่างไร เรามีคำตอบ

กองทุนรวมเป็นหนึ่งในเครื่องมือลงทุนที่เข้าถึงได้ง่ายและเหมาะกับนักลงทุนทุกระดับ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมีประสบการณ์แล้ว การเข้าใจประเภทของกองทุนและวิธีเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของคุณ จะช่วยให้คุณสร้างพอร์ตการลงทุนที่สมดุลและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว

ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความเข้าใจว่ากองทุนรวมคืออะไร มีประเภทไหนบ้าง แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร และควรพิจารณาอะไรก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการเลือกกองทุนของคุณสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายที่ตั้งไว้
สรุปสาระสำคัญ
- กองทุนรวมคือการรวมเงินของนักลงทุนหลายคนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ภายใต้การบริหารของผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ
- กองทุนแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก — กองทุนหุ้น ตราสารหนี้ ตลาดเงิน และทองคำ แต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน
- กองทุนหุ้นเหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนได้และมุ่งหวังผลตอบแทนระยะยาว ในขณะที่กองทุนตราสารหนี้เน้นความมั่นคงของเงินต้น
- ก่อนลงทุนควรกำหนดเป้าหมายชัดเจน ประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และศึกษาหนังสือชี้ชวนพร้อมค่าธรรมเนียมของกองทุนอย่างละเอียด
- การกระจายการลงทุนไปยังกองทุนหลายประเภทช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สมดุล
กองทุนรวม (Mutual Fund) คืออะไร
กองทุนรวมคือเครื่องมือทางการเงินที่ให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงตลาดทุนได้โดยไม่ต้องมีความรู้เชิงลึกหรือเงินทุนจำนวนมาก โดยหลักการทำงานคือ บริษัทจัดการกองทุนจะรวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนเข้าด้วยกัน แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้ หรือทองคำ ภายใต้การดูแลของผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ
ข้อดีสำคัญของกองทุนรวมคือ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพราะเงินของคุณจะไม่ถูกลงทุนในสินทรัพย์เพียงตัวเดียว แต่กระจายไปยังหลายบริษัท หลายอุตสาหกรรม หรือแม้แต่หลายประเทศ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุน ทำให้ถึงแม้สินทรัพย์บางตัวจะขาดทุน แต่ตัวอื่นอาจชดเชยได้ ส่งผลให้พอร์ตโดยรวมมีความมั่นคงขึ้น
นอกจากนี้ กองทุนรวมยังเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้วิเคราะห์ ตัดสินใจซื้อ-ขาย และปรับพอร์ตให้เหมาะสมตามสถานการณ์ตลาดอยู่แล้ว คุณแค่เลือกกองทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ แล้วมอบหมายการบริหารจัดการให้ผู้เชี่ยวชาญ
กองทุนรวมในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ลงทุนและรักษาความโปร่งใสของตลาด
กองทุนรวม มีกี่ประเภท
กองทุนรวมในตลาดไทยมีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มีเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณเลือกกองทุนได้อย่างเหมาะสม
กองทุนรวมหุ้น (Equity Fund)
กองทุนหุ้นนำเงินของคุณไปลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้จัดการกองทุนจะวิเคราะห์และคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต พิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท แนวโน้มอุตสาหกรรม และสภาพเศรษฐกิจมหภาค
ผลตอบแทน: กองทุนหุ้นมีศักยภาพให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นหุ้นเติบโต (Growth Fund) หรือหุ้นขนาดเล็ก-กลาง (Small-Mid Cap Fund) อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต
ความเสี่ยง: เนื่องจากราคาหุ้นผันผวนตามสภาวะตลาด มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนหุ้นอาจขึ้นลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น นักลงทุนควรมีระยะเวลาลงทุนอย่างน้อย 5-7 ปีเพื่อให้ผ่านวงจรตลาดได้อย่างเต็มที่
เหมาะกับ: นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ มีเป้าหมายระยะยาว และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ
กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund)
กองทุนตราสารหนี้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรองค์กร หรือหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade) โดยกองทุนจะได้รับดอกเบี้ยจากตราสารเหล่านี้เป็นรายไตรมาสหรือรายปี และนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้นักลงทุน
ผลตอบแทน: โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 2.00-5.00% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทของตราสารหนี้และอายุเฉลี่ย (Duration) ของพอร์ต กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวจะมีผลตอบแทนและความเสี่ยงสูงกว่าตราสารระยะสั้น
ความเสี่ยง: ความเสี่ยงหลักคือ ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) เมื่อดอกเบี้ยตลาดขึ้น ราคาพันธบัตรที่ถืออยู่จะลงทำให้มูลค่ากองทุนลดลง และ ความเสี่ยงจากเครดิต (Credit Risk) กรณีผู้ออกตราสารผิดนัดชำระหนี้
เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการรักษาเงินต้นและได้รับรายได้สม่ำเสมอ โดยยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่ากองทุนหุ้น
แม้กองทุนตราสารหนี้จะถูกมองว่า "ปลอดภัย" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในตราสารเกรด BBB หรือต่ำกว่า อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าที่คาดไว้
กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)
กองทุนตลาดเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมาก เช่น ตั๋วเงินคลังอายุ 3-6 เดือน พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือเงินฝากธนาคารประจำ วัตถุประสงค์หลักคือรักษามูลค่าเงินต้นและให้สภาพคล่องสูง
ผลตอบแทน: ใกล้เคียงดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ประมาณ 1.00-2.50% ต่อปี ขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ผลตอบแทนค่อนข้างคงที่และคาดการณ์ได้
ความเสี่ยง: ต่ำมาก เพราะลงทุนในตราสารที่มีอายุสั้นและคุณภาพสูง มูลค่าหน่วยลงทุนแทบไม่ผันผวน ปกติจะอยู่ที่ 10.00 บาทเสมอหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามดอกเบี้ยสะสม
เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการเก็บเงินระยะสั้น (3-12 เดือน) หรือใช้เป็นที่พักเงินก่อนจะหาโอกาสลงทุนอื่น เปรียบเสมือน "บัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า"
กองทุนทองคำ (Gold Fund)
กองทุนทองคำลงทุนในทองคำแท่ง 96.50% หรือสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) เพื่อสะท้อนราคาทองคำในตลาดโลก โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการเก็บรักษาทองคำแท่งจริง
ผลตอบแทน: ขึ้นลงตามราคาทองคำโลก ซึ่งมักเพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อสูง หรือค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) ทองคำมักให้ผลตอบแทนประมาณ 3.00-6.00% ต่อปี แต่อาจผันผวนมากในระยะสั้น
ความเสี่ยง: ราคาทองคำผันผวนตามปัจจัยโลก เช่น นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ สงครามการค้า หรือวิกฤตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ กองทุนทองคำไม่ให้เงินปันผลเหมือนกองทุนหุ้นหรือดอกเบี้ยเหมือนกองทุนตราสารหนี้
เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) หรือกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน โดยทั่วไปควรถือทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ตทั้งหมด
5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงทุนกองทุนรวม
การตัดสินใจลงทุนกองทุนรวมไม่ควรเป็นเพียงการมองผลตอบแทนในอดีตเพียงอย่างเดียว ข้อมูลด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมและเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุด
1. ทำความเข้าใจโครงสร้างและนโยบายการลงทุน
แต่ละกองทุนมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน ระบุชัดเจนใน หนังสือชี้ชวน (Prospectus) ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์อะไร ในสัดส่วนเท่าไร และมีข้อจำกัดใดบ้าง ตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นไทยทั่วไปต้องลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
นอกจากนี้ ยังต้องศึกษา อันดับความเสี่ยง (Risk Class) ที่แบ่งเป็น 8 ระดับ (1 = ต่ำสุด, 8 = สูงสุด) กองทุนระดับ 6-8 เหมาะกับผู้ที่ยอมรับความผันผวนสูงได้ ในขณะที่ระดับ 1-3 เหมาะกับผู้ต้องการความมั่นคง
2. กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาลงทุน
เป้าหมาย: คุณลงทุนเพื่ออะไร ออมเพื่อบ้าน ลูกเรียน หรือเกษียณอายุ เป้าหมายที่ต่างกันต้องใช้กองทุนต่างกัน
ระยะเวลา:
- ระยะสั้น (< 1 ปี): เลือกกองทุนตลาดเงินเพื่อรักษาเงินต้น
- ระยะกลาง (1-5 ปี): พิจารณากองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนผสมที่เน้นความมั่นคง
- ระยะยาว (> 5 ปี): เลือกกองทุนหุ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากการเติบโตระยะยาว
หากคุณต้องการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ ไม่ควรลงทุนในกองทุนที่มีความผันผวนสูง เพราะอาจต้องขายขาดทุนในช่วงตลาดตก
3. ประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ก่อนลงทุน ทำ แบบประเมินความเสี่ยง (Risk Profile Assessment) เพื่อให้ทราบว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทใด:
- Conservative (เสี่ยงน้อย): ไม่ยอมรับการขาดทุนเงินต้น เลือกกองทุนตราสารหนี้หรือตลาดเงิน
- Moderate (เสี่ยงปานกลาง): ยอมรับความผันผวนบ้าง เลือกกองทุนผสมที่มีหุ้นไม่เกิน 50%
- Aggressive (เสี่ยงสูง): มุ่งหวังผลตอบแทนสูง ยอมรับความผันผวน เลือกกองทุนหุ้น 100%
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณา ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) ถ้าลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้นอาจทำให้ผลตอบแทนลดลงได้
ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าควรลงทุนกองทุนไหน ลองใช้บริการ Robo-Advisor ที่มีในหลายบริษัทหลักทรัพย์ จะช่วยแนะนำพอร์ตที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงของคุณโดยอัตโนมัติ
4. ศึกษาค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
กองทุนรวมมีค่าใช้จ่ายหลายประเภทที่กัดกร่อนผลตอบแทนของคุณ:
ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee): เก็บเป็นรายปี โดยกองทุนหุ้นอยู่ที่ประมาณ 1.00-2.00%, ตราสารหนี้ประมาณ 0.30-0.80%, และตลาดเงินประมาณ 0.10-0.30%
ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Load): เก็บตอนซื้อ บางกองทุนไม่เก็บ (No-load Fund) บางกองทุนเก็บสูงถึง 2.00%
ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Load/Redemption Fee): เก็บตอนขาย โดยเฉพาะกองทุนที่ขายก่อนระยะเวลาที่กำหนด เช่น ภายใน 1 ปีแรก
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio: TER): แสดงค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ยิ่งต่ำยิ่งดี
ตัวอย่าง: ถ้าคุณลงทุน 100,000.00 บาท ในกองทุนที่มี TER 2.00% ต่อปี คุณจะเสียค่าใช้จ่าย 2,000.00 บาท ต่อปี ซึ่งหากกองทุนให้ผลตอบแทน 8.00% คุณจะได้รับจริงเพียง 6.00% หลังหักค่าธรรมเนียม
5. เลือกกองทุนที่เหมาะสมและกระจายความเสี่ยง
อย่าลงทุนในกองทุนเดียว แม้จะเป็นกองทุนที่ดีมาก การกระจายลงทุนไปยังกองทุนหลายประเภทช่วยลดความเสี่ยง ตัวอย่างพอร์ตตามอายุ:
อายุ 25-35 ปี (ระยะเวลายาว):
- กองทุนหุ้นไทย 50%
- กองทุนหุ้นต่างประเทศ 30%
- กองทุนตราสารหนี้ 15%
- กองทุนทองคำ 5%
อายุ 45-55 ปี (ใกล้เกษียณ):
- กองทุนตราสารหนี้ 50%
- กองทุนหุ้นไทย 25%
- กองทุนหุ้นต่างประเทศ 15%
- กองทุนตลาดเงิน 10%
หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษา ที่ปรึกษาการลงทุน (Investment Advisor) หรือ นักวางแผนการเงิน (Certified Financial Planner: CFP) เพื่อออกแบบพอร์ตที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ
เปรียบเทียบกองทุนรวมกับการลงทุนอื่น
นอกจากกองทุนรวมแล้ว นักลงทุนยังมีตัวเลือกอื่นในตลาดทุน แต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน:
กองทุนรวม vs. หุ้นเดี่ยว:
- กองทุนรวม: กระจายความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาวิเคราะห์
- หุ้นเดี่ยว: ผลตอบแทนสูงกว่าถ้าเลือกถูก แต่เสี่ยงสูงถ้าบริษัทล้ม ต้องมีความรู้และเวลาติดตาม
กองทุนรวม vs. ETF:
- กองทุนรวม: ซื้อขายเฉพาะจุด (End of Day) ผ่านบริษัทจัดการ ค่าธรรมเนียมสูงกว่า
- ETF: ซื้อขายได้ตลอดเวลาในตลาดหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า เหมาะกับคนที่ต้องการสภา
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


