กราฟ Forex ประเภทต่างๆ
กราฟ Forex การอ่านกราฟในตลาด Forex นั้น เป็นส่วนหนึ่งในการทำกำไรจากตลาดแห่งนี้ การเรียนรู้ในการอ่านกราฟ ทำให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จ

การอ่านกราฟเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเทรด Forex แบบระยะสั้นหรือระยะยาว การเข้าใจกราฟช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร บทความนี้จะอธิบายกราฟ Forex แต่ละประเภทและวิธีใช้งานอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างที่ชัดเจน
สรุปสาระสำคัญ
- กราฟ Forex มี 3 ประเภทหลัก: Line Chart, Bar Chart และ Candlestick Chart แต่ละประเภทแสดงข้อมูลในระดับรายละเอียดที่แตกต่างกัน
- Time frame ที่เลือกใช้ส่งผลต่อมุมมองการวิเคราะห์ — M1-M15 เหมาะกับ Scalping, H1-H4 เหมาะกับ Day Trading และ D1-W1 เหมาะกับ Swing Trading
- Indicators เช่น SMA และ Bollinger Bands ช่วยให้คุณเห็นแนวโน้ม วัดความผันผวน และหาจุดเข้า-ออกได้แม่นยำขึ้น
- การเรียนรู้อ่านกราฟต้องใช้เวลาฝึกฝน — เริ่มจาก Demo Account ก่อนเทรดด้วยเงินจริง
กราฟ Forex คืออะไร
กราฟ Forex (Forex Chart) คือเครื่องมือแสดงภาพการเคลื่อนไหวของราคาแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินสองตัว เช่น EUR/USD หรือ GBP/JPY กราฟจะแสดงข้อมูล 4 จุดสำคัญ:
- Open (เปิด): ราคาที่เริ่มต้นในช่วงเวลานั้น
- High (สูงสุด): ราคาสูงสุดที่แตะในช่วงเวลานั้น
- Low (ต่ำสุด): ราคาต่ำสุดที่แตะในช่วงเวลานั้น
- Close (ปิด): ราคาที่สิ้นสุดในช่วงเวลานั้น
การอ่านกราฟช่วยให้คุณเห็นแนวโน้ม (Trend) พฤติกรรมของผู้ซื้อ-ผู้ขาย (Supply & Demand) และความผันผวนของราคา (Volatility) ซึ่งเป็นข้อมูลหลักในการตัดสินใจเทรด
ความสัมพันธ์ระหว่างกราฟและ Time Frame
Time Frame คือช่วงเวลาที่แต่ละแท่งกราฟ (Bar หรือ Candle) แทนค่า การเลือก Time Frame ต่างกันจะให้มุมมองการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน:
Time Frame สั้น (M1-M15)
- แต่ละแท่งแทนค่า 1-15 นาที
- เหมาะกับ Scalping และ Day Trading
- ข้อมูลเคลื่อนไหวเร็ว แต่มี noise สูง
- ต้องติดตามหน้าจอตลอดเวลา
Time Frame กลาง (M30-H4)
- แต่ละแท่งแทนค่า 30 นาที - 4 ชั่วโมง
- เหมาะกับ Day Trading และ Swing Trading
- สมดุลระหว่างความละเอียดและความชัดเจนของแนวโน้ม
- ไม่ต้องติดตามทุกนาที
Time Frame ยาว (D1-MN)
- แต่ละแท่งแทนค่า 1 วัน - 1 เดือน
- เหมาะกับ Position Trading และการลงทุนระยะยาว
- แนวโน้มชัดเจน noise น้อย
- ต้องใช้เงินทุนและความอดทนมากกว่า
เทรดเดอร์มืออาชีพมักดู Time Frame หลายระดับพร้อมกัน — เช่น ดู D1 เพื่อหาแนวโน้มใหญ่ แล้วใช้ H1 เพื่อหาจุดเข้าที่แม่นยำ วิธีนี้เรียกว่า "Multiple Time Frame Analysis"
กราฟ Forex 3 ประเภทหลัก
1. Line Chart (กราฟลายเส้น)
Line Chart เป็นกราฟที่เรียบง่ายที่สุด โดยลากเส้นเชื่อมราคาปิด (Close) ของแต่ละช่วงเวลา
ข้อดี:
- อ่านง่าย เหมาะกับผู้เริ่มต้น
- เห็นแนวโน้มราคาโดยรวมได้ชัดเจน
- ไม่มีข้อมูลรบกวน (noise) มาก
ข้อเสีย:
- แสดงเฉพาะราคาปิด ไม่เห็นราคาเปิด-สูงสุด-ต่ำสุด
- ขาดรายละเอียดที่สำคัญสำหรับการวิเคราะห์ขั้นสูง
เหมาะกับ: การดูแนวโน้มระยะยาว การเปรียบเทียบหลายคู่เงินพร้อมกัน
2. Bar Chart (กราฟแท่ง)
Bar Chart แสดงข้อมูล OHLC (Open, High, Low, Close) ครบถ้วนในแท่งเดียว:
- แท่งแนวตั้ง: แสดงช่วงราคาจาก Low ถึง High
- ขีดเล็กซ้าย: แสดงราคาเปิด (Open)
- ขีดเล็กขวา: แสดงราคาปิด (Close)
ข้อดี:
- ให้ข้อมูลครบถ้วนกว่า Line Chart
- มองเห็นความผันผวนในช่วงเวลานั้นๆ
ข้อเสีย:
- อ่านยากกว่า Line Chart
- น้อยคนใช้เมื่อเทียบกับ Candlestick
เหมาะกับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการข้อมูลละเอียดแต่ไม่ชอบ Candlestick
3. Candlestick Chart (กราฟแท่งเทียน)
Candlestick Chart เป็นกราฟที่นิยมมากที่สุดในตลาด Forex โดยแต่ละ "เทียน" ประกอบด้วย:
- ตัวเทียน (Body): พื้นที่ระหว่างราคาเปิดและปิด
- เทียนเขียว/ขาว: ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (ขาขึ้น)
- เทียนแดง/ดำ: ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (ขาลง)
- ไส้เทียน (Shadow/Wick): เส้นบน-ล่างที่ยื่นออกมาแสดงราคาสูงสุดและต่ำสุด
ข้อดี:
- มองเห็นแรงซื้อ-ขายได้ชัดเจนที่สุด
- มี Candlestick Patterns (เช่น Doji, Engulfing, Hammer) ที่ใช้พยากรณ์ได้
- สีสันชัดเจน วิเคราะห์ได้เร็ว
ข้อเสีย:
- ต้องเรียนรู้ Pattern ต่างๆ ใช้เวลา
- บางครั้งมี False Signal
เหมาะกับ: เทรดเดอร์ทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Technical Analysis
เคล็ดลับ: ขนาดตัวเทียนบอกความแรงของแนวโน้ม — ตัวเทียนยาวหมายถึงแรงซื้อ/ขายแรง ตัวเทียนสั้นหมายถึงตลาดลังเล ไส้เทียนยาวหมายถึงมีการปฏิเสธราคา (rejection) ในระดับนั้นๆ
Indicators ที่ใช้คู่กับกราฟ Forex
Indicators (ตัวชี้วัด) คือสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยวิเคราะห์กราฟให้ง่ายขึ้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก:
1. Trend Indicators (ตัวชี้วัดแนวโน้ม)
Simple Moving Average (SMA)

SMA คำนวณโดยเฉลี่ยราคาปิดย้อนหลังจำนวนช่วงเวลาที่กำหนด เช่น:
- SMA 20 = (ราคาปิด 20 แท่งล่าสุด) ÷ 20
- SMA 50 และ SMA 200 เป็นค่าที่นิยมใช้กัน
วิธีใช้:
- ราคาอยู่เหนือ SMA = แนวโน้มขาขึ้น
- ราคาอยู่ใต้ SMA = แนวโน้มขาลง
- SMA 50 ตัด SMA 200 ขึ้น (Golden Cross) = สัญญาณซื้อ
- SMA 50 ตัด SMA 200 ลง (Death Cross) = สัญญาณขาย
2. Oscillator Indicators (ตัวชี้วัดจุดกลับตัว)
Oscillators วัดโมเมนตัมและหาจุดที่ตลาด Overbought (ซื้อมากเกินไป) หรือ Oversold (ขายมากเกินไป)
ตัวอย่างที่นิยม:
- RSI (Relative Strength Index): ค่า > 70 = Overbought, ค่า < 30 = Oversold
- Stochastic Oscillator: เหมาะกับตลาด Sideways
- MACD (Moving Average Convergence Divergence): ดูความแรงของแนวโน้ม
3. Volume Indicators (ตัวชี้วัดปริมาณการซื้อขาย)
แสดงปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในแต่ละช่วงเวลา — Volume สูงหมายถึงความน่าเชื่อถือของการเคลื่อนไหวนั้นสูง
คำเตือน: อย่าใช้ Indicators มากเกินไป (ไม่ควรเกิน 3-4 ตัว) เพราะจะทำให้สับสนและเกิด Conflicting Signals ผู้เริ่มต้นควรเริ่มจาก SMA + RSI ก่อน
Bollinger Bands — วัดความผันผวนของตลาด
Bollinger Bands เป็น Indicator ที่วัดความผันผวน (Volatility) และช่วยหาจุดกลับตัวของราคา ประกอบด้วย 3 เส้น:

- Middle Band (เส้นกลาง): SMA 20 ช่วงเวลา
- Upper Band (เส้นบน): Middle Band + (2 × Standard Deviation)
- Lower Band (เส้นล่าง): Middle Band - (2 × Standard Deviation)
วิธีอ่าน Bollinger Bands
การขยายตัว (Expansion):
- แถบกว้างขึ้น = ตลาดมีความผันผวนสูง
- มักเกิดก่อนการเคลื่อนไหวแรง (Breakout)
การหดตัว (Squeeze):
- แถบแคบลง = ตลาดเงียบ ความผันผวนต่ำ
- มักเกิดก่อนเทรนด์ใหม่เริ่มต้น
การแตะแถบ:
- ราคาแตะ Upper Band = อาจ Overbought
- ราคาแตะ Lower Band = อาจ Oversold
- ราคาดีดกลับจากแถบ = สัญญาณกลับตัว
ตัวอย่างการใช้งาน:
- ราคาแตะ Lower Band + RSI < 30 = พิจารณาซื้อ
- ราคาแตะ Upper Band + RSI > 70 = พิจารณาขาย
Bollinger Bands ใช้งานได้ดีในตลาด Range-bound แต่ในตลาด Strong Trend ราคาอาจ "เดินไปตามแถบ" (hugging the band) โดยไม่ดีดกลับ ควรใช้ร่วมกับ Indicators อื่น
เทคนิคการอ่านกราฟสำหรับผู้เริ่มต้น
1. ระบุแนวโน้ม (Identify the Trend)
ก่อนเทรดต้องรู้ว่าตลาดกำลังเป็น:
- Uptrend (ขาขึ้น): High และ Low สูงขึ้นเรื่อยๆ
- Downtrend (ขาลง): High และ Low ต่ำลงเรื่อยๆ
- Sideways (แกว่งตัว): ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ
กฎสำคัญ: "The trend is your friend" — เทรดตามเทรนด์มีโอกาสชนะสูงกว่าเทรดสวนเทรนด์
2. หา Support และ Resistance
- Support: ระดับราคาที่มีแรงซื้อหนุนไม่ให้ราคาตกต่ำลง
- Resistance: ระดับราคาที่มีแรงขายกดไม่ให้ราคาขึ้นสูง
เทรดเดอร์มักเปิด Buy Order ใกล้ Support และเปิด Sell Order ใกล้ Resistance

3. ใช้ Time Frame หลายระดับ
- ดู D1 เพื่อเห็นภาพใหญ่
- ดู H4/H1 เพื่อหาจุดเข้าที่แม่นยำ
- ดู M15 เพื่อจับ Timing ที่เหมาะสม
4. รอ Confirmation
อย่าเทรดตาม Signal เดียว — รอให้มีหลักฐานเสริม เช่น:
- Candlestick Pattern + RSI Oversold
- Break Support + Volume สูง
- Price Action + Moving Average Cross
ข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์มือใหม่มักทำ
- อ่านกราฟแค่ Time Frame เดียว — มองไม่เห็นภาพรวม ทำให้ตัดสินใจผิด
- ใช้ Indicators มากเกินไป — สับสน วิเคราะห์ช้า พลาดจังหวะ
- ไม่ตั้ง Stop Loss — อ้างว่า "ดูกราฟอยู่" แต่พอราคาวิ่งจริง Loss ใหญ่
- เทรดกับ Noise — เทรดทุก Signal บน M1 แทนที่จะเลือกเฉพาะ Setup คุณภาพสูง
- ไม่บันทึกผลการเทรด — ทำผิดซ้ำๆ เพราะไม่รู้ว่าอะไรได้ผลอะไรไม่ได้ผล
สร้าง Trading Journal — บันทึก Screenshot กราฟ เหตุผลที่เข้า ผลลัพธ์ และบทเรียนที่ได้ การทบทวนจะช่วยให้คุณพัฒนาเร็วกว่าการเทรดไปเรื่อยๆ โดยไม่วิเคราะห์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กราฟ Forex ประเภทไหนดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น?
Candlestick Chart เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่สุด เพราะให้ข้อมูลครบ อ่านง่ายด้วยสีสัน และมี Pattern มากมายให้เรียนรู้ ผู้เริ่มต้นควรใช้ Candlestick บน Time Frame H1 หรือ H4 เพื่อลด noise และเห็นแนวโน้มชัดเจน
Time Frame ไหนเหมาะกับคนที่มีเวลาจำกัด?
H4 และ D1 เหมาะกับคนที่ทำงานประจำ เพราะไม่ต้องดูกราฟทุกนาที เช็คกราฟวันละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ ใช้ Pending Order ตั้งจุดเข้าไว้ล่วงหน้า แล้วตั้ง Stop Loss กับ Take Profit ให้ชัดเจน
ต้องใช้ Indicators กี่ตัวถึงจะพอ?
เริ่มจาก 2-3 ตัวก่อน เช่น SMA 50 + SMA 200 + RSI หรือ Bollinger Bands + MACD อย่าใช้เกิน 4 ตัว เพราะจะทำให้สับสนและเกิด Analysis Paralysis (คิดมากจนเทรดไม่ได้)
Bollinger Bands ใช้ร่วมกับ Indicator อะไรได้ดี?
Bollinger Bands + RSI เป็นคู่ที่ได้ผลดี — เมื่อราคาแตะ Lower Band และ RSI < 30 พร้อมกัน เป็นสัญญาณซื้อที่แรง ในทางกลับกัน Upper Band + RSI > 70 = สัญญาณขายที่แรง
ควรฝึกอ่านกราฟนานแค่ไหนก่อนเทรดจริง?
อย่างน้อย 2-3 เดือนบน Demo Account ฝึกจนได้ผลกำไรสม่ำเสมอ 3 เดือนติดต่อกันก่อนเทรดจริง เมื่อเทรดจริง เริ่มด้วยเงินเล็กน้อย (ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อออเดอร์) แล้วค่อยเพิ่มขนาดเมื่อมั่นใจ
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Uhas Admin
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →