สกุลเงิน Forex คืออะไร ? (วีดีโอ)
การทำความเข้าใจสกุลเงิน Forex เป็นรากฐานสำคัญที่สุดสำหรับทุกคนที่ต้องการเข้ามาเทรดในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพราะสิ่งที่เราซื้อขายในตลาด Forex

การทำความเข้าใจสกุลเงิน Forex เป็นรากฐานสำคัญที่สุดสำหรับทุกคนที่ต้องการเข้ามาเทรดในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพราะสิ่งที่เราซื้อขายในตลาด Forex ก็คือคู่สกุลเงินต่างๆ เช่น EUR/USD, GBP/JPY หรือ AUD/CHF ซึ่งการเข้าใจว่าสกุลเงินแต่ละตัวทำงานอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร และมีปัจจัยอะไรมากระทบจะช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปสาระสำคัญ
- สกุลเงิน Forex คือหน่วยเงินตราของแต่ละประเทศที่ถูกนำมาซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- การเทรด Forex เกิดขึ้นในรูปแบบคู่สกุลเงิน (Currency Pair) เช่น EUR/USD โดยเทรดเดอร์จะเก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
- สกุลเงินหลัก (Major Currencies) ที่ใช้มากที่สุดในตลาด Forex ได้แก่ USD, EUR, JPY, GBP, CHF, CAD, AUD และ NZD
- การทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละสกุลเงินช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การเทรดได้ตรงจุดมากขึ้น
สกุลเงิน Forex คืออะไร
สกุลเงิน Forex (Currency) หมายถึงหน่วยเงินตราที่ออกโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการซื้อขายสินค้าและบริการภายในประเทศนั้นๆ และสามารถแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินของประเทศอื่นได้ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือที่เรารู้จักกันในนาม "ตลาด Forex"
ในตลาด Forex เราไม่ได้ซื้อขายสกุลเงินเพียงตัวเดียว แต่จะซื้อขายในรูปแบบของ คู่สกุลเงิน (Currency Pair) เสมอ เช่น:
- EUR/USD – ยูโร เทียบกับ ดอลลาร์สหรัฐ
- GBP/JPY – ปอนด์อังกฤษ เทียบกับ เยนญี่ปุ่น
- USD/THB – ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ บาทไทย
เมื่อคุณเปิดออร์เดอร์ซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.0850 นั่นหมายความว่าคุณกำลัง "ซื้อ EUR และขาย USD ในเวลาเดียวกัน" โดยเชื่อว่าค่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์
สกุลเงินหลัก (Major Currencies) ในตลาด Forex
ในตลาด Forex มีสกุลเงินมากกว่า 180 สกุลที่ซื้อขายได้ แต่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงและถูกใช้ในการเทรดมากที่สุดคือกลุ่มที่เรียกว่า สกุลเงินหลัก ซึ่งครอบครองสัดส่วนการซื้อขายมากกว่า 85% ของตลาดทั้งหมด
สกุลเงินหลักที่ควรรู้จัก ได้แก่:
1. USD – ดอลลาร์สหรัฐ (United States Dollar)
สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงสุดในโลก ใช้เป็นสกุลเงินสำรองหลักของธนาคารกลางทั่วโลก และเป็นสกุลเงินฐานในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ เช่น น้ำมันดิบและทองคำ
2. EUR – ยูโร (Euro)
สกุลเงินของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป มีสภาพคล่องรองจาก USD และถูกใช้เป็นสกุลเงินหลักในการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรป
3. JPY – เยนญี่ปุ่น (Japanese Yen)
สกุลเงินของประเทศญี่ปุ่น นิยมใช้ในกลยุทธ์ Carry Trade เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ และเป็นสกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก
4. GBP – ปอนด์อังกฤษ (British Pound)
สกุลเงินของสหราชอาณาจักร มีความผันผวนค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดระยะสั้นและต้องการโอกาสกำไรจากความผันผวน
5. CHF – ฟรังก์สวิส (Swiss Franc)
เป็นสกุลเงิน "ที่ปลอดภัย" (Safe Haven Currency) ซึ่งนักลงทุนมักหลบเข้ามาถือครองเมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือการเมืองในตลาดโลก
6. CAD – ดอลลาร์แคนาดา (Canadian Dollar)
สกุลเงินของแคนาดา มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบเนื่องจากแคนาดาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่
7. AUD – ดอลลาร์ออสเตรเลีย (Australian Dollar)
สกุลเงินของออสเตรเลีย มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น เหล็ก ทองคำ และถ่านหิน รวมถึงเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก
8. NZD – ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (New Zealand Dollar)
สกุลเงินของนิวซีแลนด์ มีลักษณะคล้าย AUD แต่มีสภาพคล่องน้อยกว่า
สกุลเงินสำรอง (Reserve Currency) คือสกุลเงินที่ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกเก็บสำรองไว้เพื่อใช้ในการซื้อขายระหว่างประเทศและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ปัจจุบัน USD ครอบครองสัดส่วนมากกว่า 58% ของสกุลเงินสำรองทั้งหมด ตามด้วย EUR ประมาณ 20%
โครงสร้างของคู่สกุลเงิน (Currency Pair)
คู่สกุลเงินแบ่งออกเป็น 2 ส่วน:
1. Base Currency (สกุลเงินฐาน) – สกุลเงินตัวแรกในคู่ เช่น EUR ในคู่ EUR/USD
2. Quote Currency (สกุลเงินเสนอราคา) – สกุลเงินตัวที่สองในคู่ เช่น USD ในคู่ EUR/USD
อัตราแลกเปลี่ยนที่คุณเห็นบนแพลตฟอร์มการเทรด เช่น EUR/USD = 1.0850 หมายความว่า 1 ยูโรมีค่าเท่ากับ 1.0850 ดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อคุณซื้อ (Buy) EUR/USD คุณคาดหวังว่า EUR จะแข็งค่าขึ้นเทียบกับ USD ในทางกลับกัน เมื่อคุณขาย (Sell) EUR/USD คุณคาดหวังว่า EUR จะอ่อนค่าลงเทียบกับ USD
ประเภทของคู่สกุลเงินในตลาด Forex
เราสามารถจำแนกคู่สกุลเงินออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:
1. Major Pairs (คู่สกุลเงินหลัก)
คู่สกุลเงินที่มี USD เป็นหนึ่งในสองสกุล และมีสภาพคล่องสูง เช่น:
- EUR/USD
- USD/JPY
- GBP/USD
- USD/CHF
- USD/CAD
- AUD/USD
- NZD/USD
คู่เหล่านี้มี Spread ต่ำ ข้อมูลข่าวสารมากมาย และเหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
2. Minor Pairs หรือ Cross Pairs (คู่สกุลเงินรอง)
คู่สกุลเงินที่ไม่มี USD แต่ประกอบด้วยสกุลเงินหลัก เช่น:
- EUR/GBP
- EUR/JPY
- GBP/JPY
- AUD/NZD
คู่เหล่านี้มีสภาพคล่องน้อยกว่า Major Pairs เล็กน้อย แต่ยังถือว่าเทรดง่ายและมีข้อมูลเพียงพอ
3. Exotic Pairs (คู่สกุลเงินรอง)
คู่สกุลเงินที่ประกอบด้วยสกุลเงินหลักกับสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนา เช่น:
- USD/THB (ดอลลาร์/บาทไทย)
- USD/TRY (ดอลลาร์/ลีราตุรกี)
- EUR/ZAR (ยูโร/แรนด์แอฟริกาใต้)
คู่เหล่านี้มีความเสี่ยงสูง Spread กว้าง และมักมีความผันผวนรุนแรง ไม่แนะนำสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
คำเตือน: การเทรดคู่ Exotic Pairs เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และเข้าใจความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละสกุลเงิน เนื่องจากมีโอกาสขาดทุนสูงหากไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าของสกุลเงิน
ค่าเงินของแต่ละสกุลไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เคลื่อนไหวตลอดเวลาตามปัจจัยต่างๆ ดังนี้:
1. อัตราดอกเบี้ย (Interest Rates)
เมื่อธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มักทำให้สกุลเงินนั้นแข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติจะนำเงินเข้ามาลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
2. ข้อมูลเศรษฐกิจ (Economic Data)
ข้อมูลเช่น GDP, อัตราการว่างงาน, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและค่าเงิน
3. เหตุการณ์การเมือง (Political Events)
การเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือความขัดแย้งทางการเมืองสามารถสร้างความผันผวนให้กับค่าเงินได้อย่างมาก
4. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Prices)
สกุลเงินเช่น CAD และ AUD มักเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาน้ำมันและโลหะมีค่า
5. ความเชื่อมั่นของตลาด (Market Sentiment)
ในช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนมักหันมาถือสกุลเงิน Safe Haven เช่น USD, JPY และ CHF
ทำไมต้องเข้าใจสกุลเงินก่อนเทรด Forex
การเทรด Forex ไม่ใช่แค่การคลิกซื้อหรือขายตามสัญญาณ แต่คุณต้องเข้าใจว่า:
- แต่ละสกุลเงินมีลักษณะเฉพาะ เช่น GBP/USD มักผันผวนมากในช่วงเซสชั่นลอนดอน ในขณะที่ USD/JPY เคลื่อนไหวชัดเจนในเซสชั่นโตเกียว
- ข่าวเศรษฐกิจส่งผลต่อแต่ละสกุลต่างกัน เช่น ข้อมูล NFP ของสหรัฐจะกระทบ USD แต่อาจไม่มีผลโดยตรงต่อ AUD
- ความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเงิน บางครั้งการเคลื่อนไหวของ EUR/USD สัมพันธ์กับ GBP/USD หรือ ตรงข้ามกับ USD/CHF
การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่แค่เดาทิศทาง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมเทรด Forex ต้องซื้อขายเป็นคู่สกุลเงิน ไม่ใช่สกุลเดียว?
เพราะการแลกเปลี่ยนเงินตราเกิดขึ้นโดยการเปรียบเทียบมูลค่าระหว่างสองสกุลเสมอ เมื่อคุณซื้อสกุลหนึ่ง คุณต้องขายอีกสกุลในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การซื้อยูโรหมายถึงการขายดอลลาร์ไปพร้อมกัน
2. สกุลเงินไหนเหมาะสำหรับมือใหม่มากที่สุด?
แนะนำคู่ Major Pairs เช่น EUR/USD, USD/JPY หรือ GBP/USD เพราะมีสภาพคล่องสูง Spread ต่ำ และมีข้อมูลข่าวสารเพียงพอให้ศึกษา
3. สกุลเงิน Safe Haven คืออะไร?
คือสกุลเงินที่นักลงทุนมักหันมาถือครองเมื่อเกิดความไม่แน่นอนในตลาด เช่น USD, JPY, CHF เพราะมีความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูง ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนเป็นสกุลอื่นได้ง่าย
4. ควรเทรดกี่คู่สกุลเงินพร้อมกัน?
สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ แนะนำให้โฟกัสที่ 1-2 คู่ก่อน เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อคู่นั้นๆ ให้ดีก่อน เมื่อมีประสบการณ์แล้วค่อยขยายไปยังคู่อื่น
5. Spread ของแต่ละสกุลเงินต่างกันอย่างไร?
คู่ Major Pairs มักมี Spread ต่ำ (1-3 pips) เพราะมีสภาพคล่องสูง ในขณะที่ Minor Pairs อาจมี Spread 3-10 pips และ Exotic Pairs อาจมี Spread สูงถึง 20-50 pips หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องและนโยบายของโบรกเกอร์
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


