แอปฯ เทรดหุ้น Robinhood คืออะไร ทำไมโตระเบิด หลังโควิด
Robinhood กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเงินที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการโบรกเกอร์ออนไลน์ของสหรัฐอเมริกา ด้วยแนวคิด "Zero-commission Trading" ที่ทำลายกฎเกณฑ์เดิม

Robinhood กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเงินที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการโบรกเกอร์ออนไลน์ของสหรัฐอเมริกา ด้วยแนวคิด "Zero-commission Trading" ที่ทำลายกฎเกณฑ์เดิม และการออกแบบแอปพลิเคชันที่เข้าถึงง่ายจนคนรุ่นใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้โดยไม่ต้องมีเงินทุนมหาศาล บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจว่าทำไม Robinhood ถึงเติบโตระเบิดหลังโควิด-19 และโมเดลธุรกิจที่ทำให้บริษัทนี้สร้างรายได้ได้อย่างไรแม้จะไม่เก็บค่าคอมมิชชันจากผู้ใช้

สรุปสาระสำคัญ
- Robinhood เป็นแพลตฟอร์มเทรดหุ้นที่ไม่เก็บค่าคอมมิชชัน ก่อตั้งปี 2013 โดยนักศึกษาจบจาก Stanford ที่ต้องการทำลายกำแพงระหว่างนักลงทุนรายย่อยกับสถาบัน
- แอปพลิเคชันรองรับการซื้อหุ้นเป็นเศษส่วน (Fractional Shares) ทำให้ผู้ใช้สามารถลงทุนในหุ้นราคาแพงด้วยเงินเพียง 100 บาทได้
- รายได้หลักมาจาก Payment for Order Flow (PFOF) คิดเป็น 55% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือดอกเบี้ยจากเงินฝากลูกค้าและบริการ Robinhood Gold
- ในปี 2021 Robinhood มีฐานลูกค้า 22.7 ล้านราย เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปีก่อนหน้า แต่ยังประสบกับขาดทุนสุทธิ 423 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4
จุดเริ่มต้นของ Robinhood: จากห้องเรียน Stanford สู่ Wall Street
Robinhood ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดย Vladimir Tenev และ Baiju Bhatt ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่จบปริญญาจาก Stanford University ทั้งคู่มีพื้นฐานด้านโปรแกรมมิ่งและเคยพัฒนาระบบ High Frequency Trading ให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่มาก่อน
ประสบการณ์นี้ทำให้พวกเขาเห็น Pain Point สำคัญของนักลงทุนรายย่อย: ต้นทุนค่าคอมมิชชันที่สูงกว่านักลงทุนสถาบันหลายเท่า ขาดเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัย และระบบส่งคำสั่งที่ด้อยกว่า ทั้งหมดนี้สร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงตลาดทุน
หลังสำเร็จการศึกษา Tenev และ Bhatt ย้ายไปนิวยอร์กและเปิดตัว Robinhood อย่างเป็นทางการ จังหวะเวลาช่วงนั้นเหมาะสมมาก เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวจากวิกฤติการเงิน 2008 อย่างสมบูรณ์ และเข้าสู่ขาขึ้นต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ชื่อ "Robinhood" มาจากตำนานโจรผู้กล้าที่ปล้นคนรวยแจกคนจน สะท้อนปรัชญาของบริษัทที่ต้องการ "ปลดล็อก" ระบบการเงินให้ทุกคนเข้าถึงได้
จุดแข็งที่ทำให้ Robinhood แตกต่าง
Zero-Commission Trading
คุณสมบัติเด่นที่สุดของ Robinhood คือการไม่เก็บค่าคอมมิชชันในการซื้อขายหุ้น ETF ออปชัน และสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งต่างจากโบรกเกอร์แบบดั้งเดิมที่เก็บค่าธรรมเนียมต่อรายการ 5-10 ดอลลาร์สหรัฐ
Fractional Shares: ซื้อหุ้นเป็นเศษส่วน
ตั้งแต่ปี 2020 Robinhood ให้บริการซื้อหุ้นตามสัดส่วนเงินที่มี แทนที่จะต้องซื้อเป็นหุ้นเต็มจำนวน ตัวอย่างเช่น หุ้น Berkshire Hathaway Class A ซึ่งราคาเกิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ผู้ใช้สามารถซื้อได้ด้วยเงินเพียง 1 ดอลลาร์
คุณสมบัตินี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีเงินลงทุนจำกัดสามารถกระจายพอร์ตไปยังหุ้นราคาแพงได้โดยไม่ต้องรอสะสมเงินนานเป็นปี
UX/UI ที่ออกแบบมาสำหรับมือถือ
Robinhood เป็น Finance Application แรกที่ได้รับรางวัล Apple Design Award เพราะออกแบบอินเทอร์เฟซให้ใช้งานง่าย สวยงาม และตอบโจทย์ Millennials และ Gen Z ที่คุ้นเคยกับการทำทุกอย่างบนสมาร์ทโฟน
จากการลงทะเบียน การยืนยันตัวตน ไปจนถึงการซื้อขายหุ้น ทุกขั้นตอนทำได้ภายในไม่กี่คลิก โดยไม่ต้องกรอกเอกสารซับซ้อนหรือไปสาขาธนาคาร
คุณสมบัติเสริมสำหรับนักลงทุนระยะยาว
Robinhood มีฟีเจอร์ที่ช่วยนักลงทุนระยะยาวอย่าง:
- Dividend Reinvestment: นำเงินปันผลไปซื้อหุ้นเพิ่มอัตโนมัติ
- Recurring Investment: ตั้งคำสั่งซื้อหุ้นตามช่วงเวลาที่กำหนด (Dollar-Cost Averaging)
- Extended Hours Trading: ซื้อขายหุ้นนอกเวลาตลาดปกติ (Pre-market และ After-hours)
โมเดลรายได้: ทำไมไม่เก็บค่าคอมฯ แต่ยังรวยได้
หลายคนสงสัยว่า Robinhood สร้างรายได้อย่างไรในเมื่อไม่เก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขาย คำตอบอยู่ที่โมเดลธุรกิจหลายแขนงที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
1. Payment for Order Flow (PFOF): แหล่งรายได้หลัก 55%
เมื่อผู้ใช้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่าน Robinhood บริษัทจะไม่ส่งคำสั่งนั้นไปยังตลาดหลักทรัพย์โดยตรง แต่จะขายคำสั่งซื้อขายเหล่านั้นให้กับ Market Maker หรือผู้ดูแลสภาพคล่อง เช่น Citadel Securities และ Virtu Financial
Market Maker เหล่านี้จ่ายเงินให้ Robinhood เพื่อสิทธิ์ในการดำเนินการคำสั่งซื้อขาย เพราะพวกเขาสามารถทำกำไรจากส่วนต่างราคา Bid-Ask Spread ได้ นอกจากนี้ยังได้ข้อมูล Order Flow ที่มีค่าสำหรับวิเคราะห์แนวโน้มตลาด
ตัวอย่างการคำนวณ: เมื่อคุณซื้อหุ้นมูลค่า 100 ดอลลาร์ Robinhood จะได้รับประมาณ 0.026 ดอลลาร์ (2.6 เซนต์) จาก Market Maker
PFOF ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจสร้างความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพราะ Robinhood อาจส่งคำสั่งไปยังผู้ที่จ่ายสูงสุด แทนที่จะเป็นผู้ที่ให้ราคาดีที่สุดแก่ลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศกำลังพิจารณาห้ามหรือจำกัดแนวทางนี้
2. ดอกเบี้ยจากเงินฝากของลูกค้า
เมื่อคุณโอนเงินเข้าบัญชี Robinhood คุณต้องรอ 5-6 วันทำการก่อนเงินจะพร้อมใช้งาน (Settlement Period) ในช่วงเวลานี้ Robinhood นำเงินของคุณไปลงทุนในตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ เช่น Treasury Bills หรือ Money Market Funds
ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนนี้กลายเป็นรายได้ของบริษัท โดยลูกค้าไม่ได้รับดอกเบี้ยใดๆ (ยกเว้นสมาชิก Robinhood Gold ที่ได้ดอกเบี้ยบางส่วน)
3. Robinhood Gold: บริการพรีเมียม
Robinhood Gold คือแพ็กเกจสมาชิกรายเดือนในราคา 5 ดอลลาร์ ที่ให้สิทธิประโยชน์:
- Instant Deposit: ฝากเงินแล้วใช้ได้ทันที ไม่ต้องรอ 5-6 วัน (วงเงินสูงสุด 50,000 ดอลลาร์)
- Margin Trading: ยืมเงินซื้อหุ้นได้ถึง 1,000 ดอลลาร์โดยไม่เสียดอกเบี้ย เกินกว่านั้นคิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี
- Morningstar Research Reports: รายงานวิเคราะห์จากบริษัทชั้นนำ
- Level II Market Data: ดูข้อมูล Bid-Ask แบบเรียลไทม์เชิงลึก
รายได้จากสมาชิก Gold เติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ทำ Day Trading หรือ Swing Trading
4. Securities Lending (Stock Loan)
Robinhood ให้บริการยืมหุ้นแก่นักลงทุนสถาบันที่ต้องการ Short Sell หุ้นบางตัว หุ้นที่ให้ยืมมาจากพอร์ตของลูกค้าที่ใช้บัญชี Margin
บริษัทเก็บดอกเบี้ยจากผู้ยืมและแบ่งส่วนหนึ่งให้กับเจ้าของหุ้นดั้งเดิม แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าหุ้นของตนถูกนำไปให้ยืม
5. Cash Management และบริการทางการเงินอื่นๆ
ในปี 2019 Robinhood เปิดตัวบริการ Cash Management ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากที่เชื่อมกับ Debit Card ของ Mastercard ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อปี (ซึ่งสูงกว่าธนาคารทั่วไปที่ให้ประมาณ 0.01-0.05%)
บริการนี้ทำให้ Robinhood ก้าวเข้าสู่การแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์และ Fintech อื่นๆ อย่างจริงจัง
6. ค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ด
แม้จะโฆษณาว่า "Zero-commission" แต่ Robinhood เก็บค่าธรรมเนียมบางรายการ:
- Transfer Out Fee: โอนพอร์ตไปโบรกเกอร์อื่น คิด 75 ดอลลาร์
- Wire Transfer Fee: โอนเงินแบบ Wire
- Regulatory Fees: ค่าธรรมเนียมที่หน่วยงานกำกับดูแลเรียกเก็บ (ผ่านไปยังลูกค้า)
ผลประกอบการและการเติบโตระเบิดหลังโควิด
ตัวเลขไตรมาสที่ 4 ปี 2021
ตามรายงานที่เปิดเผยเมื่อ 27 มกราคม 2022:
- รายได้รวม: 363 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อนหน้า
- รายได้จากการทำธุรกรรม: 264 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12%
- Options: 163 ล้านดอลลาร์ (+14%)
- Cryptocurrencies: 48 ล้านดอลลาร์ (+304% จากไตรมาสก่อน)
- Equities: 52 ล้านดอลลาร์ (-35% จากไตรมาสก่อน)
- ขาดทุนสุทธิ: 423 ล้านดอลลาร์
ฐานลูกค้าเพิ่มเกือบสองเท่า
ปี 2021 เป็นปีแห่งการเติบโตระเบิดของ Robinhood:
- จำนวนลูกค้า: 22.7 ล้านราย (เพิ่มขึ้นกว่า 10 ล้านบัญชีในหนึ่งปี)
- Assets Under Custody (AUC): เพิ่มขึ้นมหาศาลจากการที่ผู้คนหันมาลงทุนในช่วงล็อกดาวน์
การระบาดของโควิด-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะคนจำนวนมากอยู่บ้าน มีเวลาศึกษาการลงทุน และได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ (Stimulus Checks) ซึ่งหลายคนนำไปลงทุนในตลาดหุ้น
ปรากฏการณ์ "Meme Stock" เช่น GameStop (GME) และ AMC ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2021 มาจากการรวมตัวของนักลงทุนรายย่อยบน Reddit ซึ่งหลายคนใช้ Robinhood เป็นแพลตฟอร์มหลัก
การพัฒนาองค์กรและทีมงาน
ในปี 2021 Robinhood ขยายทีมงานเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว โดยเพิ่มความสามารถในด้าน:
- วิศวกรรมและเทคโนโลยี: พัฒนาระบบให้รองรับปริมาณผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การบริการลูกค้า: เปิดให้บริการ 24/7 ผ่านทั้งแชทและโทรศัพท์
- Compliance และความปลอดภัย: เสริมทีมกฎหมายและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
บริษัทยังจ้าง Steve Quirk มาดำรงตำแหน่ง Chief Brokerage Officer เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการดำเนินงานโบรกเกอร์
ความท้าทายและข้อถกเถียง
ปัญหาเรื่อง Gamification
Robinhood ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าออกแบบแอปให้ดูเหมือนเกม มีการใช้สี Confetti Animation และ Push Notification บ่อยเกินไป จนอาจกระตุ้นให้ผู้ใช้เทรดมากเกินความจำเป็น
นักวิจารณ์บางคนมองว่านี่เป็นการเอาเปรียบผู้ใช้ที่ขาดประสบการณ์ และอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินจากการเทรดเร็วเกินไป
กรณี GameStop และการหยุดซื้อขายชั่วคราว
เมื่อมกราคม 2021 Robinhood ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากหยุดให้ผู้ใช้ซื้อหุ้น GameStop และหุ้น Meme อื่นๆ ชั่วคราว โดยอ้างว่าต้องการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน
ผู้ใช้หลายคนโกรธมากและมองว่านี่เป็นการเข้าข้างนักลงทุนสถาบันที่กำลัง Short Sell หุ้นเหล่านั้น สภาคองเกรสสหรัฐฯ เรียก CEO ของ Robinhood เข้าไปให้การในการไต่สวน
ข้อกังวลเรื่อง Payment for Order Flow
หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ รวมถึง SEC ในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาห้ามหรือจำกัดแนวทาง PFOF เพราะมองว่าอาจสร้างความขัดแย้งทางผลประโยชน์
หาก PFOF ถูกห้าม Robinhood จะสูญเสียแหล่งรายได้หลัก และอาจต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด
การสูญเสียและความผันผวนของราคาหุ้น
หุ้น Robinhood (ซื้อขายในตลาด Nasdaq ภายใต้สัญลักษณ์ HOOD) เปิดตัว IPO ในช่วงกลางปี 2021 แต่ราคาหุ้นตกลงมาอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น เพราะนักลงทุนกังวลเรื่อง:
- การเติบโตของผู้ใช้ชะลอตัวหลังจากโควิดคลี่คลาย
- ต้นทุนการดำเนินงานสูงเพราะต้องจ้างพนักงานเพิ่ม
- ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบในอนาคต

บทเรียนสำหรับนักลงทุนไทย
Robinhood ไม่เปิดให้บริการในไทย
ณ ปัจจุบัน Robinhood ให้บริการเฉพาะผู้มีถิ่นพำนักในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น นักลงทุนไทยที่ต้องการเทรดหุ้นสหรัฐฯ ต้องใช้โบรกเกอร์ต่างประเทศอื่นๆ เช่น Interactive Brokers, TD Ameritrade หรือโบรกเกอร์ไทยที่มีบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ
ระวัง Margin Trading และ Leverage
แม้ว่า Robinhood Gold จะให้วงเงิน Margin ที่ดูน่าสนใจ แต่การใช้เลเวอเรจในการเทรดมีความเสี่ยงสูงมาก หากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง คุณอาจสูญเสียเงินมากกว่าที่ลงทุนไว้

หลายโบรกเกอร์เสนอ Leverage สูงถึง 1:50 หรือ 1:100 แต่สำหรับผู้เริ่มต้น เราแนะนำให้ใช้ไม่เกิน 1:3 หรือไม่ใช้เลยจนกว่าจะมีประสบการณ์เพียงพอ
ความสำคัญของการศึกษาก่อนลงทุน
Robinhood ทำให้การเทรดเข้าถึงง่าย แต่การเข้าถึงง่ายไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้ง่าย การลงทุนในหุ้นต้องอาศัยความรู้เรื่องการวิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental Analysis) และเทคนิค (Technical Analysis) รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่ดี
Fractional Shares เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น
แนวคิด Fractional Shares ที่ Robinhood นำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่มีเงินลงทุนจำกัด เพราะสามารถกระจายความเสี่ยงไปหลายหุ้นได้โดยไม่ต้องลงทุนเงินก้อนใหญ่ในหุ้นตัวเดียว
อนาคตของ Robinhood และ Fintech
Robinhood เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่เทคโนโลยี Disruption สามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงินที่ดูเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานหลายสิบปี
แนวโน้มที่เกิดขึ้นจาก Robinhood ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก:
- Zero-commission Trading กลายเป็นมาตรฐานใหม่ แม้แต่โบรกเกอร์ใหญ่ๆ อย่าง Charles Schwab และ Fidelity ก็ต้องปรับตัว
- Mobile-first Design เป็นสิ่งจำเป็นสำ
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


