U
UHAS
XAU/USD0.00%

Breakout คืออะไร (วีดีโอ)

การเทรด Forex และทองคำมักต้องเผชิญกับจังหวะที่ราคา "ทะลุ" แนวต้านหรือแนวรับที่สำคัญ ซึ่งนักเทรดเรียกว่า Breakout — โอกาสที่อาจเปิดทางให้เกิดกำไรก้อนโต

P
Patiphan Uhas
29 มกราคม 2564·3 นาทีอ่าน
แชร์
Breakout คืออะไร (วีดีโอ)

การเทรด Forex และทองคำมักต้องเผชิญกับจังหวะที่ราคา "ทะลุ" แนวต้านหรือแนวรับที่สำคัญ ซึ่งนักเทรดเรียกว่า Breakout — โอกาสที่อาจเปิดทางให้เกิดกำไรก้อนโต หรืออาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้เสียเงินได้เช่นกัน บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า Breakout คืออะไร ทำไมมันถึงสำคัญต่อการวิเคราะห์เทคนิค และควรใช้ยังไงให้ได้ผล

สรุปสาระสำคัญ

  • Breakout คือการที่ราคาทะลุแนวรับ (Support) หรือแนวต้าน (Resistance) ที่สำคัญออกไป
  • นักเทรดใช้ Breakout เพื่อหาจังหวะเข้าตลาดตอนที่เทรนด์กำลังเริ่มต้นหรือเปลี่ยนทิศทาง
  • ต้องระวัง False Breakout (Breakout หลอก) ที่ราคาทะลุออกไปแล้วกลับมาทันที
  • การยืนยัน Breakout ด้วยปริมาณการซื้อขาย (Volume) และรอบเวลาหลายรอบจะช่วยลดความเสี่ยง

Breakout คืออะไร

Breakout คือจังหวะที่ราคาตลาดทะลุผ่านระดับราคาที่มีความสำคัญ — ไม่ว่าจะเป็นแนวรับ (Support) ที่เคยหยุดราคาไม่ให้ตกต่ำลงไป หรือแนวต้าน (Resistance) ที่เคยกีดกันไม่ให้ราคาขึ้นสูงขึ้น เมื่อราคาทะลุระดับเหล่านี้ได้สำเร็จ มักบ่งบอกว่าแรงซื้อหรือแรงขายฝ่ายหนึ่งมีพลังเหนือกว่า และอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง

แผนภาพเบรกเอาต์: ราคาทะลุโซนแนวต้าน ย่อกลับมาทดสอบ แล้วเดินหน้าต่อ เทียบกับเบรกหลอกที่ราคาแหย่พ้นโซนแล้วกลับเข้ากรอบทันที
แผนภาพเบรกเอาต์: ราคาทะลุโซนแนวต้าน ย่อกลับมาทดสอบ แล้วเดินหน้าต่อ เทียบกับเบรกหลอกที่ราคาแหย่พ้นโซนแล้วกลับเข้ากรอบทันที

ในการวิเคราะห์เทคนิค เทรดเดอร์ใช้ Breakout เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจเข้าออเดอร์ เพราะมันสามารถชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ใหม่กำลังเริ่มต้น หรือเทรนด์เก่ากำลังจะพลิกทิศทาง ตัวอย่างเช่น เมื่อคู่เงิน EUR/USD ที่ล็อกตัวอยู่ในช่วง 1.0500-1.0600 เป็นเวลาหลายวัน แล้วทะลุขึ้นไปปิดเหนือ 1.0600 ได้สำเร็จ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อกำลังเข้ามา และราคามีโอกาสวิ่งขึ้นต่อไปยัง 1.0700 หรือสูงกว่า

ประเภทของ Breakout

Breakout แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ตามทิศทางที่ราคาทะลุออกไป:

Bullish Breakout (ทะลุขาขึ้น)

เกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุแนวต้าน (Resistance) ขึ้นไปข้างบน บ่งบอกว่าแรงซื้อมีอำนาจเหนือกว่า ผู้ซื้อพร้อมจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นเพื่อเข้าตลาด ซึ่งผลักดันราคาให้ขึ้นอย่างรวดเร็ว Bullish Breakout มักเกิดหลังจากช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Consolidation) หรือแนวโน้มขาลงที่กำลังจะจบลง

Bearish Breakout (ทะลุขาลง)

เกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุแนวรับ (Support) ลงไปข้างล่าง บ่งบอกว่าแรงขายมีอำนาจเหนือกว่า ผู้ขายพร้อมขายออกในราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่อง Bearish Breakout มักเกิดหลังจากแนวโน้มขาขึ้นที่อ่อนแรงลง หรือในช่วง Consolidation ที่แรงซื้อไม่เพียงพอจะรักษาระดับราคาไว้

วิธีระบุ Breakout บนกราฟ

การมองหา Breakout ให้ได้ผลต้องเริ่มจากการกำหนดแนวรับและแนวต้านที่ชัดเจน โดยทั่วไปเราจะมองหาระดับราคาที่ราคาเคยแตะแล้วกลับตัวหลายครั้ง ยิ่งราคากระทบแล้วกลับตัวบ่อยเท่าไหร่ ระดับนั้นยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อพบแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญแล้ว ให้สังเกตว่า:

  • ราคาปิดเหนือหรือต่ำกว่าระดับนั้นหรือไม่ — การปิดราคาข้ามเส้นมีน้ำหนักมากกว่าการแทงราคาข้ามไปแล้วกลับมาภายในแท่งเดียว (Spike)
  • มีปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพิ่มขึ้นหรือไม่ — Breakout ที่แท้จริงมักมาพร้อมกับปริมาณซื้อขายสูง แสดงว่ามีผู้เล่นเข้ามาในตลาดจริงจัง
  • รอบเวลาหลายรอบยืนยัน — การที่ราคาปิดข้ามระดับสำคัญในกรอบเวลา 1 ชั่วโมง แล้วยืนยันอีกครั้งในกรอบเวลา 4 ชั่วโมงหรือ Daily จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ
TIP

ใช้เครื่องมือเช่น Bollinger Bands หรือ Moving Average เสริมการวิเคราะห์ Breakout — เมื่อราคาทะลุแถบบนของ Bollinger Bands พร้อมกับทะลุแนวต้าน โอกาสที่จะเป็น Breakout จริงจะสูงขึ้น

False Breakout (Breakout หลอก)

False Breakout คือจังหวะที่ราคาทะลุระดับสำคัญออกไปแล้วกลับมาภายในระยะเวลาสั้นๆ นี่คือกับดักที่เทรดเดอร์มือใหม่มักเจอบ่อย เพราะรีบเข้าออเดอร์ทันทีที่เห็นราคาทะลุ โดยไม่รอสัญญาณยืนยัน ผลคือถูก Stop Loss ตัดขาดทุนออก ขณะที่ราคากลับไปเดินทิศทางเดิม

สาเหตุของ False Breakout:

  • กลุ่มนักเทรดขนาดใหญ่ (Institutional Traders) ทดสอบตลาด — พวกเขาอาจผลักราคาให้ทะลุระดับสำคัญเพื่อดักจับ Stop Loss ของเทรดเดอร์รายย่อย แล้วกลับมาเข้าออเดอร์ในทิศทางตรงกันข้าม
  • ข่าวสารระยะสั้น — ข่าวที่ไม่ส่งผลกระทบระยะยาวอาจทำให้ราคากระเพื่อมชั่วคราว แต่ไม่เพียงพอจะรักษาเทรนด์ใหม่
  • Volume ต่ำ — Breakout ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดเงียบ (เช่น ตอนดึกหรือช่วงวันหยุด) มักไม่มีแรงซื้อ/ขายเพียงพอจะรักษาทิศทางไว้
NOTE

อย่ารีบเข้าออเดอร์ทันทีที่เห็นราคาทะลุ ให้รออย่างน้อย 1-2 แท่งเทียน (Candle) ปิดข้ามระดับนั้นก่อน และต้องมี Volume สนับสนุน ถ้าไม่มีสัญญาณเหล่านี้ ความเสี่ยงที่จะเป็น False Breakout สูงมาก

กลยุทธ์เทรด Breakout ให้ได้กำไร

เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจาก Breakout และหลีกเลี่ยง False Breakout เทรดเดอร์มักใช้กลยุทธ์ต่อไปนี้:

รอการยืนยัน (Confirmation)

แทนที่จะเข้าออเดอร์ทันทีที่ราคาทะลุ ให้รอจนราคาปิดเหนือแนวต้าน (หรือต่ำกว่าแนวรับ) อย่างน้อย 1-2 แท่งเทียน พร้อมกับตรวจสอบว่า Volume เพิ่มขึ้นหรือไม่ บางเทรดเดอร์ใช้วิธี "Retest" คือรอให้ราคาทะลุออกไปแล้ว กลับมาทดสอบระดับเดิมอีกครั้ง (เช่น แนวต้านเดิมกลายเป็นแนวรับใหม่) ก่อนจึงเข้าออเดอร์

กำหนด Stop Loss แบบเข้มงวด

วาง Stop Loss ใต้ระดับ Breakout (สำหรับ Bullish Breakout) หรือเหนือระดับ Breakout (สำหรับ Bearish Breakout) โดยให้ระยะห่างพอสมควร (เช่น 10-20 pips สำหรับ Forex หรือ 5-10 USD สำหรับทองคำ) เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดออกโดย Noise ของตลาด แต่ไม่ควรห่างมากเกินไปจนเสี่ยงขาดทุนหนัก

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

ใช้ Take Profit แบบเป็นขั้นๆ

แทนที่จะปิดออเดอร์ทั้งหมดที่ระดับกำไรเดียว ให้แบ่งออกเป็นหลายระดับ เช่น ปิด 50% ที่ระดับกำไร 1.5 เท่าของ Risk (Risk:Reward = 1:1.5) แล้วปล่อยอีก 50% วิ่งต่อไปยังเป้าหมายที่ 1:3 หรือสูงกว่า พร้อมกับขยับ Stop Loss ขึ้นมาที่จุด Breakeven เมื่อกำไรเริ่มเข้ามา

ใช้ร่วมกับ Indicator

รวม Breakout เข้ากับเครื่องมืออื่นๆ เช่น:

  • Moving Average Convergence Divergence (MACD) — เพื่อตรวจสอบ Momentum ว่ากำลังเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
  • Relative Strength Index (RSI) — เพื่อดูว่าตลาดเข้าสู่สภาวะ Overbought หรือ Oversold หลัง Breakout หรือยัง
  • Fibonacci Retracement — เพื่อหาระดับ Take Profit ที่เป็นไปได้หลังจาก Breakout

ตัวอย่างการใช้ Breakout ในการเทรดจริง

สมมติคุณเทรดทองคำ (XAU/USD) และสังเกตว่าราคาติดอยู่ในกรอบ 1,950.00-1,970.00 USD ต่อออนซ์มาเป็นเวลา 5 วัน แนวต้านอยู่ที่ 1,970.00 และแนวรับอยู่ที่ 1,950.00 ในวันที่ 6 ราคาทะลุขึ้นไปปิดที่ 1,972.50 พร้อมกับ Volume สูงขึ้น 40% จากค่าเฉลี่ย

คุณรอ 1 แท่งเทียนถัดไป (1 ชั่วโมง) และเห็นว่าราคาปิดที่ 1,973.80 ยืนยันว่าไม่กลับเข้าไปในกรอบเก่า คุณตัดสินใจเข้า Buy ที่ 1,974.00 วาง Stop Loss ที่ 1,969.00 (ต่ำกว่าแนวต้านเดิม 5 USD) และตั้ง Take Profit แรกที่ 1,981.50 (Risk:Reward = 1:1.5) และ Take Profit ที่สองที่ 1,989.00 (1:3)

ราคาทองคำวิ่งขึ้นไปถึง 1,981.50 ภายใน 6 ชั่วโมง คุณปิด 50% ออกได้กำไร 7.50 USD ต่อออนซ์ แล้วขยับ Stop Loss ขึ้นมาที่ 1,974.00 (Breakeven) ราคาวิ่งต่อไปถึง 1,989.00 ในวันถัดไป คุณปิดที่เหลือได้กำไรอีก 15.00 USD ต่อออนซ์ รวมกำไรเฉลี่ย 11.25 USD ต่อออนซ์ต่อ Lot

INFO

ตัวอย่างนี้สมมุติขึ้นเพื่อการศึกษา ในตลาดจริง ราคาอาจไม่เคลื่อนไหวตามแผนเสมอไป การบริหารความเสี่ยงและการตั้งคำถามกับสมมติฐานของตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น

เรียนรู้เพิ่มเติมจากวิดีโอ

วิดีโอด้านล่างอธิบายแนวคิดของ Breakout พร้อมตัวอย่างบนกราฟจริง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูภาพประกอบเพิ่มเติม:

https://youtu.be/QJmKb8FwS7w

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Breakout แตกต่างจาก Pullback อย่างไร

Breakout คือการที่ราคาทะลุระดับสำคัญออกไปข้างนอก ขณะที่ Pullback คือการที่ราคากลับมาทดสอบระดับนั้นอีกครั้งหลังจากทะลุไปแล้ว Pullback มักเป็นโอกาสในการเข้าออเดอร์เพิ่มเติมในทิศทางของ Breakout ที่ราคาดีกว่า

ควรเทรด Breakout ในกรอบเวลาไหนดีที่สุด

ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด Day Trader มักมอง Breakout ในกรอบเวลา 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขณะที่ Swing Trader ใช้กรอบเวลา 4 ชั่วโมง หรือ Daily เพื่อลดสัญญาณรบกวน โดยทั่วไปกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นจะให้ Breakout ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ทำไมบาง Breakout ถึงไม่มี Volume สูง

บางครั้ง Breakout เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดเงียบ เช่น ช่วงเปิดตลาดเอเชียหรือช่วงวันหยุด ซึ่งปริมาณการซื้อขายต่ำ Breakout ในสภาวะนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น False Breakout ควรระมัดระวังและรอสัญญาณยืนยันเพิ่มเติม

แผนภาพวอลุ่มยืนยันเบรกเอาต์: การทะลุแนวต้านพร้อมวอลุ่มหนาน่าเชื่อถือ ส่วนการทะลุด้วยวอลุ่มบางเสี่ยงเป็นเบรกหลอก
แผนภาพวอลุ่มยืนยันเบรกเอาต์: การทะลุแนวต้านพร้อมวอลุ่มหนาน่าเชื่อถือ ส่วนการทะลุด้วยวอลุ่มบางเสี่ยงเป็นเบรกหลอก

ควรใช้ Stop Loss แบบ Fixed หรือ Trailing Stop สำหรับ Breakout

ทั้งสองแบบใช้ได้ แต่ Trailing Stop เหมาะกับ Breakout ที่มี Momentum แรง เพราะช่วยให้คุณล็อกกำไรเมื่อราคาวิ่งไปไกล ขณะที่ Fixed Stop Loss เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องการควบคุม Risk อย่างเข้มงวด

มี Tool หรือ Indicator ไหนที่ช่วยหา Breakout โดยอัตโนมัติ

หลายแพลตฟอร์มมี Indicator เช่น Donchian Channel, ATR Breakout, หรือ Custom Alert ที่จะส่งสัญญาณเมื่อราคาทะลุระดับสำคัญ แต่อย่าพึ่งพา Tool อย่างเดียว — ควรใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ด้วยตาเองและพิจารณาบริบทของตลาดด้วย

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง