เทรดฟอเร็กซ์ Day Trading และ Swing Trading เทรดแบบไหนดี
ทำความรู้จัก Day Trading และ Swing Trading ในตลาด Forex เรียนรู้วิธีเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายการลงทุนฟอเร็กซ์ของคุณ

การเลือกระหว่าง Day Trading และ Swing Trading คือคำถามแรกที่นักเทรด Forex มือใหม่มักถาม ทั้งสองกลยุทธ์ต่างก็สามารถทำกำไรได้ แต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องเวลาที่ใช้ วิธีการวิเคราะห์ และความเสี่ยงที่ต้องรับมือ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองวิธี พร้อมแนวทางการเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายการลงทุนของคุณ
สรุปสาระสำคัญ
- Day Trading เปิด-ปิดออร์เดอร์ภายในวันเดียว เหมาะกับผู้ที่มีเวลาติดตามตลาดตลอดทั้งวัน
- Swing Trading ถือออร์เดอร์ตั้งแต่หลายวันถึงหลายสัปดาห์ ใช้เวลาวิเคราะห์น้อยกว่า
- Day Trading มีค่าธรรมเนียมสูงกว่าเพราะเทรดบ่อย แต่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง overnight gap
- Swing Trading เหมาะกับมือใหม่และผู้มีงานประจำ เพราะให้เวลาในการตัดสินใจมากกว่า
- การเลือกกลยุทธ์ต้องพิจารณาทั้งเวลาที่มี ทุนสำรอง และความสามารถในการรับความเสี่ยง
Day Trading คืออะไร และทำงานอย่างไร
Day Trading คือการซื้อขายคู่เงินที่เปิดและปิดสถานะทั้งหมดภายในวันเดียว โดยไม่ถือออร์เดอร์ข้ามคืน นักเทรดแบบนี้มักใช้กราฟระยะสั้น เช่น 1 นาที 5 นาที หรือ 15 นาที เพื่อจับจังหวะความผันผวนรายชั่วโมง
หลักการสำคัญของ Day Trading คือการทำกำไรจากความผันผวนภายในวัน (intraday volatility) นักเทรดอาจเปิดออร์เดอร์ 5-20 ครั้งต่อวัน โดยเป้าหมายกำไรต่อครั้งอาจเพียง 10-30 pips แต่เมื่อรวมกันอาจได้ผลตอบแทน 50-100 pips ต่อวัน
ข้อดีของ Day Trading:
- ไม่มีความเสี่ยงจาก overnight gap (ช่องว่างราคาระหว่างวัน)
- มีโอกาสทำกำไรหลายครั้งในวันเดียว
- ทุนหมุนเวียนเร็ว ไม่ต้องรอผลนาน
ข้อเสียของ Day Trading:
- ต้องนั่งติดตามหน้าจออย่างน้อย 4-8 ชั่วโมงต่อวัน
- ค่าธรรมเนียม spread และ commission สูงเพราะเทรดบ่อย
- ความกดดันสูง ต้องตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำ
- เหมาะกับผู้ที่มีเวลาเต็มเวลาหรือทำเป็นอาชีพหลัก
Day Trading ต้องการวินัยสูงในการตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง เพราะความผันผวนระยะสั้นสามารถทำให้ขาดทุนได้รวดเร็วหากไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี
Swing Trading คืออะไร และเหมาะกับใคร
Swing Trading คือการถือสถานะเทรดตั้งแต่หลายวันไปจนถึง 2-3 สัปดาห์ เพื่อจับกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มในระยะกลาง นักเทรดมักใช้กราฟรายวัน (D1) หรือกราฟ 4 ชั่วโมง (H4) ในการวิเคราะห์
กลยุทธ์นี้เน้นการหาจุด swing high และ swing low เพื่อเข้าออร์เดอร์ตามทิศทางแนวโน้มหลัก เป้าหมายกำไรต่อครั้งมักอยู่ที่ 100-300 pips หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับคู่เงินและสภาวะตลาด
ข้อดีของ Swing Trading:
- ใช้เวลาวิเคราะห์เพียง 30-60 นาทีต่อวัน
- ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าเพราะเทรดไม่บ่อย
- ความเครียดน้อยกว่า มีเวลาคิดและวางแผนมากกว่า
- เหมาะกับผู้มีงานประจำหรือไม่สามารถติดหน้าจอได้ตลอดวัน
ข้อเสียของ Swing Trading:
- มีความเสี่ยงจาก overnight gap และข่าวสำคัญที่ออกนอกเวลาตลาด
- ต้องใช้ Stop Loss ที่กว้างกว่า ส่งผลให้ต้องมีทุนสำรองมากกว่า
- ผลตอบแทนออกมาช้ากว่า ต้องรอหลายวันถึงหลายสัปดาห์
- ต้องมีความอดทนและไม่รีบร้อนปิดออร์เดอร์ก่อนเวลา
Swing Traders มักใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทั้ง Technical Analysis และ Fundamental Analysis ร่วมกัน เพราะข่าวเศรษฐกิจสำคัญสามารถส่งผลต่อทิศทางราคาในระยะกลางได้มาก
ความแตกต่างหลักระหว่าง Day Trading กับ Swing Trading
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เราสรุปความแตกต่างในมิติต่าง ๆ ดังนี้:
ระยะเวลาการถือออร์เดอร์:
- Day Trading: ไม่เกิน 1 วันการซื้อขาย ปิดออร์เดอร์ทั้งหมดก่อนตลาดปิด
- Swing Trading: 2-14 วัน หรืออาจนานถึง 3-4 สัปดาห์ในบางกรณี
เวลาที่ใช้ในการเทรด:
- Day Trading: 4-8 ชั่วโมงต่อวัน ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด
- Swing Trading: 30-60 นาทีต่อวัน เพียงเช็คกราฟและปรับ Stop Loss/Take Profit
เครื่องมือวิเคราะห์:
- Day Trading: กราฟ M1, M5, M15, H1 + indicator ระยะสั้นเช่น Stochastic, RSI
- Swing Trading: กราฟ H4, D1, W1 + Moving Average, Fibonacci, Support/Resistance
ขนาดกำไรเป้าหมาย:
- Day Trading: 10-50 pips ต่อครั้ง แต่เทรดหลายครั้งต่อวัน
- Swing Trading: 100-500 pips ต่อครั้ง แต่เทรดน้อยครั้ง
ระดับความเครียด:
- Day Trading: สูง ต้องตัดสินใจรวดเร็วและทนแรงกดดันได้ดี
- Swing Trading: ปานกลาง มีเวลาคิดและวางแผนมากกว่า
ค่าใช้จ่าย (Spread + Commission):
- Day Trading: สูง เพราะเทรด 5-20 ครั้งต่อวัน
- Swing Trading: ต่ำ เพราะเทรดเพียง 2-5 ครั้งต่อสัปดาห์
หากคุณมีงานประจำและไม่สามารถนั่งดูกราฟได้ตลอดวัน Swing Trading จะเหมาะกว่า แต่ถ้าคุณมีเวลาเต็มและต้องการความตื่นเต้น Day Trading อาจเป็นทางเลือกที่ดี
นักเทรดมือใหม่ควรเลือกเทรดแบบไหนดี
สำหรับนักเทรดมือใหม่ เราแนะนำให้เริ่มจาก Swing Trading ก่อน ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ:
1. มีเวลาในการเรียนรู้และทำความเข้าใจตลาด
Swing Trading ให้เวลาคุณในการศึกษากราฟ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และตัดสินใจอย่างรอบคอบ คุณไม่ต้องรีบเปิดออร์เดอร์ภายใน 5 นาทีเหมือน Day Trading ซึ่งมือใหม่มักตัดสินใจผิดพลาดเพราะรีบร้อน
2. ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า ทุนไม่ถูกกัดเซาะเร็ว
เมื่อคุณเทรดเพียง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ค่า spread และ commission จะไม่กระทบต่อผลตอบแทนมากนัก ในขณะที่ Day Trading ที่เทรดวันละ 10 ครั้ง อาจเสียค่าใช้จ่ายไป 50-100 USD ต่อสัปดาห์
3. ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจทางอารมณ์
Day Trading ต้องการวินัยสูงมาก เพราะคุณต้องดูกำไร-ขาดทุนเปลี่ยนไปมาทุกนาที มือใหม่มักถูกอารมณ์ครอบงำ เปิดออร์เดอร์เกิน หรือไม่ยอมตัด Loss ตามแผน Swing Trading ช่วยลดปัญหานี้ได้เพราะคุณเช็คกราฟแค่วันละครั้ง
กรณีที่ Day Trading เหมาะกว่า:
- คุณมีเวลาว่างเต็มวันและต้องการรายได้ประจำทุกวัน
- คุณมีประสบการณ์เทรดมาแล้วอย่างน้อย 6-12 เดือน
- คุณมีทุนสำรอง (risk capital) อย่างน้อย 5,000-10,000 USD
- คุณควบคุมอารมณ์ได้ดีและไม่ตื่นตระหนกเมื่อราคาผันผวน
ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน อย่าใช้ leverage เกิน 1:50 ในช่วงแรก และอย่าเสี่ยงเกิน 1-2% ของทุนต่อออร์เดอร์ นี่คือกฎเหล็กที่เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนปฏิบัติ
กลยุทธ์พื้นฐานสำหรับทั้งสองวิธี
Day Trading Strategies:
- Scalping — เปิด-ปิดออร์เดอร์ภายใน 1-5 นาที เป้าหมาย 5-10 pips ต่อครั้ง เหมาะกับคู่เงินที่มี spread ต่ำอย่าง EUR/USD
- Breakout Trading — รอให้ราคาทะลุ support/resistance สำคัญ จากนั้นเข้าตามทิศทาง ใช้กับช่วงเวลา London หรือ New York session
- News Trading — เทรดตามข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น NFP, GDP, ดอกเบิ้ย ต้องมีความรวดเร็วและเข้าใจข่าวดี
Swing Trading Strategies:
- Trend Following — ใช้ Moving Average (MA 50, MA 200) หาแนวโน้มหลัก เข้าออร์เดอร์ตาม trend ที่ชัดเจน
- Support/Resistance Swing — รอให้ราคากลับตัวที่ระดับ support หรือ resistance สำคัญ เข้าออร์เดอร์พร้อม Stop Loss แคบ
- Fibonacci Retracement — ใช้ Fibonacci level (38.2%, 50%, 61.8%) หาจุดกลับตัวในแนวโน้มหลัก
ทั้งสองวิธีต้องใช้ Stop Loss ทุกครั้ง และมี Risk-Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 (เสี่ยง 20 pips เพื่อกำไร 40 pips)
เครื่องมือและ Broker ที่เหมาะกับแต่ละวิธี
Day Trading ต้องการ:
- Spread ต่ำ (ต่ำกว่า 1 pip สำหรับ EUR/USD)
- Execution รวดเร็ว (latency ต่ำกว่า 50ms)
- Charting platform ที่ดี เช่น MT4, MT5, TradingView
- VPS (Virtual Private Server) หากใช้ EA หรือ automated trading
Swing Trading ต้องการ:
- ค่า swap overnight ที่เหมาะสม (หรือบัญชี Islamic สำหรับผู้ที่ถือออร์เดอร์นาน)
- Margin requirement ที่ยืดหยุ่น
- Mobile app ที่ดี เพราะไม่ต้องนั่งหน้าคอมทั้งวัน
สองรายที่ทีมงานเปิดบัญชีจริงคือ Exness และ XM มีเงื่อนไขที่รองรับทั้งสองวิธี แต่คุณควรตรวจสอบรายละเอียดก่อนเปิดบัญชี
ก่อนเทรดด้วยเงินจริง ทดลองใช้ Demo Account อย่างน้อย 1-3 เดือน เพื่อทดสอบกลยุทธ์และทำความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม
สรุป: เลือกให้เหมาะกับตัวเอง ไม่ใช่ตามกระแส
การเลือกระหว่าง Day Trading และ Swing Trading ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดแบบสัมบูรณ์ ทั้งสองวิธีสามารถทำกำไรได้หากคุณมีความรู้ วินัย และกลยุทธ์ที่เหมาะสม
เลือก Day Trading หาก:
- คุณมีเวลาว่างเต็มวัน
- ชอบความตื่นเต้นและการตัดสินใจรวดเร็ว
- ต้องการรายได้สม่ำเสมอทุกวัน
- ทนแรงกดดันได้ดีและควบคุมอารมณ์ได้
เลือก Swing Trading หาก:
- มีงานประจำหรือไม่สามารถติดหน้าจอได้ทั้งวัน
- ต้องการลดความเครียดและมีเวลาให้ครอบครัว
- ยอมรอผลตอบแทนที่ใหญ่กว่าแต่ได้รับช้ากว่า
- ชอบวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาวมากกว่าจังหวะระยะสั้น
ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีแผนการเทรดที่ชัดเจน และจัดการความเสี่ยงอย่างเข้มงวด หากคุณต้องการเริ่มต้นอย่างถูกวิธี Uhas มีหลักสูตรเรียนเทรด Forex ที่ครอบคลุมทั้งการเทรดแบบ Day Trading และ Swing Trading พร้อมเทคนิคการวิเคราะห์ตลาด การจัดการความเสี่ยง และกลยุทธ์ที่เหมาะกับนักเทรดทุกระดับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Day Trading เสี่ยงกว่า Swing Trading ใช่หรือไม่?
ไม่จำเป็น ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับการจัดการมากกว่าวิธีการเทรด Day Trading มีความเสี่ยงจากการตัดสินใจรวดเร็วและค่าธรรมเนียมสูง แต่หลีกเลี่ยง overnight gap ในขณะที่ Swing Trading มีความเสี่ยงจากข่าวฉุกเฉินที่ออกนอกเวลาตลาด หากตั้ง Stop Loss และไม่เสี่ยงเกิน 1-2% ต่อออร์เดอร์ ทั้งสองวิธีมีความเสี่ยงในระดับที่จัดการได้
ทุนเริ่มต้นสำหรับ Day Trading และ Swing Trading ควรมีเท่าไหร่?
Day Trading ควรมีทุนอย่างน้อย 2,000-5,000 USD เพราะต้องเทรดบ่อยและรับมือกับค่าธรรมเนียม Swing Trading สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ 500-1,000 USD แต่ทั้งสองกรณีควรเป็นเงินที่สามารถเสี่ยงได้โดยไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายประจำ อย่าใช้เงินก้อนสุดท้ายหรือเงินกู้มาเทรด
สามารถใช้ทั้งสอง Strategy ร่วมกันได้หรือไม่?
ได้ แต่ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ นักเทรดมืออาชีพบางคนใช้ Swing Trading สำหรับออร์เดอร์หลัก และ Day Trading สำหรับหาเงินระหว่างวัน แต่วิธีนี้ต้องการทักษะสูงและการแบ่งทุนอย่างชัดเจน มือใหม่ควรเชี่ยวชาญวิธีหนึ่งก่อน แล้วค่อยขยายไปอีกวิธี
Swing Trading ต้องเช็คกราฟบ่อยแค่ไหน?
เพียงวันละ 1-2 ครั้ง (เช้าและเย็น) เพื่อดูว่าราคาเคลื่อนไหวตามแผนหรือไม่ และปรับ Stop Loss/Take Profit ถ้าจำเป็น บางคนเช็คเฉพาะเวลาปิดเทียนรายวัน (00:00 GMT+7) ก็เพียงพอ ไม่ต้องนั่งดูตลอดเหมือน Day Trading
ใช้ leverage เท่าไหร่เหมาะกับนักเทรดมือใหม่?
ไม่ควรเกิน 1:20 ถึง 1:50 สำหรับมือใหม่ แม้โบรกเกอร์จะเสนอ 1:500 หรือ 1:1000 leverage สูงหมายถึงคุณสามารถขาดทุนเร็วกว่า ควรเริ่มจาก 1:10 หรือ 1:20 ก่อน เมื่อมีประสบการณ์แล้วค่อยเพิ่มเป็น 1:50 อย่าใช้ leverage สูงเกินเพื่อเทรด lot ใหญ่
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


