U
UHAS
XAU/USD0.00%

Hedge คืออะไร ? Hedging คืออะไร ? (วีดีโอ)

ในโลกของการเทรดที่เต็มไปด้วยความผันผวน การรู้จักป้องกันความเสี่ยงคือทักษะสำคัญที่แยกเทรดเดอร์มืออาชีพออกจากมือใหม่ Hedging

P
Patiphan Uhas
29 มกราคม 2564·5 นาทีอ่าน
แชร์
Hedge คืออะไร ? Hedging คืออะไร ?

ในโลกของการเทรดที่เต็มไปด้วยความผันผวน การรู้จักป้องกันความเสี่ยงคือทักษะสำคัญที่แยกเทรดเดอร์มืออาชีพออกจากมือใหม่ Hedging หรือการป้องกันความเสี่ยงคือกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่เป็นไปตามคาด โดยไม่ต้องปิดออเดอร์หลักของคุณ บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Hedging ตั้งแต่หลักการพื้นฐานไปจนถึงการนำไปใช้จริงในตลาด Forex

สรุปสาระสำคัญ

  • Hedging คือการเปิดออเดอร์ที่มีทิศทางตรงข้ามเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
  • Hedge ไม่ใช่การทำกำไร แต่เป็นการลดความเสี่ยงและรักษาเงินทุนในช่วงที่ตลาดไม่แน่นอน
  • บัญชี Hedging อนุญาตให้เปิด Buy และ Sell ในคู่เงินเดียวกันพร้อมกัน ในขณะที่บัญชี Netting จะหักล้างออเดอร์อัตโนมัติ
  • ต้นทุนของการ Hedge รวมถึง Spread สองเท่าและค่า Swap ที่อาจสะสมเมื่อถือออเดอร์ข้ามคืน
  • Hedging เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ระดับกลางขึ้นไปที่เข้าใจโครงสร้างตลาดและมีแผนการจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน

Hedge และ Hedging คืออะไร

Hedge คือออเดอร์หรือตำแหน่งที่เปิดขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากออเดอร์หลักที่มีอยู่แล้ว โดยปกติจะเป็นออเดอร์ที่มีทิศทางตรงข้ามกับออเดอร์เดิม ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปิด Buy EUR/USD ไว้ 1 lot แต่กังวลว่าราคาอาจร่วงลงในระยะสั้น คุณอาจเปิด Sell EUR/USD อีก 1 lot เพื่อ "ป้องกัน" การขาดทุนชั่วคระยะนั้น

แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

Hedging คือกระบวนการหรือกลยุทธ์ในการใช้ Hedge เพื่อลดความเสี่ยง มันไม่ใช่เครื่องมือสร้างกำไร แต่เป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยง (Risk Management) ที่ช่วยให้คุณรักษาเงินทุนไว้ได้ในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ไม่คาดคิด

ในตลาด Forex การ Hedging มักหมายถึง:

  • Direct Hedge: เปิดออเดอร์ตรงข้ามในคู่เงินเดียวกัน (เช่น Buy และ Sell EUR/USD พร้อมกัน)
  • Cross Hedge: ใช้คู่เงินที่มี Correlation สูงมาป้องกันความเสี่ยง (เช่น Hedge EUR/USD ด้วย GBP/USD)
  • Options Hedge: ใช้ Options หรือ Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยง (แต่ไม่พบบ่อยในตลาด Retail Forex)
INFO

ความแตกต่างระหว่าง Hedging กับการเปิดหลายออเดอร์: การเปิดหลายออเดอร์ในทิศทางเดียวกันคือการเพิ่มความเสี่ยง (Scaling In) ในขณะที่ Hedging คือการเปิดออเดอร์ตรงข้ามเพื่อลดความเสี่ยง

ทำไมเทรดเดอร์ถึงใช้ Hedging

เทรดเดอร์ Forex ใช้กลยุทธ์ Hedging ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น:

1. ป้องกันในช่วงข่าวสำคัญ

เมื่อมีข่าวเศรษฐกิจสำคัญเช่น Non-Farm Payrolls (NFP) หรือการประกาศดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ตลาดอาจเคลื่อนไหวรุนแรงทันที หากคุณมีออเดอร์ระยะยาวที่ไม่อยากปิด คุณอาจเปิด Hedge ชั่วคราวเพื่อล็อกความเสี่ยงจนกว่าความผันผวนจะผ่านไป

ตัวอย่าง: คุณถือ Buy GBP/USD ไว้ที่ 1.2500 โดยเชื่อว่าระยะยาวจะขึ้น แต่มีข่าว Bank of England ในอีก 2 ชั่วโมง คุณอาจเปิด Sell GBP/USD ชั่วคราวเพื่อป้องกันการร่วงแรงหลังข่าว จากนั้นปิด Hedge เมื่อสถานการณ์ชัดเจน

2. รักษาออเดอร์ระยะยาวขณะที่ตลาดย้อนกลับชั่วคราว

บางครั้งการวิเคราะห์ระยะยาวของคุณยังถูกต้อง แต่ตลาดกำลัง Pullback หรือ Correction ในระยะสั้น แทนที่จะปิดออเดอร์และเสียโอกาสในการขึ้นต่อ คุณอาจเปิด Hedge เพื่อล็อกการขาดทุนชั่วคราว

ตัวอย่าง: คุณเปิด Buy EUR/USD ที่ 1.1000 และราคาขึ้นมาที่ 1.1200 (+200 pips) แต่คุณเห็นสัญญาณการแก้ตัวในระยะสั้น คุณอาจเปิด Sell EUR/USD ที่ 1.1200 เพื่อล็อกกำไร และปิด Hedge เมื่อราคาแก้ตัวเสร็จ จากนั้นปล่อยให้ Buy เดิมทำกำไรต่อไป

3. จัดการออเดอร์ที่ติดลบ (Drawdown Management)

เมื่อออเดอร์ติดลบมาก การ Hedge สามารถช่วยให้คุณมีเวลาคิดและวางแผนโดยไม่ให้การขาดทุนแย่ลงไปอีก แต่ต้องระวังว่านี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาถาวร — คุณยังต้องหาทางออกที่เหมาะสมในที่สุด

NOTE

ข้อควรระวัง: การ Hedge ออเดอร์ที่ติดลบมาก (เช่น -500 pips) ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ขาดทุน มันแค่หยุดการขาดทุนเพิ่มชั่วคราว คุณยังต้องจ่าย Spread และ Swap ตลอดระยะเวลาที่ Hedge ซึ่งอาจสะสมเป็นต้นทุนสูงหากถือไว้นาน

ข้อดีและข้อเสียของการ Hedging

ข้อดี

  1. ลดความเสี่ยงในช่วงที่ไม่แน่นอน: ช่วยป้องกันการขาดทุนเพิ่มเติมเมื่อทิศทางของตลาดไม่ชัดเจน
  2. ไม่ต้องปิดออเดอร์หลัก: คุณสามารถรักษาตำแหน่งระยะยาวไว้โดยไม่ต้องเสียโอกาสในการทำกำไรต่อ
  3. ความยืดหยุ่นในการจัดการ: คุณสามารถเลือกปิด Hedge เมื่อไหร่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด
  4. ช่วยทางจิตใจ: ลดความกดดันและอารมณ์เมื่อต้องเผชิญกับความผันผวนสูง

ข้อเสีย

  1. ต้นทุนสูง: คุณต้องจ่าย Spread สองเท่า (Buy และ Sell) บวกกับ Swap ที่อาจสะสมทุกคืนหากถือออเดอร์ข้ามคืน
  2. ไม่ได้แก้ปัญหาถาวร: Hedging แค่ชะลอการขาดทุน ไม่ได้ทำให้ออเดอร์ที่ผิดกลายเป็นถูก
  3. ซับซ้อนในการจัดการ: ต้องติดตามและตัดสินใจว่าจะปิด Hedge เมื่อไหร่ ถ้าตัดสินใจผิดอาจทำให้เสียเปรียบมากขึ้น
  4. ไม่ทำกำไร: เมื่อคุณ Hedge เต็มจำนวน (Buy 1 lot และ Sell 1 lot) กำไร-ขาดทุนจะหักล้างกัน คุณไม่ได้เงินเพิ่มขณะที่จ่ายต้นทุนไป
TIP

เคล็ดลับ: ใช้ Hedging เป็นเครื่องมือชั่วคราว ไม่ใช่กลยุทธ์หลัก ออกแบบแผนการปิด Hedge ตั้งแต่ต้นว่าจะทำอย่างไรเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

ความแตกต่างระหว่างบัญชี Hedging และ Netting

โบรกเกอร์ Forex มีระบบบัญชีสองประเภทหลักที่ส่งผลต่อการ Hedging:

บัญชีแบบ Hedging (Hedge Account)

  • อนุญาตให้เปิด Buy และ Sell ในคู่เงินเดียวกันพร้อมกัน: ออเดอร์ทั้งสองจะแสดงแยกกันใน Terminal
  • ยืดหยุ่นในการจัดการ: คุณสามารถปิดออเดอร์ใดออเดอร์หนึ่งโดยไม่กระทบอีกออเดอร์
  • เหมาะสำหรับ: Scalping, News Trading, การจัดการออเดอร์หลายตำแหน่ง
  • โบรกเกอร์ที่รองรับ: ส่วนใหญ่ในตลาดเอเชีย, Exness, XM, FBS (ตัวอย่าง)

บัญชีแบบ Netting (Net Account)

  • ห้ามเปิด Buy และ Sell พร้อมกัน: เมื่อคุณเปิด Sell ขณะที่มี Buy อยู่ ระบบจะหักล้างกันอัตโนมัติ
  • แสดงเฉพาะ Net Position: Terminal แสดงเพียงออเดอร์สุทธิที่เหลือ (เช่น Buy 0.5 lot หากเดิมมี Buy 1 lot และเปิด Sell 0.5 lot เพิ่ม)
  • ข้อดี: ง่ายต่อการมองเห็นสถานะรวม, ลด Margin ที่ใช้ (บางโบรกเกอร์)
  • ข้อเสีย: ไม่สามารถ Hedge ได้โดยตรง ต้องใช้วิธีอื่น (เช่น Hedge ด้วยคู่เงินที่ Correlate)
  • โบรกเกอร์ที่รองรับ: โบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้กฎหมาย NFA ของสหรัฐอเมริกา, OANDA (บางบัญชี)
INFO

เลือกโบรกเกอร์ให้ตรงกับกลยุทธ์: หากคุณต้องการใช้ Hedging เป็นกลยุทธ์หลัก ให้เลือกโบรกเกอร์ที่รองรับบัญชี Hedging อย่างชัดเจน ตรวจสอบใน Terms & Conditions หรือทดลองใน Demo Account ก่อน

วิธีการ Hedging ในทางปฏิบัติ

กรณีที่ 1: Hedging เต็มจำนวน (Full Hedge)

คุณเปิดออเดอร์ตรงข้ามเท่ากับออเดอร์เดิมทุกประการ

ตัวอย่าง:

  • เปิด Buy EUR/USD 1.00 lot ที่ 1.1000
  • ต่อมาเปิด Sell EUR/USD 1.00 lot ที่ 1.1050 (เพื่อล็อกกำไร +50 pips)

ผลลัพธ์: ไม่ว่าราคาจะเคลื่อนไหวไปทางไหน กำไร-ขาดทุนรวมจะคงที่ (+50 pips จากช่วงก่อน Hedge) แต่คุณต้องจ่าย Spread สองครั้งและ Swap ทุกคืน

กรณีที่ 2: Hedging บางส่วน (Partial Hedge)

คุณเปิดออเดอร์ตรงข้ามแต่ใช้ Lot Size น้อยกว่า

ตัวอย่าง:

  • เปิด Buy EUR/USD 1.00 lot ที่ 1.1000
  • ต่อมาเปิด Sell EUR/USD 0.50 lot ที่ 1.1050 (เพื่อลดความเสี่ยง 50%)

ผลลัพธ์:

  • ถ้าราคาขึ้นต่อไปที่ 1.1100: Buy ได้ +100 pips (100 USD ต่อ 0.01 lot) Sell เสีย -50 pips รวมได้ +50 pips สุทธิ
  • ถ้าราคาลงไปที่ 1.1000: Buy +-0 pips Sell ได้ +50 pips รวมได้ +50 pips สุทธิ

คุณยังคงมีความเสี่ยงด้านใดด้านหนึ่งอยู่ แต่น้อยกว่าไม่ Hedge

กรณีที่ 3: Hedging ด้วยคู่เงินที่เกี่ยวข้อง

ใช้คู่เงินที่มี Positive Correlation สูงมา Hedge แทน

ตัวอย่าง:

  • เปิด Buy EUR/USD 1.00 lot
  • แทนที่จะเปิด Sell EUR/USD คุณเปิด Sell GBP/USD 0.80 lot (เพราะ EUR/USD และ GBP/USD มักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกัน)

ข้อดี: คุณไม่ได้ล็อกราคาไว้ตายตัว หาก EUR แข็งแต่ GBP อ่อน คุณอาจได้กำไรทั้งสองด้าน
ข้อเสีย: Correlation ไม่ได้สมบูรณ์ 100% คุณอาจขาดทุนทั้งสองออเดอร์ได้หากตลาดเคลื่อนไหวผิดคาด

NOTE

ข้อควรระวัง: Correlation เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุการณ์ เช่น Brexit ทำให้ GBP/USD แยกตัวจาก EUR/USD อย่างรุนแรง ใช้วิธีนี้เฉพาะเมื่อคุณเข้าใจพลวัตของทั้งสองคู่เงินอย่างลึกซึ้ง

ต้นทุนที่ต้องคำนึงเมื่อ Hedging

  1. Spread สองเท่า: เมื่อเปิด Buy และ Sell คุณจ่าย Spread สำหรับทั้งสองออเดอร์ ตัวอย่าง หาก EUR/USD มี Spread 1.5 pips คุณเสีย 3 pips ทันทีเมื่อเปิด Hedge เต็มจำนวน

  2. Swap (Overnight Interest):

    • Buy EUR/USD Swap: -5 USD/lot/คืน
    • Sell EUR/USD Swap: -3 USD/lot/คืน
    • รวม: -8 USD/lot/คืน (สมมติ)
    • ถ้าคุณ Hedge 1 lot ไว้ 30 วัน = -240 USD
  3. Margin: แม้กำไร-ขาดทุนจะหักล้างกัน แต่บางโบรกเกอร์ยังคิด Margin สำหรับทั้งสองออเดอร์ (Hedging Margin แตกต่างกันตามโบรกเกอร์)

ตัวอย่างคำนวณ:
คุณเปิด Buy และ Sell EUR/USD อย่างละ 1 lot ไว้ 10 วัน

  • Spread: 3 pips = 30 USD
  • Swap: 8 USD/คืน × 10 วัน = 80 USD
  • รวมต้นทุน: 110 USD

นี่คือเงินที่คุณเสียไปโดยไม่ได้กำไรอะไรเพิ่ม จึงต้องมั่นใจว่าการ Hedge คุ้มค่ากับต้นทุนนี้

เมื่อไหร่ควร (และไม่ควร) ใช้ Hedging

ควรใช้ Hedging เมื่อ:

  • มีเหตุการณ์ระยะสั้นที่คาดการณ์ยาก (เช่น ข่าว Fed, Geopolitical Risk) แต่คุณมั่นใจในทิศทางระยะยาว
  • ออเดอร์หลักของคุณกำลังกำไรมาก และคุณต้องการล็อกบางส่วนโดยไม่ปิดออเดอร์
  • คุณมีแผนชัดเจนว่าจะปิด Hedge เมื่อไหร่ (เช่น หลังข่าวออก หลังราคาแตะ Support/Resistance สำคัญ)
  • ระบบเทรดของคุณรองรับการจัดการ Hedge (เช่น มี EA หรือ Script ช่วยคำนวณ)

ไม่ควรใช้ Hedging เมื่อ:

  • คุณเป็นมือใหม่ ที่ยังไม่เข้าใจ Money Management พื้นฐาน
  • ออเดอร์เดิมผิดพลาดอย่างชัดเจน: การ Hedge แค่ชะลอการยอมรับความผิดพลาด Cut Loss เป็นทางเลือกที่ดีกว่า
  • คุณไม่มีแผนการออก: Hedging โดยไม่มีแผนจะทำให้คุณติดอยู่ในสถานการณ์ขาดทุนสะสม (จาก Swap และ Spread)
  • บัญชีของคุณเป็น Netting Account: คุณไม่สามารถ Hedge ได้โดยตรง ต้องใช้วิธีอื่น
  • Spread และ Swap สูงมาก: ในคู่เงิน Exotic หรือช่วงเวลา Low Liquidity ต้นทุนอาจสูงเกินคุ้ม
TIP

กฎทอง: ใช้ Hedging เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ทางหนีการตัดสินใจ หากคุณต้อง Hedge บ่อยๆ แสดงว่าอาจมีปัญหาในระบบเทรดหรือ Risk Management ของคุณ

Hedging กับ Stop Loss — อะไรดีกว่ากัน

คำถามที่เทรดเดอร์มือใหม่ถามบ่อย: ควรใช้ Hedging หรือวาง Stop Loss?

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

Stop Loss:

  • ข้อดี: ง่าย ชัดเจน ตัดขาดทุนได้เด็ดขาด ไม่มีต้นทุนสะสม
  • ข้อเสีย: อาจโดน Stop Hunt หรือถูก Stop ก่อนราคาย้อนกลับ

Hedging:

  • ข้อดี: ไม่ต้องปิดออเดอร์ มีโอกาสรอราคากลับ ยืดหยุ่นในการจัดการ
  • ข้อเสีย: ต้นทุนสูง ซับซ้อน อาจกลายเป็นการหนีปัญหา

คำตอบ: ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ Stop Loss ดีกว่าและปลอดภัยกว่า Hedging เหมาะสำหรับสถานการณ์พิเศษเท่านั้น เช่น:

  • คุณถือออเดอร์ระยะยาวและมั่นใจในทิศทางหลัก
  • มี Event Risk ระยะสั้นที่ไม่อยากให้กระทบออเดอร์หลัก
  • คุณมีประสบการณ์เพียงพอที่จะจัดการความซับซ้อน

สำหรับมือใหม่: เรียนรู้การวาง Stop Loss ให้ถูกต้องก่อน อย่าเพิ่งใช้ Hedging จนกว่าจะมี Equity เกิน 10,000 USD และมีประสบการณ์เทรดอย่างน้อย 1-2 ปี

ตัวอย่างกรณีศึกษา: Hedging ในสถานการณ์จริง

กรณีศึกษา 1: ข่าว NFP กระทบออเดอร์ระยะยาว

สถานการณ์: วันที่ 3 มกราคม 2025 คุณเปิด Buy EUR/USD 1 lot ที่ 1.0300 โดยคาดว่าราคาจะขึ้นไป 1.0500 ภายใน 2 สัปดาห์ ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 1.0350 (+50 pips) แต่จะมีข่าว US Non-Farm Payrolls ในอีก 6 ชั่วโมง คุณกังวลว่าข่าวอาจทำให้ Dollar แข็งแรงขึ้นและราคาร่วงลง

แผนภาพพฤติกรรมราคาช่วงข่าวแรง: ก่อนข่าวราคาแกว่งแคบ วินาทีประกาศราคาสะบัดขึ้นลงกวาด Stop สองฝั่งพร้อมสเปรดถ่างกว้าง แล้วค่อยเลือกทางจริงหลังฝุ่นหาย
แผนภาพพฤติกรรมราคาช่วงข่าวแรง: ก่อนข่าวราคาแกว่งแคบ วินาทีประกาศราคาสะบัดขึ้นลงกวาด Stop สองฝั่งพร้อมสเปรดถ่างกว้าง แล้วค่อยเลือกทางจริงหลังฝุ่นหาย

การกระทำ:

  1. เปิด Sell EUR/USD 1 lot ที่ 1.0350 (Hedge เต็มจำนวน)
  2. หลังข่าวออกและราคาเคลื่อนไหวชัดเจน:
    • กรณี A: ราคาร่วงไป 1.0250 (-100 pips จาก Hedge) → ปิด Buy ต้นเดิมที่ขาดทุน -50 pips, ถือ Sell ต่อเพื่อทำกำไรจากเทรนด์ลง
    • กรณี B: ราคาขึ้นต่อไ

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง