กลยุทธ์ Breakout ในช่วงตลาดลอนดอน วิเคราะห์ง่ายสุดๆ
ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงสุดในช่วงเปิดเซสชั่นลอนดอน — นั่นคือโอกาสทองสำหรับ Day Trader และ Scalper ที่ต้องการทำกำไรจากความผันผวนระยะสั้น

ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงสุดในช่วงเปิดเซสชั่นลอนดอน — นั่นคือโอกาสทองสำหรับ Day Trader และ Scalper ที่ต้องการทำกำไรจากความผันผวนระยะสั้น บทความนี้จะอธิบายกลยุทธ์ London Breakout แบบเข้าใจง่าย พร้อมทริคการอ่านสัญญาณคอนเฟิร์มที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าออเดอร์เร็วเกินไป
สรุปสาระสำคัญ
- เซสชั่นลอนดอนเริ่ม 14:00–15:00 น. (GMT+7) มีสภาพคล่องสูงที่สุดในวัน
- วาดเส้นแนวรับ-แนวต้านจากช่วง 1 ชั่วโมงสุดท้ายของเซสชั่นเอเชีย
- ห้ามเปิดออเดอร์ทันทีเมื่อราคาทะลุโซน — รอสัญญาณการกลับตัวก่อน
- คู่เงินที่เหมาะสม: GBP/USD, GBP/JPY (Spread ต่ำ ความผันผวนสูง)
ทำไมเซสชั่นลอนดอนถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์
ตลาด Forex เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง แต่แบ่งออกเป็น 3 เซสชั่นหลัก — Tokyo (เอเชีย), London (ยุโรป), และ New York (อเมริกา) ในบรรดาทั้งสามเซสชั่น ลอนดอนมีปริมาณการซื้อขายสูงสุดประมาณ 35-40% ของตลาด Forex ทั้งหมด เนื่องจากลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินโลกและเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างตลาดเอเชียและอเมริกา
ช่วงเวลาเปิดตลาดลอนดอน (ประมาณ 14:00–15:00 น. ตามเวลาไทย GMT+7) มักเกิดการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง เพราะเป็นช่วงที่:
- นักลงทุนสถาบันในยุโรปเริ่มเปิดออเดอร์ขนาดใหญ่
- Liquidity Provider ปรับสเปรดให้แคบลง
- ราคาฝ่า Range ที่สะสมไว้ในช่วงเซสชั่นเอเชีย
กลยุทธ์ London Breakout ใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวรอบเริ่มต้นของเซสชั่นนี้โดยตรง
เหมาะกับเทรดเดอร์สไตล์ไหน
กลยุทธ์นี้ออกแบบมาสำหรับ Scalper และ Day Trader ที่:
- สามารถติดตามกราฟได้ในช่วง 14:00–18:00 น. (เวลาไทย)
- พอใจกับกำไรระยะสั้น 10–30 pips ต่อออเดอร์
- ยอมรับความเสี่ยงสูง (Stop Loss แคบ ความผันผวนสูง)
- ไม่ใช่เทรดเดอร์สาย Swing หรือ Position Trading
กลยุทธ์นี้ไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่คุ้นเคยกับการจัดการ Stop Loss และ Take Profit ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว
คู่เงินที่เหมาะสมสำหรับ London Breakout
คู่เงินที่มีปริมาณการซื้อขายสูงในช่วงเซสชั่นลอนดอน:

GBP/USD (Cable)
- Spread เฉลี่ย 0.8–1.5 pips ในโบรกเกอร์ ECN
- ความผันผวนเฉลี่ย 80–120 pips ต่อวัน
- มีสภาพคล่องสูงที่สุดในกลุ่มคู่เงินที่มี GBP
GBP/JPY (Guppy)
- Spread เฉลี่ย 1.5–2.5 pips
- ความผันผวนสูงถึง 100–150 pips ต่อวัน
- เหมาะกับ Scalper ที่ชอบการเคลื่อนไหวรวดเร็ว
คู่เงินอื่นที่ใช้ได้: EUR/USD, EUR/GBP, GBP/CHF — แต่ GBP/USD และ GBP/JPY ให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีที่สุดในช่วงเซสชั่นลอนดอน
วิธีวาดเส้นแนวรับ-แนวต้านสำหรับกลยุทธ์นี้

ขั้นตอนการวาด
- เปิดกราฟ Timeframe M15 หรือ M30
- หาช่วงเวลา 1 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเซสชั่นลอนดอนเปิด (ประมาณ 13:00–14:00 น. เวลาไทย)
- วาดเส้นแนวต้านที่จุดสูงสุดของราคาในช่วงนั้น
- วาดเส้นแนวรับที่จุดต่ำสุดของราคาในช่วงนั้น
จากภาพจะเห็นว่าช่วงท้ายของเซสชั่นเอเชียมักเป็น Sideways (Consolidation) — ราคาเคลื่อนไหวในช่วงแคบและมีสภาพคล่องต่ำ เว้นแต่จะมีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมาในช่วงนั้น
สิ่งที่ต้องระวัง
- ถ้าช่วง Consolidation กว้างเกิน 40 pips ให้ข้ามไปวันใหม่ (ความเสี่ยงสูงเกินไป)
- ถ้าแคบเกินไป (ต่ำกว่า 15 pips) กำไรที่ได้อาจไม่คุ้มความเสี่ยง
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ขาดทุน: รีบเข้าออเดอร์เร็วเกินไป
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ใช้กลยุทธ์นี้ล้มเหลวเพราะตั้งค่า Pending Order แบบ Buy Stop/Sell Stop ห่างจากเส้นแนวรับ-แนวต้านเพียง 2–5 pips แล้วรอให้ราคาทะลุโซนและเปิดออเดอร์ทันที
ปัญหา: ราคามักทำ False Breakout (ทะลุโซนแล้วกลับตัวทันที) ในช่วงเซสชั่นลอนดอนเนื่องจาก:
- Stop Loss Hunting จากนักเทรดสถาบัน
- Order Flow ที่ไม่สมดุลในช่วงเริ่มต้นเซสชั่น
- Slippage สูงในช่วงเปิดตลาด
ทริคหลักของกลยุทธ์นี้: เทรดสวนทาง (Counter-Trend)
กลยุทธ์ที่น่าสนใจจากแหล่งข้อมูลต้นฉบับคือ:
- ถ้าราคาทะลุเหนือแนวต้าน → พิจารณาเปิด Sell
- ถ้าราคาทะลุต่ำกว่าแนวรับ → พิจารณาเปิด Buy
ฟังดูขัดกับตรรกะ แต่ในความเป็นจริง ราคามักกลับตัวหลังจาก Breakout ครั้งแรกในช่วงเซสชั่นลอนดอน เนื่องจาก:
- Liquidity Provider ปิดออเดอร์เก่าและเปิดออเดอร์ใหม่
- Stop Loss ของเทรดเดอร์รายย่อยถูกกวาดออกไปแล้ว
- ราคากลับไป "เก็บ" Liquidity ในโซนที่ทะลุไปแล้ว (Retest)
ทริคนี้ใช้ได้ดีในตลาดที่มี Ranging Behavior มากกว่า Trending Behavior — ดังนั้นต้องดูบริบททิศทางใหญ่ก่อน
ขั้นตอนการเทรดแบบเต็มรูปแบบ
1. วาดเส้นแนวรับ-แนวต้าน
ใช้ช่วง 1 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเซสชั่นลอนดอนเปิด (13:00–14:00 น. เวลาไทย) บน Timeframe M15 หรือ M30
2. รอดูการทะลุโซน (Breakout)
- ถ้าราคาปิดเหนือแนวต้าน → เตรียมพร้อม Sell
- ถ้าราคาปิดต่ำกว่าแนวรับ → เตรียมพร้อม Buy
"ปิด" หมายถึงแท่งเทียนต้องปิดเหนือ/ต่ำกว่าเส้น — ไม่ใช่แค่แตะเส้นแล้ววิ่งกลับ
3. รอสัญญาณการกลับตัว (Reversal Confirmation)
อย่างน้อยหนึ่งในสามสัญญาณต่อไปนี้:
- Pin Bar / Hammer / Shooting Star ที่เกิดขึ้นใกล้เส้นที่ทะลุไป
- Engulfing Candle (แท่งเทียนใหม่กลืนแท่งเทียนเก่า)
- RSI Divergence (ราคาทำ Higher High แต่ RSI ทำ Lower High)
4. เปิดออเดอร์
- Entry: ราคาปิดของแท่งเทียนคอนเฟิร์ม (หรือราคาเปิดของแท่งถัดไป)
- Stop Loss: เหนือ/ต่ำกว่าจุดสุดขั้วของ Pin Bar หรือ Engulfing Candle (บวก 5 pips)
- Take Profit: 1.5–2.0 เท่าของ Stop Loss (Risk-to-Reward Ratio = 1:1.5 ถึง 1:2)
ตัวอย่างการเทรดจริง
ตัวอย่างที่ 1: GBP/USD
- วาดเส้นแนวรับ-แนวต้านจากช่วง Consolidation
- ราคาปิดเหนือแนวต้าน → เตรียมพร้อม Sell
- เกิด Bearish Engulfing Candle (แท่งเทียนสีแดงกลืนแท่งเทียนสีเขียวก่อนหน้า)
- เปิด Sell ที่ราคาปิดของแท่ง Engulfing
- Stop Loss เหนือ High ของแท่ง Engulfing +5 pips
- Take Profit ที่ระดับแนวรับเดิม
ตัวอย่างที่ 2: GBP/JPY
- ราคาทะลุต่ำกว่าแนวรับ
- เกิด Bullish Pin Bar (แท่งเทียนมีหางยาวด้านล่าง)
- เปิด Buy ที่ราคาปิดของแท่ง Pin Bar
- Stop Loss ต่ำกว่า Low ของแท่ง Pin Bar +5 pips
- Take Profit ที่ระดับแนวต้านเดิม
เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับความสำเร็จ
ใช้ Timeframe หลายระดับ
- M15: สำหรับหาสัญญาณคอนเฟิร์ม
- H1: สำหรับดูทิศทางใหญ่ (ถ้าทิศทาง H1 ขาขึ้น อย่า Sell แม้จะเกิด Breakout ลง)
เลี่ยงวันที่มีข่าวสำคัญ
หลีกเลี่ยงการเทรดกลยุทธ์นี้ในวันที่มี:
- UK GDP, UK Employment, BOE Interest Rate Decision
- ข่าวเศรษฐกิจ High Impact จาก Eurozone
จำกัดจำนวนออเดอร์
- เปิดได้ไม่เกิน 1–2 ออเดอร์ต่อวัน
- ถ้าออเดอร์แรกขาดทุน อย่ารีบเปิดออเดอร์ที่สอง (Revenge Trading)
ใช้ Risk Management เข้มงวด
- ไม่เสี่ยงเกิน 1–2% ของเงินทุนต่อ 1 ออเดอร์
- ถ้า Stop Loss = 20 pips และเงินทุน = 10,000 USD → ใช้ Lot Size = 0.05 lot (เสี่ยง $10 หรือ 1%)
สูตรคำนวณ Lot Size: (เงินทุน × % ที่ยอมเสี่ยง) ÷ (Stop Loss ใน pips × มูลค่า 1 pip)
ข้อจำกัดของกลยุทธ์นี้
1. ไม่เหมาะกับตลาด Trending แรง
ถ้าตลาดมี Momentum ขาขึ้นหรือขาลงแรง (เช่น มีข่าวใหญ่ออกมา) ราคาอาจไม่กลับตัวตามที่คาดหวัง
2. Slippage สูงในช่วงเปิดเซสชั่น
โบรกเกอร์บางรายปรับสเปรดให้กว้างขึ้นในช่วง 14:00–14:15 น. (เวลาไทย) ทำให้ Entry ราคาห่างจากจุดที่วางแผนไว้
3. ต้องการทักษะในการอ่าน Price Action
เทรดเดอร์ต้องสามารถแยกแยะ Pin Bar, Engulfing, Divergence ได้อย่างแม่นยำ — ไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่มีประสบการณ์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กลยุทธ์ London Breakout คืออะไร?
กลยุทธ์ London Breakout คือวิธีการเทรด Forex ที่ใช้ประโยชน์จากความผันผวนในช่วงเปิดเซสชั่นลอนดอน โดยวาดเส้นแนวรับ-แนวต้านจากช่วงท้ายเซสชั่นเอเชีย แล้วรอดูการทะลุโซนและเปิดออเดอร์ในทิศทางตรงข้าม (Counter-Trend) เมื่อมีสัญญาณการกลับตัว
ควรใช้ Timeframe ไหนสำหรับกลยุทธ์นี้?
Timeframe ที่เหมาะสมที่สุดคือ M15 และ M30 สำหรับหาสัญญาณเข้าออเดอร์ แต่ควรดู Timeframe H1 เพื่อยืนยันทิศทางใหญ่ก่อนเปิดออเดอร์
ทำไมต้องรอสัญญาณคอนเฟิร์มก่อนเปิดออเดอร์?
เพราะราคามักทำ False Breakout (ทะลุแล้วกลับตัว) ในช่วงเปิดเซสชั่นลอนดอน การรอสัญญาณเช่น Pin Bar หรือ Engulfing Candle ช่วยกรองออเดอร์ที่มีโอกาสขาดทุนสูงออกไป
ควรตั้ง Stop Loss ไว้ที่ไหน?
ตั้ง Stop Loss เหนือ/ต่ำกว่าจุดสุดขั้วของแท่งเทียนคอนเฟิร์ม (เช่น High ของ Pin Bar หรือ Engulfing Candle) บวกเผื่อ 5 pips เพื่อป้องกัน Slippage
กลยุทธ์นี้ใช้ได้กับคู่เงินอื่นนอกจาก GBP/USD และ GBP/JPY หรือไม่?
ใช้ได้กับคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงในช่วงเซสชั่นลอนดอน เช่น EUR/USD, EUR/GBP, GBP/CHF แต่ GBP/USD และ GBP/JPY ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเพราะมีความผันผวนสูงและสเปรดแคบ
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


