U
UHAS
XAU/USD0.00%

หลักประกัน Forex คืออะไร

รวมเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับ Forex หลักประกัน Forex คืออะไรบ้าง เรื่องเหล่าเทรดเดอร์มือใหม่ต้องรู้ไว้ก่อนลงมือเทรด Forex สำหรับมือใหม่

P
Patiphan Uhas
27 มกราคม 2566·5 นาทีอ่าน
แชร์
หลักประกัน Forex คืออะไร มือใหม่ควรรู้ | Uhas.com

การเทรด Forex ต้องใช้เงินหลักประกัน (Margin) เป็นเงินค้ำประกันในบัญชีเทรดของคุณ เพื่อเปิดออเดอร์ซื้อขายคู่เงิน — หลักประกันนี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นเงินที่ถูกพักไว้ชั่วคราวและจะคืนให้เมื่อคุณปิดออเดอร์ ในบทความนี้เราจะอธิบายว่าหลักประกัน Forex คืออะไร คำนวณอย่างไร และมีความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงอย่างไร พร้อมทั้ง 50 ข้อควรรู้สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่

สรุปสาระสำคัญ

  • หลักประกัน (Margin) คือเงินค้ำประกันที่ถูกพักไว้เมื่อเปิดออเดอร์ และจะคืนให้เมื่อปิดออเดอร์
  • สูตรคำนวณ: Margin = (ราคาขณะเปิด × Lot × Contract Size) / Leverage
  • Leverage ยิ่งสูง Margin ที่ต้องใช้ยิ่งต่ำ แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • Margin Call เกิดขึ้นเมื่อ Equity ในบัญชีต่ำกว่า Margin ที่ต้องพักไว้
  • การเข้าใจหลักประกันช่วยวางแผนการบริหารเงินทุนและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักประกัน Forex (Margin) คืออะไร

หลักประกัน Forex หรือที่เรียกว่า Margin คือเงินที่โบรกเกอร์พักไว้ชั่วคราวจากบัญชีเทรดของคุณ เพื่อเป็นค้ำประกันในการเปิดออเดอร์ซื้อขายคู่เงิน เมื่อคุณส่งคำสั่ง Buy หรือ Sell โบรกเกอร์จะหักเงินจำนวนหนึ่งไว้เป็น Margin และเมื่อปิดออเดอร์ เงินส่วนนี้จะถูกคืนกลับเข้าบัญชีของคุณทันที

Margin ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย — มันเป็นเงินของคุณเองที่ถูกพักไว้ชั่วคราว คล้ายกับเงินมัดจำเมื่อคุณจองสินค้าหรือบริการ แต่ต่างกันตรงที่ Margin จะถูกคืนให้ 100% เมื่อคุณปิดการซื้อขาย

การมี Margin ช่วยให้คุณสามารถเทรดด้วยขนาด Lot ที่ใหญ่กว่าเงินที่มีในบัญชีได้มาก เพราะโบรกเกอร์ให้คุณใช้ Leverage (เลเวอเรจ หรืออัตราส่วนการยืม) ซึ่งเพิ่มกำลังซื้อของคุณขึ้นหลายเท่า

INFO

ตัวอย่าง: หากคุณมีเงินในบัญชี 1,000 USD และใช้ Leverage 1:100 คุณจะสามารถเทรดได้ถึง 100,000 USD — แต่คุณต้องพักเงิน Margin ไว้เพียงเศษเสี้ยวของจำนวนนั้น

การคำนวณหลักประกัน Forex

สูตรการคำนวณ Margin มีดังนี้:

Margin = (ราคาขณะเปิดออเดอร์ × จำนวน Lot × Contract Size) / Leverage

  • ราคาขณะเปิดออเดอร์ = ราคา Ask (ถ้าคุณ Buy) หรือ Bid (ถ้าคุณ Sell)
  • จำนวน Lot = ขนาดของออเดอร์ (เช่น 0.01, 0.10, 1.00)
  • Contract Size = ขนาดมาตรฐานของ 1 Lot (โดยทั่วไปคือ 100,000 หน่วยสกุลเงินฐาน)
  • Leverage = อัตราส่วนที่โบรกเกอร์ให้ยืม (เช่น 1:100, 1:500)

ตัวอย่างการคำนวณ

สมมติคุณต้องการเปิดออเดอร์ Buy EUR/USD โดยมีข้อมูลดังนี้:

  • ราคาปัจจุบัน (Ask): 1.1000
  • จำนวน Lot: 0.10 (มินิ Lot)
  • Contract Size: 100,000
  • Leverage: 1:100

คำนวณ Margin:

Margin = (1.1000 × 0.10 × 100,000) / 100
Margin = 11,000 / 100
Margin = 110.00 USD

หมายความว่า คุณต้องมีเงินอย่างน้อย 110.00 USD ในบัญชี เพื่อเปิดออเดอร์ขนาด 0.10 Lot นี้

TIP

เคล็ดลับ: Leverage ยิ่งสูง Margin ที่ต้องพักไว้ก็ยิ่งต่ำ — แต่ต้องระวัง เพราะความเสี่ยงในการขาดทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่าง Margin, Leverage และ Equity

เพื่อให้เข้าใจหลักประกัน Forex อย่างลึกซึ้ง คุณต้องรู้จักแนวคิดสำคัญ 3 อย่างนี้:

แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน
แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน

1. Margin (หลักประกัน)

เงินที่ถูกพักไว้ชั่วคราวเมื่อเปิดออเดอร์

2. Leverage (เลเวอเรจ)

อัตราส่วนเงินที่โบรกเกอร์ให้ยืม เพื่อขยายกำลังซื้อของคุณ — ยิ่ง Leverage สูง Margin ที่ต้องใช้ยิ่งน้อย แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

Leverage ที่พบบ่อย:

  • 1:50 — เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีความระมัดระวังสูง
  • 1:100 — สมดุลระหว่างความเสี่ยงและโอกาส
  • 1:200 ถึง 1:500 — เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และรู้จักบริหารความเสี่ยงเป็นอย่างดี
NOTE

คำเตือน: การใช้ Leverage เกิน 1:100 เพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก — คุณอาจสูญเสียเงินในบัญชีได้อย่างรวดเร็วหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางคุณ

3. Equity (มูลค่าบัญชีปัจจุบัน)

สูตร: Equity = Balance + Floating Profit/Loss

  • Balance = เงินต้นในบัญชี
  • Floating Profit/Loss = กำไรหรือขาดทุนของออเดอร์ที่เปิดค้างอยู่

ตัวอย่าง:

  • Balance: 1,000 USD
  • ออเดอร์ที่เปิดค้างอยู่: กำไร +50 USD
  • Equity = 1,000 + 50 = 1,050 USD

หาก Equity ลดลงจนใกล้ระดับ Margin ที่พักไว้ โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือน Margin Call และหากต่ำกว่าระดับ Stop Out อาจปิดออเดอร์ของคุณอัตโนมัติ

Margin Call และ Stop Out คืออะไร

แผนภาพเกจ Margin Level: โซนเขียวปลอดภัยเมื่อสูงกว่าหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ โซนเหลือง Margin Call เตือนให้เติมเงินหรือลดไม้ และโซนแดง Stop Out ที่ระบบปิดออเดอร์อัตโนมัติ
แผนภาพเกจ Margin Level: โซนเขียวปลอดภัยเมื่อสูงกว่าหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ โซนเหลือง Margin Call เตือนให้เติมเงินหรือลดไม้ และโซนแดง Stop Out ที่ระบบปิดออเดอร์อัตโนมัติ

Margin Call

เป็นสัญญาณเตือนจากโบรกเกอร์เมื่อ Equity ในบัญชีของคุณใกล้หมด และต่ำกว่าระดับ Margin ที่ต้องพักไว้ — โดยทั่วไปเกิดเมื่อ Equity ต่ำกว่า 100% ของ Margin (บางโบรกเกอร์กำหนดที่ 80% หรือ 50%)

Stop Out

หาก Equity ลดลงต่อไปจนต่ำกว่าระดับ Stop Out (มักอยู่ที่ 20%-50% ของ Margin) โบรกเกอร์จะปิดออเดอร์ของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณขาดทุนมากกว่าเงินในบัญชี

ตัวอย่าง:

  • คุณมี Balance 1,000 USD
  • เปิดออเดอร์ใช้ Margin 200 USD
  • ออเดอร์ขาดทุน -750 USD
  • Equity = 1,000 - 750 = 250 USD
  • ระดับ Margin Call = 200 USD (100% ของ Margin)
  • Equity ยังสูงกว่า Margin Call เล็กน้อย แต่ใกล้จะถูก Stop Out แล้ว
NOTE

สิ่งที่ต้องระวัง: หาก Equity ลดลงเหลือ 100 USD (ต่ำกว่า Stop Out 50% ของ 200) ระบบจะปิดออเดอร์ทันที

ทำไมหลักประกัน Forex จึงสำคัญ

การเข้าใจหลักประกันช่วยให้คุณ:

  1. วางแผนการบริหารเงินทุน (Money Management) — รู้ว่าต้องพักเงิน Margin เท่าไหร่ต่อ 1 ออเดอร์
  2. หลีกเลี่ยง Margin Call — คำนวณขนาด Lot ให้เหมาะสมกับเงินทุนที่มี
  3. ควบคุมความเสี่ยง — ใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง ไม่เปิดออเดอร์มากเกินไป
  4. เทรดได้อย่างมั่นใจ — รู้ว่าเงินในบัญชีเพียงพอสำหรับออเดอร์ที่วางแผนไว้

50 ข้อควรรู้สำหรับเทรดเดอร์ Forex มือใหม่

https://youtu.be/VwSkFfOyvpg

นอกจากการเข้าใจหลักประกันแล้ว เทรดเดอร์มือใหม่ยังควรรู้จักแนวคิดพื้นฐานและเคล็ดลับเหล่านี้:

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตลาด Forex

  1. ตลาด Forex มีสภาพคล่องทางการเงินสูงที่สุดในโลก
  2. เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
  3. ไม่มีศูนย์กลางการซื้อขาย — เรียกว่า Over The Counter (OTC)
  4. ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ (24/5)
  5. ราคาเคลื่อนไหวทุกวัน แม้วันเสาร์-อาทิตย์ (แต่ไม่สามารถส่งคำสั่งได้)
  6. ตลาดเปิดเช้าวันจันทร์ 04.00 น. และปิดเช้าวันเสาร์ 04.00 น. (ตามเวลาไทย)
  7. เวลาเปิด-ปิดช้าลง 1 ชั่วโมงในช่วง Daylight Saving Time (DST)
  8. ตลาดปิดในวันคริสต์มาส (25 ธันวาคม) และปีใหม่ (1 มกราคม)

ช่วงเวลาการซื้อขาย

  1. มี 3 ช่วงเวลาหลัก: เอเชีย (Sydney, Tokyo), ยุโรป (London), อเมริกาเหนือ (New York)
  2. นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกเข้ามาเทรดเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง
  3. เข้าถึงตลาดผ่านอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา
  4. เทรดได้ทั้ง PC, Laptop, Smartphone, Tablet รองรับ Android, Mac, Linux และ WebTrader

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา

  1. ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของประเทศ
  2. นโยบายและการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
  3. งบการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าและส่งออก
  4. ปัจจัยทางการเมือง การก่อการร้าย ภัยพิบัติธรรมชาติ
  5. ข่าว Non-Farm Payroll (NFP) — ข้อมูลจำนวนลูกจ้างในสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบต่อค่าเงิน USD อย่างมาก
  6. ข่าวหรือเหตุการณ์สำคัญอาจทำให้เกิดช่องว่างราคา (Gap)

เริ่มต้นเทรด Forex

  1. เริ่มได้ด้วยเงินเพียง 1-10 USD ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์
  2. ทำกำไรได้ทั้งตอนราคาขาขึ้น (Buy) และขาลง (Sell)
  3. ราคาสูงขึ้นเมื่อคำสั่งซื้อมากกว่าขาย — ราคาต่ำลงเมื่อคำสั่งขายมากกว่าซื้อ
  4. กำไร/ขาดทุนเกิดจากส่วนต่างของราคาตอนเปิดและปิดออเดอร์
  5. Leverage ช่วยเพิ่มอัตราส่วนเงินลงทุนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้อย่างมาก

ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายได้

  1. คู่เงิน (Currency Pairs)
  2. โลหะมีค่า (Gold, Silver)
  3. น้ำมัน (Crude Oil, Brent)
  4. ดัชนีหุ้น (Indices)
  5. หุ้น CFDs
  6. คริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency)

รูปแบบการเทรด

  1. Scalping — ซื้อขายระยะสั้นมาก (นาที-ชั่วโมง)
  2. Day Trading — เปิดและปิดออเดอร์ภายในวันเดียวกัน
  3. Hedging — ประกันความเสี่ยงโดยเปิดออเดอร์สวนทาง

แพลตฟอร์มและเครื่องมือ

  1. MetaTrader 4 (MT4) เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
  2. โควตราคาแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง
  3. มีเครื่องมือวิเคราะห์หลากหลาย — Indicator, กราฟ, รูปแบบเทคนิค
  4. แจ้งยอดซื้อขายแบบเรียลไทม์ พร้อม Equity, กำไร, ขาดทุน
  5. รองรับหลายภาษา (อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย สเปน อาหรับ อิตาลี)

คำศัพท์สำคัญ

  1. Bull Market — ตลาดกระทิง มีแนวโน้มราคาชันขึ้น
  2. Bear Market — ตลาดหมี มีแนวโน้มราคาชันลง
  3. Bid Price — ราคาที่โบรกเกอร์รับซื้อจากคุณ
  4. Ask Price — ราคาที่โบรกเกอร์ขายให้คุณ
  5. Base Currency — สกุลเงินตัวแรกของคู่เงิน (เช่น EUR ใน EUR/USD)
  6. Quote Currency — สกุลเงินตัวที่สองของคู่เงิน (เช่น USD ใน EUR/USD)
  7. Cross Currency — คู่เงินที่ไม่มี USD (เช่น EUR/GBP)
  8. Exotic Currency — คู่เงินเกิดใหม่ มีสภาพคล่องน้อย สเปรดกว้าง

ค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ย

  1. Commission — ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ
  2. Spread — ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask
  3. Swap (Rollover) — ดอกเบี้ยค้างคืน มีทั้งบวกและลบ คิด 3 เท่าในคืนวันพุธ (เพราะรวมวันเสาร์-อาทิตย์)

การบริหารความเสี่ยง

  1. Margin Call — สัญญาณเตือนเมื่อ Equity ต่ำกว่าระดับ Margin
  2. Equity = Balance + Floating Profit/Loss — มูลค่าบัญชีปัจจุบัน
  3. Indicator — เครื่องมือช่วยบอกเทรนด์และทิศทางราคา
  4. Expert Advisors (EA) — โปรแกรมเทรดอัตโนมัติ ควร Back Test กับบัญชี Demo ก่อนใช้กับเงินจริง
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน

คู่เงินและผู้เล่นในตลาด

  1. EUR/USD — คู่เงินยอดนิยม เปรียบเทียบยูโรกับดอลลาร์สหรัฐฯ
  2. Cashback/Rebate — ระบบเงินคืนสำหรับเทรดเดอร์และ Affiliate/IB
  3. ผู้เล่นในตลาด Forex ได้แก่: ธนาคารกลาง ธนาคารพาณิชย์ กองทุนลงทุน บริษัทประกัน บริษัทนำเข้า-ส่งออก โบรกเกอร์ นักลงทุนเก็งกำไรรายใหญ่ และบุคคลทั่วไป

ข้อเท็จจริงท้ายสุด

  1. โบรกเกอร์ Forex หลายแห่งได้รับการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแล
  2. Forex มาจาก Foreign Exchange Market — ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
  3. ผู้ที่ซื้อขาย Forex เรียกว่า Trader (เทรดเดอร์) หรือ นักเก็งกำไร ไม่ใช่นักลงทุนในความหมายแบบดั้งเดิม
TIP

หมายเหตุ: การเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การบริหารความเสี่ยงที่ดี และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ — ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จในตลาด Forex

สรุปหลักประกัน Forex และการบริหารความเสี่ยง

หลักประกัน Forex (Margin) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถเทรดด้วยเงินทุนน้อย แต่มีกำลังซื้อสูง — อย่างไรก็ตาม การใช้ Leverage สูงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย

หลักการบริหารความเสี่ยง:

  • เริ่มต้นด้วย Leverage ต่ำ (1:50 หรือ 1:100)
  • ใช้ Stop Loss ทุกออเดอร์เพื่อจำกัดความเสียหาย
  • อย่าเปิดออเดอร์มากเกินไปในเวลาเดียวกัน
  • ตรวจสอบ Margin Level และ Equity เป็นประจำ
  • เทรดด้วยเงินที่พร้อมสูญเสียได้เท่านั้น

การเข้าใจหลักประกันและการคำนวณ Margin อย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้ดีขึ้น ลดโอกาสเกิด Margin Call และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หลักประกัน Forex (Margin) คืออะไร

หลักประกัน Forex หรือ Margin คือเงินค้ำประกันที่โบรกเกอร์พักไว้ชั่วคราวจากบัญชีของคุณเมื่อเปิดออเดอร์ — เงินนี้จะถูกคืนให้เมื่อคุณปิดออเดอร์ มันไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นเงินของคุณเองที่ถูกพักไว้

การคำนวณ Margin ทำอย่างไร

สูตรคือ: Margin = (ราคาขณะเปิด × Lot × Contract Size) / Leverage — ตัวอย่าง หากคุณเปิด EUR/USD ที่ราคา 1.1000 ขนาด 0.10 Lot ด้วย Leverage 1:100 คุณต้องใช้ Margin = (1.1000 × 0.10 × 100,000) / 100 = 110.00 USD

Margin Call คืออะไร

Margin Call เป็นสัญญาณเตือนจากโบรกเกอร์เมื่อ Equity ในบัญชีของคุณต่ำกว่าระดับ Margin ที่ต้องพักไว้ — หากไม่เติมเงินหรือลดขนาด Lot ระบบอาจปิดออเดอร์ของคุณอัตโนมัติ (Stop Out)

ควรใช้ Leverage เท่าไหร่สำหรับมือใหม่

สำหรับมือใหม่ควรเริ่มด้วย Leverage 1:50 หรือ 1:100 — Leverage ที่สูงกว่า (1:200 ถึง 1:500) เพิ่มความเสี่ยงอย่างมากและเหมาะกับเทรดเดอร

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง