Prop Trade คืออะไร ลงทุนยังไงให้ได้กำไรงาม
ใครที่อยากเป็นนักเทรดที่มีชื่อเสียงและมีคนที่สามารถเอาเงินมาให้ลงทุน และได้รับส่วนแบ่งกำไรงาม ๆ ก็จะเรียกว่า Prop Trade คือ...

ถ้าคุณกำลังมองหาโอกาสในการเทรดด้วยเงินทุนจำนวนมากโดยไม่ต้องเสี่ยงเงินตัวเอง Prop Trading อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังหา แต่ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกนี้ คุณต้องเข้าใจทั้งโอกาส ความเสี่ยง และกระบวนการที่แท้จริงของการเป็น Prop Trader ที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด
สรุปสาระสำคัญ
- Prop Trading คือการเทรดด้วยเงินทุนของบริษัท โดยเทรดเดอร์ได้รับส่วนแบ่งกำไร 50-90% ขึ้นอยู่กับข้อตกลง
- ต้องผ่าน Challenge (การประเมิน) ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 3,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดเงินทุนที่ต้องการ
- ข้อดีคือได้ใช้เงินทุนสูง (มักเริ่มที่ 100,000-10,000,000 บาท) แต่ข้อเสียคือมีกฎเกณฑ์เข้มงวดและต้องจ่ายค่า Challenge ล่วงหน้า
- แตกต่างจาก Full-Time Trader ที่ใช้เงินตัวเอง — Prop Trader ใช้เงินบริษัทแต่ต้องแบ่งกำไร
Prop Trading คืออะไร และทำงานอย่างไร
Prop Trading (Proprietary Trading) คือรูปแบบการเทรดที่บริษัทให้เงินทุนแก่เทรดเดอร์เพื่อซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์ หรืออนุพันธ์ โดยเทรดเดอร์จะได้รับส่วนแบ่งกำไรตามอัตราที่ตกลงกันไว้ ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 50-90% ของกำไรสุทธิ
ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรดด้วยเงินทุน 5,000,000 บาทของบริษัทและทำกำไรได้ 500,000 บาทในเดือนหนึ่ง ภายใต้สัญญาที่แบ่งกำไร 80:20 คุณจะได้รับ 400,000 บาท ขณะที่บริษัทได้ 100,000 บาท
ความน่าสนใจของ Prop Trading อยู่ที่ว่าคุณไม่ต้องเสี่ยงเงินทุนส่วนตัว แต่ยังคงมีโอกาสสร้างรายได้สูงจากการเทรด ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเทรดเดอร์ที่มีทักษะแต่ขาดเงินทุน
กระบวนการเป็น Prop Trader ต้องผ่านอะไรบ้าง
การเข้าสู่วงการ Prop Trading ไม่ได้ง่ายเหมือนการเปิดบัญชีเทรดทั่วไป คุณต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "Challenge" หรือการประเมินความสามารถ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้:
การเลือก Challenge Package
บริษัท Prop Trading ส่วนใหญ่เสนอแพ็กเกจหลายระดับ เช่น:
- เงินทุน 100,000 บาท — ค่า Challenge 3,000-5,000 บาท
- เงินทุน 500,000 บาท — ค่า Challenge 8,000-12,000 บาท
- เงินทุน 2,000,000 บาท — ค่า Challenge 15,000-25,000 บาท
- เงินทุน 10,000,000 บาท — ค่า Challenge 50,000-100,000 บาท
ค่าธรรมเนียมนี้ไม่สามารถเรียกคืนได้หากคุณไม่ผ่านการประเมิน
เงื่อนไขการผ่าน Challenge
โดยทั่วไปแล้ว Challenge จะมีเงื่อนไขพื้นฐาน 3 ข้อ:
- เป้าหมายกำไร (Profit Target) — ต้องทำกำไรได้ 8-10% ภายในระยะเวลา 30-60 วัน (ไม่จำกัดจำนวนวันเทรด)
- ขาดทุนสูงสุดต่อวัน (Daily Drawdown) — ห้ามขาดทุนเกิน 5% ของเงินทุนในวันเดียว
- ขาดทุนสูงสุดโดยรวม (Maximum Drawdown) — ห้ามขาดทุนเกิน 10% ของเงินทุนรวม
ตัวอย่าง: หากคุณเลือกแพ็กเกจ 1,000,000 บาท คุณต้อง:
- ทำกำไร 80,000-100,000 บาทภายใน 30-60 วัน
- ห้ามขาดทุนเกิน 50,000 บาทในวันเดียว
- ห้ามขาดทุนรวมเกิน 100,000 บาท
หากคุณละเมิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง Challenge จะสิ้นสุดทันที และคุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใหม่หากต้องการทำอีกครั้ง บางบริษัทเสนอส่วนลดสำหรับการทำซ้ำ แต่คุณอาจต้องเสียเงินไปหลายหมื่นบาทก่อนจะผ่าน
Phase 2 และการได้รับบัญชีจริง
หลังผ่าน Challenge บางบริษัทจะมี Phase 2 (ขั้นตอนยืนยัน) ที่มีเงื่อนไขเบาลง เช่น เป้ากำไร 5% ภายใน 60 วัน เมื่อผ่านทั้งสองขั้นตอน คุณจะได้รับ Funded Account (บัญชีที่ได้รับเงินทุน) และสามารถเริ่มเทรดเพื่อรับรายได้จริงได้
ข้อดีและข้อเสียของ Prop Trading
ข้อดีที่ชัดเจน
1. เข้าถึงเงินทุนสูงโดยไม่เสี่ยงเงินตัวเอง
นี่คือข้อดีใหญ่ที่สุด — คุณสามารถเทรดด้วยเงิน 5-10 ล้านบาทโดยไม่ต้องมีเงินก้อนนั้นจริง หากขาดทุน ความเสี่ยงตกอยู่กับบริษัท ไม่ใช่คุณ
2. ระบบบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน
กฎเกณฑ์ของ Prop Trading บังคับให้คุณมีวินัยในการเทรด เช่น ห้ามใช้ leverage สูงเกินไป ห้ามเปิดออร์เดอร์ก่อนข่าวสำคัญ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจแบบอารมณ์
3. โอกาสพัฒนาทักษะจากการทดสอบจริง
Challenge เป็นการฝึกฝนที่ดีเพราะมีกรอบเวลาและเป้าหมายชัดเจน ทำให้คุณเรียนรู้ที่จะเทรดภายใต้แรงกดดัน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของเทรดเดอร์มืออาชีพ
4. รายได้ที่มีศักยภาพสูง
เทรดเดอร์ที่ผ่านการประเมินและทำกำไรได้สม่ำเสมอสามารถขอเพิ่มเงินทุนได้ บางบริษัทให้เงินทุนสูงสุดถึง 100 ล้านบาทสำหรับเทรดเดอร์ระดับท็อป
5. ไม่ต้องกังวลเรื่องการถอนเงินซับซ้อน
บริษัท Prop Trading ส่วนใหญ่จ่ายเงินปันผลทุก 14-30 วัน ผ่าน PayPal, Wise หรือโอนธนาคารตรง โดยไม่มีข้อจำกัดจากโบรกเกอร์
ข้อเสียที่ต้องพิจารณา
1. ต้นทุนเริ่มต้นสูงและไม่คืน
หากคุณล้มเหลวในการทำ Challenge หลายครั้ง คุณอาจเสียเงินไปหลักหมื่นบาทโดยไม่ได้อะไรกลับมา บางคนใช้เงินไปกว่า 50,000 บาทก่อนจะผ่านครั้งแรก
2. กฎเกณฑ์เข้มงวดจำกัดกลยุทธ์
บางกลยุทธ์เช่น Scalping (เทรดระยะสั้นมาก), News Trading (เทรดตอนข่าวออก), หรือ Grid Trading (เปิดหลายออร์เดอร์พร้อมกัน) อาจถูกห้ามหรือจำกัด
3. แรงกดดันในการรักษาผลงาน
แม้ผ่าน Challenge แล้ว คุณยังต้องรักษาระดับกำไรและไม่ละเมิดกฎ หากขาดทุนเกินเกณฑ์ บัญชีจะถูกปิดและคุณต้องทำ Challenge ใหม่
4. ส่วนแบ่งกำไรที่น้อยกว่าการเทรดเอง
หากคุณมีเงินทุนเพียงพอในการเทรดเอง การแบ่งกำไรให้บริษัท 10-50% อาจไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับการเก็บกำไร 100% ไว้เอง
5. ความเสี่ยงจากบริษัทไม่น่าเชื่อถือ
มีบริษัท Prop Trading บางแห่งที่ปิดตัวหรือไม่จ่ายเงินตามสัญญา ควรเลือกบริษัทที่มีชื่อเสียงและมีรีวิวจากเทรดเดอร์จริง
ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินทำ Challenge ให้ค้นคว้าข้อมูลบริษัทอย่างละเอียด ดูรีวิวจากเทรดเดอร์ที่ผ่านจริง และตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินปันผลตามปกติหรือไม่ หลีกเลี่ยงบริษัทที่เสนอข้อตกลงที่ดีเกินจริง
Prop Trader vs Full-Time Trader ต่างกันอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง Prop Trader กับ Full-Time Trader หรือเทรดเดอร์มืออาชีพทั่วไป แม้จะดูคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญหลายประการ:
แหล่งเงินทุน
Prop Trader ใช้เงินของบริษัท Prop Trading โดยเทรดเดอร์ไม่ต้องลงทุนเงินก้อนใหญ่ แต่ต้องจ่ายค่า Challenge และแบ่งกำไรให้บริษัท
Full-Time Trader ใช้เงินทุนส่วนตัวทั้งหมด ทุกบาททุกสตางค์ที่ขาดทุนหรือกำไรเป็นของตนเอง 100%
ความเสี่ยง
Prop Trader ความเสี่ยงหลักคือเงินค่า Challenge (3,000-100,000 บาท) หากขาดทุนในบัญชีจริง เสียเฉพาะสิทธิ์ในการเทรด แต่ไม่เสียเงินก้อนใหญ่
Full-Time Trader รับความเสี่ยงเต็มจำนวนเงินทุนที่ลงไป หากทำผิดพลาดครั้งใหญ่อาจเสียเงินหลักแสนหรือล้านบาท
กฎเกณฑ์และข้อจำกัด
Prop Trader ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของบริษัทอย่างเข้มงวด เช่น ห้ามขาดทุนเกิน 5% ต่อวัน ห้ามเปิดออร์เดอร์ค้างคืนในบางสถานการณ์ ห้ามใช้กลยุทธ์บางประเภท
Full-Time Trader เทรดได้อย่างอิสระ ไม่มีข้อจำกัดด้านกลยุทธ์หรือเวลา (เว้นแต่ข้อจำกัดจากโบรกเกอร์)
รายได้
Prop Trader ได้รับ 50-90% ของกำไรที่ทำได้ ตัวอย่าง: ทำกำไร 100,000 บาท รับ 70,000-90,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสัญญา)
Full-Time Trader เก็บกำไร 100% แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายเช่น Spread, Commission, Swap เอง
ความเหมาะสม
Prop Trader เหมาะกับ: เทรดเดอร์มือใหม่ที่มีทักษะดีแต่ขาดเงินทุน หรือเทรดเดอร์ที่ต้องการทดสอบกลยุทธ์โดยไม่เสี่ยงเงินตัวเอง
Full-Time Trader เหมาะกับ: เทรดเดอร์ที่มีเงินทุนเพียงพอ (อย่างน้อย 500,000 บาทขึ้นไป) และต้องการความยืดหยุ่นเต็มที่ในการเทรด
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่ม Prop Trading
ก่อนที่คุณจะจ่ายเงินทำ Challenge ควรมั่นใจว่าคุณพร้อมในด้านต่อไปนี้:
1. ทักษะการเทรดพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
คุณควรมีประสบการณ์การเทรดจริงอย่างน้อย 6-12 เดือน และมีผลงานกำไรในบัญชีเดโมหรือบัญชีจริงขนาดเล็ก การทำ Challenge ด้วยความรู้ไม่เพียงพอมักจบลงด้วยการเสียเงินเปล่า
ทักษะที่จำเป็น:
- เข้าใจ Technical Analysis พื้นฐาน (Support/Resistance, Trend, Candlestick Pattern)
- มีกลยุทธ์การเทรดที่ชัดเจนและทดสอบแล้ว
- เข้าใจการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และ Position Sizing
- สามารถควบคุมอารมณ์ขณะเทรดได้
2. ระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด
กฎ Challenge มักกำหนดว่าคุณห้ามขาดทุนเกิน 5-10% ซึ่งหมายความว่าคุณต้องมีระเบียบวินัยสูง:
- ไม่เสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนต่อออร์เดอร์ — ตัวอย่าง: บัญชี 1,000,000 บาท ไม่ควรเสี่ยงเกิน 10,000-20,000 บาทต่อเทรด
- ใช้ Stop Loss ทุกครั้ง — ไม่มีข้อยกเว้น
- หยุดเทรดเมื่อขาดทุนถึงเป้าหมาย — เช่น ถ้าขาดทุน 3% ในวัน หยุดเทรดวันนั้นทันที

3. จิตวิทยาและการจัดการอารมณ์
Prop Trading Challenge สร้างแรงกดดันมหาศาล เพราะคุณรู้ว่ากำลังเสียเงินค่าธรรมเนียม และมีเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ ซึ่งอาจทำให้เทรดมากเกินไปหรือตัดสินใจผิดพลาด
เทคนิคที่ช่วยได้:
- กำหนดจำนวนเทรดสูงสุดต่อวัน (เช่น ไม่เกิน 3-5 เทรด)
- เขียน Trading Journal บันทึกทุกการตัดสินใจ
- ยอมรับว่าการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
4. เงินทุนสำรองสำหรับการลองหลายครั้ง
สถิติบอกว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ผ่าน Challenge ในครั้งแรก คุณควรมีงบประมาณสำหรับการทำ 2-3 ครั้ง โดยไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน
ตัวอย่าง: หากเลือกแพ็กเกจ 1,000,000 บาท (ค่า Challenge ประมาณ 10,000 บาท) ควรมีเงินสำรอง 30,000-50,000 บาทสำหรับการลองหลายรอบ
หลายบริษัท Prop Trading เสนอส่วนลด 10-30% สำหรับการทำซ้ำ (Retry) หรือมี "Reset" ที่ให้คุณเริ่ม Challenge ใหม่โดยจ่ายเงินน้อยกว่าครั้งแรก ควรตรวจสอบนโยบายนี้ก่อนตัดสินใจ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Prop Trading Challenge
1. Over-Trading (เทรดมากเกินไป)
ความผิดพลาดอันดับหนึ่งคือการพยายามทำกำไรให้ถึงเป้าเร็วที่สุด โดยเปิดออร์เดอร์มากเกินความจำเป็น ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงและมักจบด้วยการขาดทุนถึง Drawdown Limit
วิธีแก้: กำหนดจำนวนเทรดต่อวันไว้ล่วงหน้า (เช่น 2-3 เทรด) และยึดตามกลยุทธ์ที่วางไว้เท่านั้น
2. ใช้ Leverage สูงเกินไป
การใช้ Leverage 1:100 หรือสูงกว่าทำให้คุณทำกำไรได้เร็ว แต่ก็ขาดทุนได้เร็วเช่นกัน ซึ่งขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงของ Prop Trading

วิธีแก้: ใช้ Leverage ไม่เกิน 1:50 และเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ต่อเทรด แม้จะทำกำไรช้ากว่าแต่โอกาสผ่าน Challenge สูงกว่ามาก
3. ไม่ใส่ Stop Loss หรือย้าย Stop Loss
หลายคนเชื่อว่าตลาดจะกลับทิศทางหากรอนานพอ จึงไม่ใส่ Stop Loss หรือย้ายออกไปไกลเมื่อราคาใกล้จะถูก — นี่คือทางตายของการทำ Challenge

วิธีแก้: ใส่ Stop Loss ทันทีหลังเปิดออร์เดอร์ และห้ามย้ายออกไปไกลขึ้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
4. เทรดตอนข่าวสำคัญออก
แม้ว่าข่าว Economic Calendar เช่น Non-Farm Payrolls (NFP) หรือดอกเบี้ยธนาคารกลางจะสร้างความผันผวนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงที่ราคาจะกระชากไปทิศทางที่ไม่คาดคิด หลายบริษัทห้ามเทรดขณะข่าวออก
วิธีแก้: หลีกเลี่ยงการเปิดออร์เดอร์ 30 นาทีก่อนและหลังข่าวสำคัญ หรือปิดออร์เดอร์ทั้งหมดก่อนข่าวออก
5. ไม่มี Trading Plan
การเทรดโดยไม่มีแผน เช่น เปิดออร์เดอร์ตามความรู้สึก หรือดูกราฟแล้วตัดสินใจแบบไม่มีกฎเกณฑ์ มักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่สม่ำเสมอ
วิธีแก้: เขียน Trading Plan ที่ระบุ:
- สัญญาณ Entry ที่ชัดเจน (เช่น "เปิด Buy เมื่อราคาทะลุ Resistance + RSI > 50")
- Target Profit และ Stop Loss เป็นสัดส่วน (เช่น Risk:Reward = 1:2)
- เวลาที่จะเทรด (หลีกเลี่ยงช่วงตลาดเงียบ)
การเลือกบริษัท Prop Trading ที่เชื่อถือได้
ปัจจุบันมีบริษัท Prop Trading หลายร้อยแห่งทั่วโลก แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทที่น่าเชื่อถือ นี่คือสิ่งที่ควรตรวจสอบ:
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


