Risk:Reward Ratio · 1:2, 1:3 ทำได้จริงไหม
บทเรียนเรื่อง Risk:Reward Ratio · 1:2, 1:3 ทำได้จริงไหม จาก Uhas Curriculum บทที่ 07 (กลาง) — เนื้อหาสำหรับเทรดเดอร์ไทย

คุณเคยได้ยินเทรดเดอร์หลายคนบอกว่า "ใช้ RR 1:2 ทุกออเดอร์" หรือ "เทรด 1:3 แล้วแพ้ครึ่งก็กำไร" แต่ในความเป็นจริงแล้ว Risk:Reward Ratio ที่สูงขนาด 1:2 หรือ 1:3 ทำได้จริงหรือไม่ และเราควรใช้อัตราส่วนนี้อย่างไรให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของตัวเอง บทความนี้จะพาคุณไขข้อสงสัยพร้อมตัวอย่างจริงจากตลาด Forex และทองคำ เพื่อให้คุณเข้าใจว่า RR ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่คือกลยุทธ์ที่ต้องออกแบบให้เข้ากับ win rate และโอกาสของตลาด
สรุปสาระสำคัญ
- Risk:Reward Ratio คืออัตราส่วนระหว่างความเสี่ยง (Stop Loss) กับผลตอบแทนที่คาดหวัง (Take Profit) เช่น 1:2 หมายถึงเสี่ยง 1 หาก 2
- RR 1:2 หรือ 1:3 ทำได้จริง แต่ต้องยอมรับว่า win rate จะลดลง — ต้องสมดุลระหว่าง RR กับโอกาสชนะ
- การตั้ง RR ที่สูงเกินไปอาจทำให้ TP ถูกกวาดบ่อย — ต้องอิงกับ Price Action และโครงสร้างตลาด
- Expectancy (ค่าคาดหวัง) คือตัววัดว่าระบบของคุณทำกำไรในระยะยาว: (Win Rate × Avg Win) - (Loss Rate × Avg Loss)
- เทรดเดอร์ระดับกลางควรเริ่มจาก RR 1:1.5 หรือ 1:2 พร้อมปรับตาม backtest และสถิติการเทรดจริง
Risk:Reward Ratio คืออะไร
Risk:Reward Ratio หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า RR คืออัตราส่วนระหว่างจำนวนเงินที่เรายอมเสี่ยงต่อหนึ่งออเดอร์ (Stop Loss) กับจำนวนเงินที่เราคาดหวังจะได้กลับมา (Take Profit)
ตัวอย่างเช่น:
- RR 1:1 — เสี่ยง 100 USD เพื่อหา 100 USD
- RR 1:2 — เสี่ยง 100 USD เพื่อหา 200 USD
- RR 1:3 — เสี่ยง 100 USD เพื่อหา 300 USD
การคำนวณ RR:
RR = (Take Profit - Entry) / (Entry - Stop Loss)
สมมติคุณเทรด XAUUSD:
- Entry: 2,050.00
- Stop Loss: 2,045.00 (ห่าง 5.00 USD)
- Take Profit: 2,060.00 (ห่าง 10.00 USD)
RR = 10.00 / 5.00 = 2 หรือ 1:2
RR เป็นเพียงเครื่องมือวางแผน ไม่ได้การันตีว่าทุกออเดอร์จะได้ตามเป้า — มันคือกรอบคิดเพื่อให้เราไม่เสี่ยงมากเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวัง
ทำไมเทรดเดอร์ถึงนิยมใช้ RR 1:2 หรือ 1:3
เหตุผลหลักมาจากคณิตศาสตร์ง่ายๆ: ถ้าคุณใช้ RR 1:2 และมี win rate แค่ 40% คุณก็ยังทำกำไรได้ในระยะยาว
ลองคำนวณ:
| จำนวนเทรด | Win (40%) | Loss (60%) | RR | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|---|---|
| 10 ครั้ง | 4 ครั้ง × +200 USD | 6 ครั้ง × -100 USD | 1:2 | +800 - 600 = +200 USD |
แม้ชนะแค่ 4 ใน 10 แต่ก็ได้กำไรสุทธิ เพราะทุกครั้งที่ชนะได้มากกว่าแพ้ 2 เท่า
สำหรับ RR 1:3 คุณแพ้ได้ถึง 75% แล้วยังไม่ขาดทุน (ทฤษฎี) แต่ในความเป็นจริง win rate 25% ยากมากสำหรับเทรดเดอร์ทั่วไป
ข้อดีของ RR สูง:
- ต้องชนะน้อยครั้งก็กำไร
- ลดแรงกดดันทางจิตใจเพราะไม่ต้อง "ชนะทุกออเดอร์"
- เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีงานประจำ ไม่มีเวลาติดตลาด
ข้อเสีย:
- TP ไกลทำให้ถูกกวาดบ่อย โดยเฉพาะในตลาด ranging
- ต้องมีทักษะ entry ที่ดีมาก เพราะ SL แคบแต่ TP ไกล
- อาจพลาดโอกาสกำไรเล็กๆ ที่ได้จริง
RR 1:2 และ 1:3 ทำได้จริงไหม — ตอบตรงๆ
ทำได้ แต่ไม่ใช่ทุกเทรด
ความจริงคือ ไม่มีเทรดเดอร์คนไหนทำ RR 1:2 หรือ 1:3 ได้ 100% ของเทรดทั้งหมด เพราะสภาพตลาดไม่เอื้อเสมอ บางครั้งตลาด sideway แคบ คุณอาจเอา RR 1:1 ก็ดีแล้ว บางครั้งตลาด breakout แรง คุณอาจได้ 1:5 เลย
ตัวอย่างจริงจาก XAUUSD:
Setup 1: Breakout หลัง FOMC
- Entry: 2,020.00 (breakout resistance)
- SL: 2,015.00 (ห่าง 5.00 USD)
- TP: 2,035.00 (ห่าง 15.00 USD)
- RR: 1:3 — ทำได้เพราะโมเมนตัมแรง ราคาวิ่งตรง
Setup 2: Pullback ในตลาด Ranging
- Entry: 2,050.00 (pullback สู่ support)
- SL: 2,046.00 (ห่าง 4.00 USD)
- TP: 2,058.00 (ห่าง 8.00 USD)
- RR: 1:2 — แต่ถูกกวาด SL ก่อน เพราะตลาดผันผวนในกรอบแคบ
อย่าบังคับใช้ RR เดียวกันทุกสถานการณ์ — ให้ตลาดบอกคุณว่าโอกาสครั้งนี้ควรตั้ง RR เท่าไหร่ โดยดูจาก price structure, volatility และ timeframe
ปัจจัยที่ทำให้ RR สูงทำได้จริง
1. Entry Precision (จุดเข้าแม่นยำ)
ยิ่ง entry ใกล้ support/resistance หรือ key level มากเท่าไหร่ SL ก็แคบ ทำให้ RR สูงขึ้นเอง
ตัวอย่าง:
- Entry ที่ support zone กว้าง 10 pips → SL 15 pips
- Entry ที่ support zone แคบ 5 pips → SL 8 pips (RR ดีขึ้น)
2. Market Condition ที่เหมาะสม
- Trending Market — RR 1:2 ถึง 1:4 ทำได้ง่าย เพราะราคามีโมเมนตัมวิ่งต่อ
- Ranging Market — RR 1:1 ถึง 1:1.5 สมจริงกว่า เพราะราคาชอบกลับตัว
- High Volatility — RR สูงได้ แต่ต้องระวัง slippage และ gap
3. Timeframe ที่เทรด
- M15, M30 — เป้า RR 1:1.5 เหมาะสมเพราะราคาไม่ค่อยวิ่งไกล
- H1, H4 — RR 1:2 ถึง 1:3 เป็นไปได้ เพราะมี swing ใหญ่
- Daily — RR 1:3+ ทำได้ ถ้าจับ trend ถูก
4. ทักษะ Trade Management
เทรดเดอร์มือโปรมักจะ:
- ปรับ trailing stop เมื่อราคาวิ่งไปแล้ว 1:1 เพื่อล็อกกำไร
- ปิดบางส่วนที่ RR 1:1 แล้วปล่อยส่วนที่เหลือไปหา 1:3
- ใช้ partial TP เพื่อเพิ่มโอกาสได้กำไรแม้ราคาไม่ถึงเป้าสุดท้าย
Expectancy — ตัววัดว่าระบบคุณทำงานจริง
สูตร Expectancy:
Expectancy = (Win Rate × Average Win) - (Loss Rate × Average Loss)
ตัวอย่าง:
ระบบ A:
- Win rate: 50%
- Avg win: 200 USD
- Avg loss: 100 USD
Expectancy = (0.50 × 200) - (0.50 × 100) = 100 - 50 = +50 USD/เทรด
ระบบ B:
- Win rate: 35%
- Avg win: 300 USD (RR 1:3)
- Avg loss: 100 USD
Expectancy = (0.35 × 300) - (0.65 × 100) = 105 - 65 = +40 USD/เทรด
แม้ระบบ B ชนะแค่ 35% แต่ก็ทำกำไรได้เพราะ RR สูง — นี่คือพลังของ RR ที่ดี
ถ้า Expectancy > 0 แสดงว่าระบบคุณทำกำไรในระยะยาว — ควร backtest อย่างน้อย 50-100 เทรดเพื่อหาค่า Expectancy จริง
วิธีใช้ RR ให้เหมาะกับสไตล์ตัวเอง
สำหรับ Scalper (M1-M5)
- RR แนะนำ: 1:1 ถึง 1:1.5
- เหตุผล: เป้าเล็ก รวดเร็ว ไม่คาดหวังราคาวิ่งไกล
- Win rate ที่ต้องการ: 60%+
สำหรับ Day Trader (M15-H1)
- RR แนะนำ: 1:1.5 ถึง 1:2
- เหตุผล: เทรดตาม intraday swing มีโอกาสได้กำไรปานกลาง
- Win rate ที่ต้องการ: 45-55%
สำหรับ Swing Trader (H4-Daily)
- RR แนะนำ: 1:2 ถึง 1:4
- เหตุผล: ถือออเดอร์หลายวัน ให้ trend วิ่งเต็มที่
- Win rate ที่ต้องการ: 35-45%
เทคนิคเพิ่มโอกาสทำ RR สูง
- รอ Confirmation — อย่า entry เร็วเกินไป ให้ตลาดบอกทิศทางก่อน
- ใช้ Fibonacci Extension — หา TP ที่ 1.272 หรือ 1.618 แทนการเดาเอา
- Avoid News Spike — ช่วงข่าวราคากระโดด อาจโดน SL ง่าย แม้ทิศทางถูก
- Backtest — เทรดบน demo หรือ TradingView Replay เพื่อหาว่า RR เท่าไหร่ win rate สูงสุด
- เก็บสถิติ — ใช้ Google Sheets หรือ Excel จด RR จริงของทุกเทรด เพื่อปรับปรุง
เทรดเดอร์ที่ดีไม่ใช่คนที่ชนะทุกเทรด แต่คือคนที่รู้ว่า RR กับ win rate ของตัวเองเป็นอย่างไร และวางแผนให้สมดุล
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RR
1. ตั้ง TP ไกลเกินไปโดยไม่มีเหตุผล
หลายคนตั้ง RR 1:3 ทุกเทรดโดยไม่ดูว่าตลาดมี swing พอไหม ผลคือ TP ไม่ถูกแล้วถูกกวาด SL
แก้ไข: ใช้ price structure เช่น resistance ถัดไป, Fibonacci, หรือ swing high/low เป็นตัวกำหนด TP
2. SL แคบเกินไปเพื่อให้ได้ RR สูง
ตั้ง SL 5 pips เพื่อให้ TP 15 pips ได้ RR 1:3 แต่ตลาดผันผวน 10 pips ปกติ → ถูกกวาดแน่
แก้ไข: SL ต้องวางนอก noise ของตลาด ถ้า SL กว้างแต่ RR ไม่สวย ข้ามเทรดนั้นไป
3. ไม่ยอมปรับ RR ตามสภาพตลาด
บังคับใช้ RR 1:2 แม้ตลาดขาด momentum
แก้ไข: ยืดหยุ่นให้ได้ บางครั้ง RR 1:1.5 ก็โอเคถ้า win rate สูง
4. ลืมคิด Commission และ Spread
RR 1:2 แต่ spread + commission กิน 20% ของ risk → RR จริงเหลือ 1:1.6
แก้ไข: นับ cost รวมในการคำนวณ RR
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
- Stop Loss วางอย่างไรให้ไม่โดนกวาดบ่อย
- Win Rate vs Risk Reward — สูตรสมดุลที่เทรดเดอร์ต้องรู้
- Position Sizing คำนวณยังไงให้ไม่ระเบิดบัญชี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
RR 1:2 หมายความว่าอย่างไร?
RR 1:2 หมายถึงคุณเสี่ยงเงิน 1 หน่วยเพื่อหากำไร 2 หน่วย ตัวอย่างเช่น ถ้า SL ห่าง entry 50 pips TP ต้องห่าง 100 pips — หรือถ้าเสี่ยง 100 USD ต้องหา 200 USD
ถ้าใช้ RR 1:3 ต้อง win rate เท่าไหร่ถึงคุ้ม?
ในทางทฤษฎี win rate แค่ 25% ก็พอ แต่ในความเป็นจริงควรมี 35-40% เพื่อให้มีกำไรสม่ำเสมอและรับมือกับ drawdown ระหว่างทาง
RR สูงเกิน 1:4 ทำได้ไหม?
ทำได้ในบางสถานการณ์ เช่น breakout ตลาดใหญ่ หรือ trend แรงมาก แต่ไม่แนะนำให้ตั้งเป็นเป้าประจำ เพราะ win rate จะต่ำมากและอาจสร้างแรงกดดันทางจิตใจ
ถ้า RR ต่ำกว่า 1:1 เทรดได้ไหม?
ได้ แต่ต้องมี win rate สูงมาก (70%+) จึงจะทำกำไร — สไตล์นี้เรียกว่า high-frequency หรือ scalping ซึ่งเหมาะกับเทรดเดอร์ที่ติดหน้าจอได้ตลอดเวลา
วิธีหา RR ที่เหมาะกับตัวเองคืออะไร?
Backtest หรือ forward test อย่างน้อย 50-100 เทรด แล้วดูว่า RR เท่าไหร่ที่ win rate ของคุณสูงสุด คำนวณ Expectancy แล้วเลือก RR ที่ให้ค่าบวกสูงสุด — นั่นคือ RR ที่เหมาะกับคุณ
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patihan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →