U
UHAS
XAU/USD0.00%

Take Profit คืออะไร จุดทำกำไร Forex (วีดีโอ)

การตั้ง Take Profit คือทักษะพื้นฐานที่ทุกเทรดเดอร์ต้องเชี่ยวชาญ — เพราะการทำกำไรที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการเปิดออเดอร์ที่ถูกทิศทาง

P
Patiphan Uhas
29 มกราคม 2564·5 นาทีอ่าน
แชร์
Take Profit คืออะไร จุดทำกำไร Forex

การตั้ง Take Profit คือทักษะพื้นฐานที่ทุกเทรดเดอร์ต้องเชี่ยวชาญ — เพราะการทำกำไรที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการเปิดออเดอร์ที่ถูกทิศทาง แต่เกิดจากการปิดออเดอร์ในจังหวะที่เหมาะสม บทความนี้จะอธิบายทุกมิติของ Take Profit ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน วิธีคำนวณ กลยุทธ์การตั้ง ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักพบ พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริงในตลาด Forex และทองคำ

สรุปสาระสำคัญ

  • Take Profit (TP) คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาถึงเป้าหมายกำไรที่กำหนด ป้องกันไม่ให้พลาดโอกาสทำกำไร
  • การตั้ง TP ที่เหมาะสมต้องพิจารณา Risk-Reward Ratio (ควรมากกว่า 1:1.5), Support/Resistance และโครงสร้างราคา
  • Trailing Stop ช่วยล็อคกำไรและให้ราคาวิ่งต่อได้ — เหมาะกับเทรนด์แรง ไม่เหมาะกับตลาดแกว่งตัว
  • ข้อผิดพลาดบ่อย: ตั้ง TP ใกล้เกินไป (ถูก Noise กระทบ), ไกลเกินไป (ไม่ Realistic), หรือไม่ตั้งเลย (เสี่ยงกลับมาขาดทุน)

Take Profit คืออะไร

Take Profit (TP) คือคำสั่งซื้อขายที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปถึงระดับกำไรที่คุณต้องการ เป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยงที่ใช้คู่กับ Stop Loss (SL) เสมอ

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

ตัวอย่างการทำงาน:

  • คุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.0800
  • ตั้ง Take Profit ที่ 1.0850 (+50 pips)
  • เมื่อราคาพุ่งถึง 1.0850 ระบบจะปิดออเดอร์อัตโนมัติ ไม่ว่าคุณจะนั่งดูหน้าจอหรือไม่

การมี TP ช่วยแก้ปัญหาสำคัญ 3 ข้อ:

  1. ป้องกันความโลภ — หลายคนได้กำไร 30 pips แล้วยังรอต่อ หวังได้ 50 pips สุดท้ายราคากลับมาขาดทุน
  2. ลดการตัดสินใจตามอารมณ์ — ไม่ต้องคอยลังเลว่าจะปิดหรือรอต่อ
  3. ให้คุณพักผ่อนได้ — ไม่ต้องจ้องจอตลอด 24 ชั่วโมง
INFO

ความแตกต่างระหว่าง TP และการปิดออเดอร์ด้วยมือ:
Take Profit รัน 24/7 แม้คุณหลับหรือเครื่องปิด — ขณะที่การปิดด้วยมือต้องคอยจับตาตลาดตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับเทรดเดอร์ทั่วไป

https://youtu.be/R_i1oeZCO_M

หลักการคำนวณและตั้งค่า Take Profit

วิธีคำนวณพื้นฐาน

การตั้ง TP ต้องคำนวณจาก 2 มิติหลัก:

1. Risk-Reward Ratio (RR) อัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงต่อผลตอบแทน — เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้อัตราไม่ต่ำกว่า 1:1.5 (เสี่ยง 1 เพื่อได้ 1.5) หรือ 1:2

ตัวอย่างการคำนวณ:

  • Entry: 1.0800
  • Stop Loss: 1.0770 (-30 pips / เสี่ยง $30 ต่อ 0.01 lot)
  • Take Profit ควรอยู่ที่: 1.0800 + (30 × 1.5) = 1.0845 สำหรับ RR 1:1.5
RR 1:1.5 → TP = Entry + (SL distance × 1.5)
RR 1:2   → TP = Entry + (SL distance × 2)
RR 1:3   → TP = Entry + (SL distance × 3)

2. จุดแนวรับแนวต้านทางเทคนิค

TP ไม่ควรตั้งตามสูตรตายตัวอย่างเดียว ต้องพิจารณาโครงสร้างราคาด้วย:

  • Resistance/Support เก่า — พื้นที่ที่ราคาเคยตีกลับหลายครั้ง
  • Fibonacci Extension — ระดับ 127.2%, 161.8% หลังจากแนวโน้มชัดเจน
  • Round Numbers — เลขสวย เช่น 1.1000, 1850.00 ทองคำ มักเป็นแนวต้านจิตวิทยา
  • ATR (Average True Range) — วัดความผันผวนเฉลี่ย ตั้ง TP ที่ 1.5-2× ATR
TIP

กฎสำคัญ: ถ้า TP ตามสูตร RR ชนกับแนวต้านใหญ่ ให้ปรับ TP ลงมาก่อนแนวต้าน 5-10 pips เพื่อเพิ่มโอกาสปิดได้

ตัวอย่างการตั้ง TP ในสถานการณ์จริง

กรณี 1: เทรนด์ขาขึ้นชัดเจน (EUR/USD)

  • Entry: 1.0800 (Breakout แนวต้าน)
  • SL: 1.0770 (-30 pips)
  • ความต้านถัดไป: 1.0880 (Fibonacci 161.8%)
  • ตั้ง TP: 1.0875 (ก่อนแนวต้าน 5 pips) = +75 pips หรือ RR 1:2.5

กรณี 2: เทรดย่อตัว (Pullback) ในทอง

  • Entry: $1,985.50 (ซื้อตอนราคาย่อมาแตะ EMA 50)
  • SL: $1,978.00 (-$7.50)
  • แนวต้านเก่า: $1,995.00
  • ตั้ง TP: $1,994.50 (ก่อนแนวต้าน $0.50) = +$9.00 หรือ RR 1:1.2

กลยุทธ์การใช้ Take Profit แบบต่างๆ

1. Fixed Take Profit (TP แบบคงที่)

ตั้งจุดเป้าหมายเดียวตั้งแต่เปิดออเดอร์ — วิธีนี้เหมาะกับ:

  • Scalper ที่ต้องการกำไรรวดเร็ว 5-15 pips
  • เทรดเดอร์ที่ใช้ระบบ Algorithmic
  • ช่วงตลาดแกว่งตัวหรือ sideways

ข้อดี: เข้าใจง่าย คาดการณ์ผลได้ชัด
ข้อเสีย: อาจพลาดกำไรใหญ่ถ้าเทรนด์แรง

2. Trailing Stop (TP เลื่อนตาม)

คำสั่งพิเศษที่เลื่อน Stop Loss ตามราคาโดยอัตโนมัติ — เมื่อราคาไปถึง TP แรก ระบบจะเลื่อน SL มาเป็น Break-even หรือล็อคกำไรบางส่วน

ตัวอย่าง Trailing Stop:

  • Entry: 1.0800, SL: 1.0770, ตั้ง Trailing 30 pips
  • เมื่อราคาขึ้น 1.0830 → SL เลื่อนเป็น 1.0800 (Break-even)
  • เมื่อราคาขึ้น 1.0860 → SL เลื่อนเป็น 1.0830 (ล็อคกำไร +30 pips)
  • ถ้าราคาย่อกลับมา จะปิดที่ 1.0830 แทนที่จะขาดทุน

เหมาะกับ: เทรนด์แรง, Breakout ช่วงข่าว, Momentum Trade
ไม่เหมาะกับ: ตลาด Choppy ราคาแกว่งแบบฟันเลื่อย

NOTE

ข้อควรระวัง Trailing Stop:
ถ้าตั้งระยะ Trailing สั้นเกินไป (เช่น 10 pips ในคู่สกุลเงินผันผวน) อาจโดน Noise กระแทกปิดออเดอร์ก่อนเทรนด์จะสมบูรณ์

3. Partial Take Profit (TP แบบค่อยเป็นค่อยไป)

ปิดบางส่วนของออเดอร์ตามระดับกำไร — เช่น ปิด 50% ที่ TP1 ปิดอีก 30% ที่ TP2 ปล่อยไว้ 20% สำหรับ Big Move

ตัวอย่างแผนการปิด:

  • Lot Size: 1.0 lot
  • TP1 (1.0835): ปิด 0.5 lot ล็อคกำไร 50%
  • TP2 (1.0860): ปิด 0.3 lot
  • ปล่อย 0.2 lot ไว้พร้อม Trailing Stop

ข้อดี: ได้ความแน่นอนบางส่วน + โอกาสได้กำไรใหญ่
ข้อเสี่ย: คอมมิชชันเพิ่มขึ้น (เพราะปิดหลายครั้ง)

ข้อผิดพลาดบ่อยและวิธีแก้ไข

ผิดพลาดที่ 1: ตั้ง TP ใกล้เกินไป

อาการ: ตั้ง TP ที่ 10-15 pips จากราคา Entry ในคู่สกุลเงินที่มี Average Spread 2-3 pips

ปัญหา:

  • ต้องชนะ 70-80% ถึงจะครอบคลุม Spread + Commission + ออเดอร์ที่เสีย
  • โดน Noise หรือ False Breakout พาปิดก่อนเทรนด์แท้จะสมบูรณ์

วิธีแก้:

  • ใช้ ATR เป็นฐาน — TP ต้องห่างอย่างน้อย 1× ATR
  • สำหรับ Day Trade ใน EUR/USD ควร TP อย่างน้อย 20-30 pips
  • สำหรับ Swing Trade ควร 50-100 pips ขึ้นไป

ผิดพลาดที่ 2: ตั้ง TP ไกลเกินจริง

อาการ: มอง Chart แบบ Zoom Out เห็นราคาไปได้ไกล จึงตั้ง TP ที่ 200 pips ทั้งๆ ที่เทรนด์เฉลี่ยแค่ 50-80 pips

ปัญหา:

  • ราคาไม่ถึง TP จึงไม่ได้กำไรเลย ทั้งที่เคยกำไร 40-50 pips
  • RR ดูดีบนกระดาษ แต่ Win Rate ต่ำมาก (< 30%)

วิธีแก้:

  • ศึกษาพฤติกรรมความเคลื่อนไหวเฉลี่ยของสกุลเงินที่เทรด
  • ใช้ Backtest ดูว่าเทรนด์เฉลี่ยวิ่งได้กี่ pips ก่อนกลับตัว
  • ปรับ TP ให้ Realistic: ถ้าเทรนด์เฉลี่ย 60 pips อย่าตั้ง TP ที่ 150 pips

ผิดพลาดที่ 3: ไม่ตั้ง TP เลย

อาการ: เปิดออเดอร์แล้วคิดว่า "เดี๋ยวดูก่อน จะปิดเองตอนกำไรพอ"

ปัญหา:

  • ความโลภทำให้รออีก รออีก จนกลับมาขาดทุน
  • พลาดโอกาสปิดยามนอนหลับหรือไม่ได้เปิดเครื่อง
  • ไม่มีระบบ ทำให้ผลการเทรดไม่สม่ำเสมอ

วิธีแก้:

  • ตั้ง TP ทุกออเดอร์โดยไม่มีข้อยกเว้น ก่อนกดปุ่ม Buy/Sell
  • ถ้าต้องการปิดก่อน TP ปกติสามารถปิดด้วยมือได้ แต่ต้องมี TP เป็นตาข่ายรองรับ
INFO

สถิติจากผู้ให้บริการ Broker ชั้นนำ:
เทรดเดอร์ที่ตั้งทั้ง SL และ TP ทุกออเดอร์มี Survival Rate (อยู่รอดเกิน 6 เดือน) สูงกว่า 68% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ตั้ง

ผิดพลาดที่ 4: ตั้ง TP ตรงจุดที่คนทั้งตลาดมอง

อาการ: ตั้ง TP ตรง Round Number (เช่น 1.1000) หรือ Fibonacci ระดับหลักพอดี

ปัญหา:

  • ออเดอร์เยอะชนกันตรงนั้น เกิด Resistance แรง
  • ราคาอาจกลับตัวก่อนถึง TP ของคุณ 2-3 pips

วิธีแก้:

  • ตั้ง TP ก่อนจุดเป้าหมายที่คนทั้งตลาดมอง 5-10 pips
  • ตัวอย่าง: ถ้าคิดว่าราคาน่าจะไปถึง 1.1000 ให้ตั้ง TP ที่ 1.0995

สรุปแนวทางปฏิบัติ Take Profit ที่มีประสิทธิภาพ

การตั้ง Take Profit ที่ดีต้องผสมผสานระหว่าง:

  1. หลักการทางคณิตศาสตร์ (RR Ratio, ATR, Lot Size)
  2. การวิเคราะห์เทคนิค (แนวรับแนวต้าน, Fibonacci, Chart Pattern)
  3. จิตวิทยาตลาด (Round Numbers, Liquidity Zones)

Checklist ก่อนกดเปิดออเดอร์:

  • คำนวณ RR Ratio แล้วได้อย่างน้อย 1:1.5
  • เช็ค TP ไม่ชนกับแนวต้านสำคัญ (ถ้าชน ลดลง 5-10 pips)
  • เช็ค TP ไม่ใกล้หรือไกลเกินไป (เทียบกับ ATR)
  • ตั้งทั้ง SL และ TP ก่อนกดซื้อขาย
  • บันทึกแผนไว้ (Entry, SL, TP, เหตุผล) เพื่อทบทวนภายหลัง

การเทรดที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการเปิดออเดอร์ที่ถูกทิศทาง 100% — แต่เกิดจากการจัดการความเสี่ยงที่ดี และการตั้ง Take Profit ที่สมเหตุสมผล ซึ่งทำให้แม้ชนะแค่ 50-60% ของครั้ง คุณก็สามารถทำกำไรสะสมได้ในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ควรตั้ง Take Profit แบบใด — คงที่หรือ Trailing Stop ดีกว่า?

ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด — Fixed TP เหมาะกับ Scalping, Range Trading และผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน ส่วน Trailing Stop เหมาะกับ Trend Following, Breakout Trade และผู้ที่ต้องการให้กำไรวิ่งต่อในเทรนด์แรง หลายเทรดเดอร์ใช้แบบผสม: ตั้ง Fixed TP ไว้ก่อน แล้วปรับเป็น Trailing เมื่อกำไรถึงเป้าแรก

2. ถ้าราคาใกล้ถึง TP แล้ว แต่มี Resistance แข็ง ควรปิดก่อนหรือรอให้ TP ทำงาน?

ขึ้นอยู่กับ Confidence Level — ถ้าเห็น Signal ชัดเจนว่าจะกลับตัว (เช่น Candlestick Reversal + Volume Spike ที่แนวต้าน) สามารถปิดด้วยมือก่อน TP ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจ ให้เชื่อแผนเดิมที่ตั้งไว้ก่อนเปิดออเดอร์ — การเปลี่ยนแผนกลางคันบ่อยๆ ทำให้เกิด Inconsistency

3. RR Ratio 1:1 ถือว่าดีพอหรือไม่?

ไม่แนะนำ — เพราะต้อง Win Rate มากกว่า 50% ถึงจะคุ้มค่า (และต้องสูงกว่า 55-60% ถึงจะคุ้มค่า Spread + Commission) เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้อย่างน้อย 1:1.5 หรือ 1:2 ซึ่งทำให้แม้ชนะแค่ 40-45% ก็ยังทำกำไรรวมได้

4. Broker บางแห่งให้ตั้ง TP ได้ไกลมาก (เช่น 1000 pips) มีประโยชน์หรือไม่?

ไม่มี — การตั้ง TP ไกลเกินความเป็นจริงเหมือนไม่มี TP เลย ซึ่งเสี่ยงให้กำไรที่มีกลับมาหายหมด การตั้ง TP ควรยึดโครงสร้างตลาดและแนวรับแนวต้านเป็นหลัก ไม่ใช่ตัวเลขตามใจชอบ

5. ควรปรับ TP ขณะที่ออเดอร์เปิดอยู่หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับระบบ — ถ้าคุณมีกฎชัดเจน (เช่น "เมื่อได้กำไร 50% ของเป้า ปรับ TP ใกล้เข้ามา") ก็ทำได้ แต่ห้ามปรับตามอารมณ์ การเปลี่ยน TP บ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลเป็นสัญญาณของ Lack of Discipline ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียเงินระยะยาว

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง