5 อันดับ เทรดเดอร์ Forex ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ในโลกของการเทรด Forex มีเทรดเดอร์เพียงไม่กี่คนที่สามารถสร้างผลงานโดดเด่นจนกลายเป็นตำนานในวงการ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก 5…

ในโลกของการเทรด Forex มีเทรดเดอร์เพียงไม่กี่คนที่สามารถสร้างผลงานโดดเด่นจนกลายเป็นตำนานในวงการ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก 5 เทรดเดอร์ระดับโลกที่ไม่เพียงสร้างความมั่งคั่งมหาศาล แต่ยังเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเกี่ยวกับการเทรดสกุลเงินและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ตลอดกาล เรื่องราวของพวกเขาไม่ได้เป็นแค่แรงบันดาลใจ แต่ยังเต็มไปด้วยบทเรียนที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
สรุปสาระสำคัญ
- George Soros สร้างผลกำไร 1 พันล้านดอลลาร์ในคืนเดียวจากการเทรดปอนด์สเตอร์ลิงปี 1992
- Jim Simons ใช้คณิตศาสตร์และอัลกอริทึมสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 66% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปี
- Stanley Druckenmiller สร้างผลกำไรต่อเนื่อง 30% ต่อปีเป็นเวลา 3 ทศวรรษไม่มีปีขาดทุน
- Bruce Kovner เริ่มจากการขับแท็กซี่และเงินต้นเพียง 3,000 ดอลลาร์ สู่มูลค่าทรัพย์สิน 6.2 พันล้านดอลลาร์
- Bill Lipschutz สร้างกำไรให้ Salomon Brothers มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงทศวรรษ 1980
George Soros: ผู้ทำลายธนาคารกลางอังกฤษ
จอร์จ โซรอส (George Soros) เกิดวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1930 ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นนักลงทุนและเทรดเดอร์ชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการีที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเงิน โซรอสก่อตั้งกองทุน Quantum Fund ในปี 1970 ซึ่งสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปีเป็นเวลา 4 ทศวรรษ
สิ่งที่ทำให้โซรอสกลายเป็นตำนานคือการเทรดปอนด์สเตอร์ลิงในวันที่ 16 กันยายน 1992 หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Black Wednesday" เขาใช้กลยุทธ์ short selling ปอนด์จำนวนมหาศาล มูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อธนาคารกลางอังกฤษไม่สามารถรักษาอัตราแลกเปลี่ยนได้ ปอนด์ร่วงลงอย่างรุนแรง โซรอสสร้างกำไรได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ในคืนเดียว จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาได้รับฉายา "The Man Who Broke the Bank of England"
หลักการเทรดของโซรอสอิงตาม "Theory of Reflexivity" ที่เขาพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเชื่อว่าการรับรู้ของนักลงทุนสามารถสร้างผลกระทบต่อพื้นฐานของตลาดได้ และในทางกลับกัน พื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงก็จะกลับมาเปลี่ยนการรับรู้ สร้างวงจรที่เสริมซึ่งกันและกัน (feedback loop) จนเกิดฟองสบู่หรือการล่มสลายของตลาด
ปัจจุบัน ณ ปี 2024 โซรอสมีอายุ 94 ปี มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์ และเป็นผู้บริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลและการเมืองมากกว่า 32,000 ล้านดอลลาร์ตลอดชีวิต
Jim Simons: นักคณิตศาสตร์ผู้พิชิตตลาด
จิม ไซมอนส์ (Jim Simons) เกิดปี ค.ศ. 1938 เป็นนักคณิตศาสตร์และนักลงทุนชาวอเมริกันที่ก่อตั้งกองทุน Renaissance Technologies หนึ่งในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ไซมอนส์มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง เคยเป็นอาจารย์คณิตศาสตร์ที่ MIT และ Harvard และได้รับรางวัล Veblen Prize ทางเรขาคณิต
สิ่งที่ทำให้ไซมอนส์แตกต่างจากเทรดเดอร์คนอื่นคือการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และอัลกอริทึมในการเทรด โดยสมบูรณ์ กองทุน Medallion Fund ซึ่งเป็นกองทุนหลักของ Renaissance Technologies สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยก่อนหักค่าธรรมเนียมที่ 66% ต่อปีตั้งแต่ปี 1988 ถึง 2018 ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่มีกองทุนใดเทียบได้ หลังหักค่าธรรมเนียม 5% และส่วนแบ่งกำไร 44% นักลงทุนยังคงได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 39% ต่อปี
ไซมอนส์ไม่ใช้การวิเคราะห์พื้นฐาน (fundamental analysis) เลย แต่อาศัยการค้นหาแพทเทิร์นในข้อมูลราคาทางสถิติ (statistical arbitrage) และการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล ทีมงานของเขาส่วนใหญ่เป็นนักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรือนัก MBA
ไซมอนส์เกษียณจากการบริหารกองทุนในปี 2010 และมุ่งเน้นการบริจาคเพื่อการศึกษาและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2024 ด้วยวัย 86 ปี ทิ้งมรดกทางปัญญาและวิธีการเทรดที่ยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน
Renaissance Technologies มีกฎเหล็กว่า Medallion Fund รับเฉพาะเงินของพนักงานและครอบครัวเท่านั้น ไม่รับนักลงทุนภายนอก ทำให้เป็นหนึ่งในกองทุนที่ลึกลับและประสบความสำเร็จที่สุดในโลก
Stanley Druckenmiller: ลูกศิษย์ที่เกินครู
สแตนลีย์ ดรัคเคนมิลเลอร์ (Stanley Druckenmiller) เกิดวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1953 เป็นนักลงทุนและเทรดเดอร์ชาวอเมริกันที่สร้างสถิติน่าทึ่งที่สุดประการหนึ่งในประวัติศาสตร์การเทรด คือผลตอบแทนเฉลี่ย 30% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปีติดต่อกัน โดยไม่มีแม้แต่ปีเดียวที่ขาดทุน
ดรัคเคนมิลเลอร์เริ่มต้นอาชีพที่ Pittsburgh National Bank ในปี 1977 จากนั้นก่อตั้งกองทุน Duquesne Capital Management ของตัวเองในปี 1981 เมื่ออายุเพียง 28 ปี ความสามารถของเขาทำให้ George Soros เชิญให้มาเป็นหัวหน้าฝ่ายลงทุนของ Quantum Fund ในปี 1988 ตำแหน่งที่เขาดำรงอยู่จนถึงปี 2000
ในเหตุการณ์ Black Wednesday ปี 1992 ดรัคเคนมิลเลอร์เป็นคนที่วางแผนและดำเนินการเทรดปอนด์สเตอร์ลิงส่วนใหญ่ ร่วมกับโซรอส บางคนกล่าวว่าเขาคือสมองที่แท้จริงเบื้องหลังการเทรดครั้งประวัติศาสตร์นั้น นอกจากนี้ เขายังสร้างกำไรมหาศาลจากการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ต
หลักการเทรดของดรัคเคนมิลเลอร์เน้นที่ "concentration" คือการลงทุนจำนวนมากเมื่อมั่นใจในทิศทางของตลาด และการ "preserve capital" คือการรักษาเงินต้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เขากล่าวว่า "ผลตอบแทนจริงๆ มาจากการ bet ใหญ่ที่ถูกต้อง ไม่ใช่การกระจายความเสี่ยงมากเกินไป"
เขาปิดกองทุน Duquesne Capital ในปี 2010 หลังจากรู้สึกว่าความกดดันในการรักษาสถิติไม่ขาดทุนส่งผลต่อสุขภาพจิต ปัจจุบันเขาบริหารเงินของครอบครัวผ่าน Duquesne Family Office และมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์ (ข้อมูล 2024)
Bruce Kovner: จากคนขับแท็กซี่สู่ผู้ยิ่งใหญ่
บรูซ โคฟเนอร์ (Bruce Kovner) เกิดวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1946 มีเรื่องราวชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในหมู่เทรดเดอร์ระดับโลก เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางในบรู๊คลิน นิวยอร์ก สำเร็จการศึกษาจาก Harvard University แต่ใช้เวลาหลายปีหาเส้นทางในชีวิต รวมถึงการขับแท็กซี่และเล่นเปียโนในวงดนตรี
โคฟเนอร์เริ่มเทรดครั้งแรกในปี 1977 เมื่ออายุ 32 ปี ด้วยเงินต้นเพียง 3,000 ดอลลาร์ที่ยืมมาจากบัตรเครดิต เขาเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถั่วเหลือง (soybean futures) และทำกำไรได้ 40,000 ดอลลาร์ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่จากนั้นก็เกือบจะสูญเงินเกือบหมดเพราะความโลภและไม่วางแผนการจัดการความเสี่ยง บทเรียนนี้ทำให้เขาเรียนรู้ความสำคัญของการตัด loss และการรักษาเงินต้น
ในปี 1982 โคฟเนอร์ก่อตั้งกองทุน Caxton Associates ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก โดยมุ่งเน้นการเทรดสกุลเงินและสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) ภายใต้การบริหารของเขา Caxton Associates สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปีเป็นเวลากว่า 25 ปี ในช่วงยุคทองของกองทุนในทศวรรษ 1980-1990 กองทุนมีผลตอบแทนสูงถึง 87% ในบางปี
โคฟเนอร์เป็นเทรดเดอร์ที่ใช้ทั้ง technical analysis และ fundamental analysis อย่างสมดุล เขาเชื่อในการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ติดตามข่าวสารทั่วโลก และใช้ระบบการจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด หลักการสำคัญของเขาคือ "รู้ว่าเมื่อไหร่ควรออกจากเทรด" และ "ไม่มีใครรวยจากการปิดกำไรเร็วเกินไป"
เขาเกษียณจากการบริหารกองทุนในปี 2011 และปิด Caxton Associates อย่างเป็นทางการในปี 2015 ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 8.3 พันล้านดอลลาร์ (ข้อมูล 2024) และเป็นนักสะสมเครื่องดนตรีโบราณและหนังสือหายากที่มีชื่อเสียง
บรูซ โคฟเนอร์กล่าวว่า "สิ่งสำคัญที่สุดในการเทรดคือการป้องกันเงินต้น ถ้าคุณไม่ทำกำไร อย่าให้ขาดทุนมาก" นี่คือหลักการที่ทุกเทรดเดอร์ควรจดจำ
Bill Lipschutz: สุลต่านแห่งสกุลเงิน
บิล ลิปชูตซ์ (Bill Lipschutz) เกิดวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1956 ในนิวยอร์ก ได้รับฉายา "Sultan of Currencies" จากความสามารถในการเทรดสกุลเงินที่โดดเด่น ลิปชูตซ์เริ่มต้นในวงการการเงินด้วยเส้นทางที่ไม่ค่อยเหมือนใคร เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขาศิลปะจาก Cornell University และปริญญาโทด้านการเงินจาก Cornell Johnson Graduate School of Management
จุดเริ่มต้นของลิปชูตซ์เกิดจากมรดกหุ้น 12,000 ดอลลาร์จากย่า ในขณะที่เรียนอยู่ที่ Cornell เขาศึกษาตลาดหุ้นด้วยตัวเองและเทรดหุ้นจนเปลี่ยนเงิน 12,000 ดอลลาร์เป็น 250,000 ดอลลาร์ภายในไม่กี่เดือน แต่จากนั้นเขาก็สูญเสียเงินเกือบทั้งหมดในเทรดเดียวเพราะไม่ใช้ stop loss บทเรียนนี้สอนเขาถึงความสำคัญของการจัดการความเสี่ยง
หลังจบการศึกษา ลิปชูตซ์เข้าทำงานที่ Salomon Brothers ในปี 1982 ในตำแหน่งเทรดเดอร์สกุลเงิน แม้ว่าเขาจะไม่มีประสบการณ์ตรงในตลาด Forex แต่ความสามารถของเขาได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ในช่วงทศวรรษ 1980 ลิปชูตซ์รับผิดชอบการเทรดสกุลเงินของ Salomon Brothers และสร้างกำไรให้บริษัทมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในบางปีเขาสร้างผลกำไรมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์
ลิปชูตซ์มีแนวทางการเทรดที่เน้นการวิเคราะห์ market sentiment และ positioning มากกว่าการพึ่งพาตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เขาเชื่อว่าสิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าผู้เข้าร่วมตลาดคิดอย่างไรและตำแหน่งการเทรดของพวกเขาอยู่ที่ไหน หลักการสำคัญของเขาคือ "เทรดที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องชนะทุกครั้ง แต่หมายถึงการมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ และเมื่อชนะได้กำไรมากกว่าเวลาแพ้"
ในปี 1995 ลิปชูตซ์ออกจาก Salomon Brothers และเข้าร่วมก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Rowayton Capital Management ซึ่งมุ่งเน้นการเทรดสกุลเงิน แม้ว่ากองทุนจะปิดตัวลงในปี 1997 หลังจากประสบปัญหาในช่วง Asian Financial Crisis แต่เขายังคงทำงานในวงการเป็น portfolio manager และที่ปรึกษา
ปัจจุบัน ลิปชูตซ์เป็น Director of Portfolio Management ที่ Hathersage Capital Management และมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ เขาเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่ให้สัมภาษณ์และแบ่งปันความรู้กับสาธารณะบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในหนังสือ "The New Market Wizards" โดย Jack Schwager
ทั้ง 5 เทรดเดอร์นี้ล้วนมีจุดร่วมคือการเคยเผชิญกับความล้มเหลวและขาดทุนครั้งใหญ่ในช่วงต้นของอาชีพ แต่พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดและพัฒนาระบบการจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด การรู้จักตัด loss คือทักษะที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาทุกคนเน้นย้ำ
บทเรียนสำคัญจากเทรดเดอร์ระดับโลก
การศึกษาเรื่องราวของเทรดเดอร์ระดับโลกทั้ง 5 คนนี้ให้บทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์มือใหม่หรือมีประสบการณ์แล้ว
การจัดการความเสี่ยงคือหัวใจของความสำเร็จ เทรดเดอร์ทุกคนในรายชื่อนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นมากกว่าการไล่ตามกำไร พวกเขาใช้ stop loss อย่างเคร่งครัด จำกัดขนาดของแต่ละ position และไม่เสี่ยงมากกว่า 1-2% ของ portfolio ใน trade เดียว
ความอดทนและการรอจังหวะที่ใช่ โซรอสรอเวลาหลายเดือนก่อนตัดสินใจ short ปอนด์ ไซมอนส์ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาโมเดลทางคณิตศาสตร์ การเทรดที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องเทรดทุกวัน แต่หมายถึงการเทรดเมื่อมี conviction สูงและ risk-reward ratio ดี
การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเป็นนักอ่านตัวยง ศึกษาประวัติศาสตร์การเงิน เศรษฐกิจมหภาค และพฤติกรรมตลาด พวกเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเองแม้จะประสบความสำเร็จแล้ว ลิปชูตซ์กล่าวว่าเขายังคงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากตลาดทุกวัน
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว โลกของการเทรดเปลี่ยน
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


