U
UHAS
XAU/USD0.00%

เทรดเดอร์ Forex ต้องมี กับ 5 โปรแกรมแอพเทรดที่ดีที่สุด

โปรแกรมเทรด forex คืออะไร เทรดเดอร์ต้องรู้แอพเทรดที่ดีที่สุดมีอะไรบ้าง เทรด Forex แอพไหนดี แต่ละโปรแกรมต่างกันอย่างไร เหมาะกับการเทรดแบบไหนบ้าง

P
Patiphan Uhas
20 พฤษภาคม 2566·4 นาทีอ่าน
แชร์
รวม 5 โปรแกรมเทรด Forex ยอดนิยมที่นักลงทุนต้องมี!

ถ้าเพิ่งเริ่ม ใช้ MT4 แล้วเลิกหาต่อ

อีกสี่ตัวข้างล่างมีไว้สำหรับคนที่รู้แล้วว่า MT4 ทำอะไรให้ไม่ได้ ซึ่งคุณจะรู้เองตอนถึงจุดนั้น

สรุปสาระสำคัญ

  • โปรแกรมเทรดคือแพลตฟอร์มที่คุณใช้วิเคราะห์กราฟ สั่งซื้อขาย และจัดการพอร์ตการลงทุน
  • MetaTrader 4 และ MT5 ยังคงเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมด้วยความเสถียรและชุมชนผู้ใช้ขนาดใหญ่
  • แพลตฟอร์มอย่าง cTrader และ NinjaTrader เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูง
  • พิจารณาค่าธรรมเนียม ความเข้ากันได้กับอุปกรณ์ และฟีเจอร์ที่ตรงกับสไตล์การเทรดของคุณ
  • ทดลองใช้งานผ่าน demo account ก่อนตัดสินใจจริง

โปรแกรมเทรด Forex คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

โปรแกรมเทรดคือทางเดียวที่คำสั่งของคุณจะไปถึงโบรก มันจึงเป็นทั้งกระดานราคา เครื่องมือวิเคราะห์ และปุ่มที่คุณต้องกดให้ทันตอนราคาวิ่ง

โปรแกรมที่ใช้ได้จริงต้องผ่านสามข้อนี้:

ความเสถียร: การเชื่อมต่อที่ขาดหายหรือโปรแกรมค้างในช่วงเวลาสำคัญอาจทำให้สูญเสียโอกาสหรือเงินทุนได้

ความสะดวกในการใช้งาน: หน้าจอที่ซับซ้อนเกินไปอาจทำให้พลาดจังหวะเข้าออกตลาด ในขณะที่หน้าจอที่เรียบง่ายเกินไปอาจขาดเครื่องมือที่จำเป็น

ความครอบคลุมของเครื่องมือ: อินดิเคเตอร์ เครื่องมือวาดกราฟ และระบบแจ้งเตือนที่หลากหลายช่วยให้คุณวิเคราะห์และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น

โปรแกรมเทรด Forex ต้องมี

5 โปรแกรมเทรดที่เทรดเดอร์ต้องรู้จัก

1. MetaTrader 4 (MT4) — มาตรฐานที่ยืนยง

MetaTrader 4

MetaTrader 4 พัฒนาโดย MetaQuotes Software ได้กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเทรดเดอร์ทั่วโลกมานานกว่า 15 ปี แม้ว่าจะมีรุ่นใหม่กว่าออกมาแล้ว แต่ความเรียบง่ายและความเสถียรของ MT4 ยังคงได้รับความนิยม

แผนภาพติดตั้ง MT4 MT5 สี่ขั้น: ดาวน์โหลดจากแหล่งทางการ ล็อกอินด้วยเลขบัญชีรหัสผ่านและ Server ที่ตรงตัวอักษร เปิดกราฟ แล้วทดลองส่งคำสั่งแรกด้วย lot เล็ก
แผนภาพติดตั้ง MT4 MT5 สี่ขั้น: ดาวน์โหลดจากแหล่งทางการ ล็อกอินด้วยเลขบัญชีรหัสผ่านและ Server ที่ตรงตัวอักษร เปิดกราฟ แล้วทดลองส่งคำสั่งแรกด้วย lot เล็ก

จุดเด่น:

  • รองรับ Expert Advisors (EA) สำหรับการเทรดอัตโนมัติ
  • ชุมชนผู้ใช้ขนาดใหญ่ มีอินดิเคเตอร์และ EA ให้เลือกมากมาย
  • ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่
  • รองรับ 9 timeframe มาตรฐาน (M1, M5, M15, M30, H1, H4, D1, W1, MN)
  • มีแอปพลิเคชันบนมือถือที่ใช้งานได้ดี

จุดอ่อน:

  • รองรับเฉพาะคำสั่ง 4 ประเภทหลัก (Market, Limit, Stop, Stop Limit)
  • ไม่รองรับการเทรดสินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น หรือ futures โดยตรง
  • อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ช้ากว่าคู่แข่ง

เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์มือใหม่ถึงระดับกลาง ที่ต้องการแพลตฟอร์มเสถียร มีทรัพยากรการเรียนรู้มากมาย และต้องการใช้ EA

2. MetaTrader 5 (MT5) — อัปเกรดที่ทรงพลัง

MetaTrader 5

MetaTrader 5 เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมาจาก MT4 พร้อมการปรับปรุงหลายด้าน โดยเฉพาะความเร็วในการประมวลผลและความหลากหลายของสินทรัพย์ที่รองรับ

จุดเด่น:

  • รองรับ 21 timeframe (เพิ่มจาก MT4 มาเป็น M2, M3, M4, M6, M10, M12, M20, H2, H3, H6, H8, H12)
  • รองรับการเทรดหลายสินทรัพย์ (Forex, หุ้น, ตราสารอนุพันธ์)
  • ระบบ Economic Calendar ในตัว
  • กราฟและอินดิเคเตอร์เริ่มต้น 38 ตัว (มากกว่า MT4 ที่มี 30 ตัว)
  • รองรับ Depth of Market (DOM) สำหรับดูสภาพคล่องของตลาด
  • การประมวลผลเร็วกว่า MT4 ประมาณ 10-15%

จุดอ่อน:

  • EA และอินดิเคเตอร์จาก MT4 ใช้ไม่ได้ ต้องเขียนใหม่
  • ชุมชนและทรัพยากรยังน้อยกว่า MT4
  • โบรกเกอร์บางรายยังไม่รองรับ

เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์ระดับกลางถึงสูง ที่ต้องการเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง หรือต้องการเทรดหลายสินทรัพย์พร้อมกัน

3. cTrader — ออกแบบมาเพื่อ ECN Trading

cTrader

cTrader พัฒนาโดย Spotware เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นความโปร่งใสของการเทรดแบบ ECN (Electronic Communication Network) ด้วยหน้าตาที่ทันสมัยและการแสดงผล Level II pricing

แผนภาพเส้นทางออเดอร์: A-Book โบรกเกอร์ส่งคำสั่งต่อให้ผู้ให้สภาพคล่องและมีรายได้จากสเปรด ส่วน B-Book โบรกเกอร์รับออเดอร์ไว้เองทำให้ผลประโยชน์ชนกับลูกค้า
แผนภาพเส้นทางออเดอร์: A-Book โบรกเกอร์ส่งคำสั่งต่อให้ผู้ให้สภาพคล่องและมีรายได้จากสเปรด ส่วน B-Book โบรกเกอร์รับออเดอร์ไว้เองทำให้ผลประโยชน์ชนกับลูกค้า

จุดเด่น:

  • แสดง Depth of Market แบบเรียลไทม์
  • การดำเนินการคำสั่งเร็ว execution time เฉลี่ยต่ำกว่า 0.10 วินาที
  • รองรับ Algorithmic Trading ด้วยภาษา C# (cAlgo)
  • หน้าตาสะอาดตา ปรับแต่งได้ง่าย
  • ฟีเจอร์ Chart trading ที่ใช้งานได้คล่อง

จุดอ่อน:

  • โบรกเกอร์ที่รองรับน้อยกว่า MT4/MT5
  • อินดิเคเตอร์และ cBot มีจำนวนจำกัดกว่า
  • ไม่มีฟีเจอร์ระบบ Signal Trading หรือ Social Trading ในตัว

เหมาะกับใคร: Scalper และ Day Trader ที่ต้องการความเร็วในการเข้าออกคำสั่ง และต้องการเห็นสภาพคล่องของตลาดแบบละเอียด

4. NinjaTrader — สุดยอดเครื่องมือสำหรับ Advanced Traders

NinjaTrader

NinjaTrader เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในตลาด Futures และ Forex โดยเฉพาะในกลุ่มเทรดเดอร์ที่ใช้ระบบเทรดอัตโนมัติ

จุดเด่น:

  • เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง รองรับการเขียน strategy ด้วย C#
  • Backtesting engine ที่แม่นยำและเร็ว
  • Market Replay สำหรับฝึกฝนด้วยข้อมูลในอดีต
  • Order Flow Analysis และ Volume Profile ในตัว

จุดอ่อน:

  • ค่าใช้จ่าย: Lifetime License อยู่ที่ $1,099 หรือ Lease $600/ปี (สำหรับเวอร์ชันเต็ม)
  • ต้องเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการข้อมูลตลาดแบบเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • Learning curve สูง ไม่เหมาะกับมือใหม่

เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์มืออาชีพที่ต้องการพัฒนาและทดสอบระบบเทรดของตัวเอง หรือเทรด Futures ควบคู่ไปกับ Forex

5. eSignal — ปรับแต่งได้ไม่จำกัด

eSignal

eSignal เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นความยืดหยุ่นสูงสุด เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดและต้องการปรับแต่งทุกอย่างตามใจตัวเอง

จุดเด่น:

  • ปรับแต่งหน้าจอและฟังก์ชันได้เกือบทุกอย่าง
  • รองรับการเขียน Formula Script (EFS) สำหรับสร้างอินดิเคเตอร์เอง
  • ข้อมูลตลาดครอบคลุมหลายสินทรัพย์
  • เครื่องมือวิเคราะห์พื้นฐานและเทคนิคครบถ้วน

จุดอ่อน:

  • ราคาสูง: เริ่มต้นที่ $195/เดือน สำหรับข้อมูล Real-time
  • ต้องเชื่อมต่อกับโบรกเกอร์ที่รองรับ
  • ความซับซ้อนสูง ใช้เวลาเรียนรู้นาน

เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์มืออาชีพที่ต้องการควบคุมทุกด้านของเครื่องมือ และพร้อมจ่ายสำหรับฟีเจอร์ระดับ Professional

TIP

คำแนะนำ: หากคุณเป็นมือใหม่ เราแนะนำให้เริ่มต้นด้วย MT4 หรือ MT5 ก่อน เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นแล้วจึงค่อยพิจารณาย้ายไปยังแพลตฟอร์มที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น cTrader หรือ NinjaTrader

เกณฑ์การเลือกโปรแกรมเทรดที่เหมาะสมกับคุณ

ห้าข้อนี้ผมเรียงตามที่กระทบเงินในกระเป๋าคุณมากที่สุดก่อน:

1. โครงสร้างค่าธรรมเนียม

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเทรดแบ่งเป็นหลายประเภท:

ค่าสเปรด (Spread): ความต่างระหว่างราคาซื้อและขาย ยิ่งสเปรดแคบยิ่งดี โดยทั่วไปคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD มีสเปรดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6-1.2 pips

ค่าคอมมิชชั่น: โบรกเกอร์บางรายคิดค่าคอมมิชชั่นแทนสเปรด โดยทั่วไปอยู่ที่ $3-7 ต่อ lot มาตรฐาน (100,000 หน่วย)

ค่า Swap: ค่าใช้จ่ายหรือดอกเบี้ยที่เกิดจากการถือคำสั่งค้างคืน อาจเป็นบวกหรือลบขึ้นกับทิศทางและคู่สกุลเงิน

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม: บางโปรแกรมคิดค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปี (เช่น NinjaTrader, eSignal)

NOTE

คำเตือน: อย่ามองแค่ค่าธรรมเนียมต่ำเพียงอย่างเดียว บางโบรกเกอร์อาจมีสเปรดต่ำแต่มีค่า slippage สูง หรือ execution ช้า ซึ่งอาจทำให้เสียเงินมากกว่าการเลือกโบรกเกอร์ที่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่าเล็กน้อยแต่มีคุณภาพดีกว่า

2. ความเข้ากันได้กับอุปกรณ์

แพลตฟอร์มที่ดีต้องรองรับอุปกรณ์หลากหลาย:

Desktop: MT4/MT5, cTrader, NinjaTrader รองรับทั้ง Windows และ macOS (บางตัวต้องใช้ Wine หรือ Virtual Machine บน Mac)

Web-based: แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีเวอร์ชัน Web Trader ที่ใช้งานผ่าน browser ได้โดยไม่ต้องติดตั้ง

Mobile: MT4/MT5 และ cTrader มีแอปพลิเคชันบน iOS และ Android ที่ใช้งานได้เต็มรูปแบบ

ตรวจสอบว่าการ sync ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ทำงานได้ดีหรือไม่ รวมถึงการแจ้งเตือนสามารถส่งถึงมือถือได้หรือไม่

3. ฟีเจอร์ที่ตรงกับสไตล์การเทรด

เทรดเดอร์แต่ละประเภทต้องการฟีเจอร์ที่แตกต่างกัน:

Scalpers: ต้องการ execution เร็ว, one-click trading, DOM, แพลตฟอร์มอย่าง cTrader เหมาะสม

Day Traders: ต้องการเครื่องมือวิเคราะห์หลากหลาย, multiple timeframes, drawing tools, MT5 หรือ NinjaTrader ตอบโจทย์

Swing Traders: ต้องการระบบแจ้งเตือน, fundamental analysis tools, economic calendar, MT4/MT5 หรือ eSignal เหมาะสม

Algorithmic Traders: ต้องการ backtesting, strategy builder, API access, NinjaTrader หรือ MT5 เป็นตัวเลือกที่ดี

4. การฝาก-ถอนเงิน

ระบบการเงินที่สะดวกและปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น:

แผนภาพขั้นตอนถอนเงินจากโบรกเกอร์: ล็อกอิน เลือกช่องทางเดิมที่ฝาก ระบุจำนวนโดยชื่อบัญชีต้องตรง แล้วรอเงินเข้า พร้อมคำเตือนเรื่องโบนัส
แผนภาพขั้นตอนถอนเงินจากโบรกเกอร์: ล็อกอิน เลือกช่องทางเดิมที่ฝาก ระบุจำนวนโดยชื่อบัญชีต้องตรง แล้วรอเงินเข้า พร้อมคำเตือนเรื่องโบนัส

ช่องทางการฝาก: โบรกเกอร์ที่ดีควรรองรับ Bank Transfer, บัตรเครดิต/เดบิต, e-Wallet (Neteller, Skrill, PayPal) และในไทยควรรองรับ PromptPay หรือ QR Payment

ระยะเวลาการประมวลผล:

  • ฝากเงิน: ทันทีถึง 24 ชั่วโมง
  • ถอนเงิน: 1-5 วันทำการ (ขึ้นกับวิธีการ)

จำนวนขั้นต่ำ: ตรวจสอบยอดฝากขั้นต่ำและยอดถอนขั้นต่ำ บางโบรกเกอร์กำหนดขั้นต่ำที่ $10 ในขณะที่บางรายอาจสูงถึง $200-500

INFO

ข้อควรรู้: โบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุมในหลายประเทศมักจะแยกเงินของลูกค้า (segregated accounts) ออกจากเงินดำเนินงาน ซึ่งช่วยปกป้องเงินทุนของคุณในกรณีที่โบรกเกอร์ล้มละลาย

5. บริการสนับสนุนและทรัพยากรการเรียนรู้

แพลตฟอร์มที่ดีควรมี:

การสนับสนุนลูกค้า: Live Chat, อีเมล, โทรศัพท์ โดยเฉพาะการสนับสนุนภาษาไทย 24/5 หรือ 24/7

คู่มือและบทเรียน: Video tutorials, webinars, ebook, demo account

ชุมชนและฟอรัม: การมีชุมชนผู้ใช้ขนาดใหญ่ช่วยให้หาคำตอบและเรียนรู้กลยุทธ์ใหม่ๆ ได้

การอัปเดต: แพลตฟอร์มควรมีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อแก้ไขบั๊กและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่

ขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานโปรแกรมเทรด

เมื่อเลือกแพลตฟอร์มได้แล้ว ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

1. เปิดบัญชี Demo: ทดลองใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริง ระยะเวลาที่แนะนำคือ 1-2 สัปดาห์

2. ศึกษาเครื่องมือพื้นฐาน: เรียนรู้วิธีการวางคำสั่ง, ตั้ง Stop Loss/Take Profit, ใช้อินดิเคเตอร์

3. ทดสอบกลยุทธ์: ใช้ Demo account ทดสอบกลยุทธ์การเทรดจนมั่นใจ

4. เปิดบัญชีจริงด้วยเงินทุนเล็กน้อย: เริ่มต้นด้วยจำนวนที่คุณพร้อมจะเสีย (แนะนำไม่เกิน 2-5% ของเงินออม)

5. ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: บันทึกการเทรด วิเคราะห์ผลลัพธ์ และปรับปรุงกลยุทธ์

TIP

เคล็ดลับ: อย่ากระโดดไปใช้แพลตฟอร์มแบบเสียเงินทันที ใช้ Demo account อย่างน้อย 30-60 วัน จนกว่าคุณจะ profitable อย่างสม่ำเสมอ สถิติบอกว่า 70-80% ของเทรดเดอร์มือใหม่ขาดทุนในปีแรกเพราะรีบเทรดด้วยเงินจริงเร็วเกินไป

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ใช้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน: ในช่วงเริ่มต้น การใช้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกันอาจทำให้สับสน เลือกอันเดียวที่เหมาะสมแล้วใช้จนชำนาญ

ไม่ทดสอบก่อนใช้จริง: การข้ามขั้นตอน Demo trading เป็นสาเหตุหลักของการขาดทุนในมือใหม่

มองข้ามค่าธรรมเนียม: ค่าธรรมเนียมสะสมอาจกัดกำไรของคุณได้มาก โดยเฉพาะถ้าคุณเป็น Scalper ที่เทรดบ่อย

ใช้ Leverage สูงเกินไป: แม้ว่าแพลตฟอร์มจะอนุญาตให้ใช้ leverage 1:500 หรือสูงกว่า แต่เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้ไม่เกิน 1:20 ถึง 1:50 เพื่อจำกัดความเสี่ยง

เลือกไม่ถูก ให้ใช้อันนี้

มือใหม่ — MT4 จบ ของฟรี โบรกรองรับทุกเจ้า และหาคนสอนง่ายที่สุด

เทรดหลายสินทรัพย์ หรืออยากได้ timeframe ละเอียดกว่า — MT5

สายสแกลป์ที่อยากเห็น Depth of Market — cTrader

ส่วน NinjaTrader กับ eSignal ให้ข้ามไปก่อน ค่าใช้จ่ายของสองตัวนี้เริ่มคุ้มก็ต่อเมื่อคุณเทรดเป็นอาชีพแล้ว

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง