Divergence คืออะไร พร้อมเทคนิคการอ่านกราฟ
Divergence คือสัญญาณขัดแย้งระหว่างทิศทางราคากับอินดิเคเตอร์ บ่งบอกโอกาสกลับตัวของเทรนด์ ครบทั้ง Bullish, Bearish และ Hidden Divergence พร้อมวิธีเทรดจริง

Divergence คือสัญญาณการขัดแย้งระหว่างทิศทางของราคากับตัวชี้วัดทางเทคนิค ซึ่งมักบ่งบอกถึงโอกาสการกลับตัวของเทรนด์ในตลาด Forex การเข้าใจและใช้ Divergence อย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณจับจุดเข้าออเดอร์ได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator เช่น MACD, RSI หรือ Stochastic บทความนี้ครอบคลุมทั้ง Regular Divergence (สัญญาณกลับตัว) และ Hidden Divergence (สัญญาณไปต่อตามเทรนด์) พร้อมตารางสรุปครบทั้ง 4 รูปแบบและวิธีเข้าออเดอร์จริง

สรุปสาระสำคัญ
- Divergence เกิดเมื่อราคาและอินดิเคเตอร์เคลื่อนที่ในทิศทางตรงข้าม บ่งบอกถึงโอกาสการกลับตัวของเทรนด์
- Bullish Divergence เกิดเมื่อราคาทำ Lower Low แต่อินดิเคเตอร์ทำ Higher Low — สัญญาณราคาอาจกลับขึ้น
- Bearish Divergence เกิดเมื่อราคาทำ Higher High แต่อินดิเคเตอร์ทำ Lower High — สัญญาณราคาอาจกลับลง
- Hidden Divergence คือสัญญาณไปต่อตามเทรนด์เดิม ใช้หาจังหวะเข้าตอนราคาย่อตัว ต่างจาก Regular Divergence ที่เป็นสัญญาณกลับตัว
- อินดิเคเตอร์ยอดนิยมสำหรับหา Divergence คือ MACD, Stochastic Oscillator และ RSI
- ควรใช้ Divergence ใน Time Frame H1 ขึ้นไปเพื่อลดโอกาสเจอสัญญาณหลอก และต้องตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง
Divergence คืออะไร
Divergence หมายถึงภาวการณ์ที่ราคาและอินดิเคเตอร์เคลื่อนที่ไปคนละทิศทาง เช่น ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่อินดิเคเตอร์กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงกว่าเดิม (Higher Low) — นี่คือสัญญาณที่นักเทรดหลายคนใช้คาดการณ์ว่าเทรนด์ปัจจุบันกำลังอ่อนแรงลงและอาจกลับตัว
การวิเคราะห์ Divergence มักใช้อินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator ที่วิ่งในกรอบค่าจำกัด เช่น:
- MACD (Moving Average Convergence Divergence)
- RSI (Relative Strength Index)
- Stochastic Oscillator
อินดิเคเตอร์เหล่านี้วัดโมเมนตัมของราคา เมื่อโมเมนตัมขัดแย้งกับทิศทางราคา นั่นคือโอกาสที่เทรนด์อาจพลิกกลับ
รูปแบบ Divergence ทั้ง 2 ประเภท
Bullish Divergence (Divergence ขาขึ้น)
Bullish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาอยู่ในเทรนด์ขาลงและทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่อินดิเคเตอร์กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงกว่าครั้งก่อน (Higher Low) — บ่งบอกว่าแรงขายกำลังอ่อนตัว และราคาอาจกลับขึ้นเร็วๆ นี้
ลักษณะสำคัญ:
- ราคาทำ Lower Low
- อินดิเคเตอร์ทำ Higher Low
- คาดว่าราคาจะกลับขึ้นหลังจากนี้
Bearish Divergence (Divergence ขาลง)
Bearish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นและทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) แต่อินดิเคเตอร์กลับทำจุดสูงสุดที่ต่ำกว่าครั้งก่อน (Lower High) — บ่งบอกว่าแรงซื้อกำลังอ่อนตัว และราคาอาจกลับลงเร็วๆ นี้
ลักษณะสำคัญ:
- ราคาทำ Higher High
- อินดิเคเตอร์ทำ Lower High
- คาดว่าราคาจะกลับลงหลังจากนี้
หลักจำง่าย: Divergence เกิดเมื่อราคาและอินดิเคเตอร์ "แยกทาง" — ราคาไปทางหนึ่ง อินดิเคเตอร์ไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือสัญญาณเตือนว่าเทรนด์ปัจจุบันอาจไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป
Hidden Divergence คืออะไร
Divergence ที่อธิบายข้างต้นเรียกว่า Regular Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณกลับตัว แต่ยังมีอีกประเภทที่นักเทรดสายเทรนด์นิยมใช้ไม่แพ้กันคือ Hidden Divergence — สัญญาณ "ไปต่อตามเทรนด์เดิม" (Trend Continuation) โดยราคากับอินดิเคเตอร์จะขัดแย้งกันในทิศทางกลับกันกับ Regular Divergence
- Hidden Bullish Divergence: ราคาทำ Higher Low (ย่อตัวในเทรนด์ขาขึ้น) แต่อินดิเคเตอร์ทำ Lower Low — บ่งบอกว่าเทรนด์ขาขึ้นยังแข็งแรง ราคามีโอกาสขึ้นต่อ
- Hidden Bearish Divergence: ราคาทำ Lower High (รีบาวด์ในเทรนด์ขาลง) แต่อินดิเคเตอร์ทำ Higher High — บ่งบอกว่าเทรนด์ขาลงยังแข็งแรง ราคามีโอกาสลงต่อ
จุดต่างสำคัญคือวิธีใช้งาน: Regular Divergence ใช้หา "จุดกลับตัว" (เทรดสวนเทรนด์) ส่วน Hidden Divergence ใช้หา "จุดเข้าตามเทรนด์เดิม" ตอนราคาย่อตัว ซึ่งโดยธรรมชาติการเทรดตามเทรนด์มีความเสี่ยงต่ำกว่าการเทรดสวนเทรนด์
ตารางสรุป Divergence ทั้ง 4 รูปแบบ
| รูปแบบ | ราคา | อินดิเคเตอร์ | ความหมาย |
|---|---|---|---|
| Regular Bullish | Lower Low | Higher Low | เทรนด์ขาลงอ่อนแรง อาจกลับตัวขึ้น |
| Regular Bearish | Higher High | Lower High | เทรนด์ขาขึ้นอ่อนแรง อาจกลับตัวลง |
| Hidden Bullish | Higher Low | Lower Low | เทรนด์ขาขึ้นยังแข็งแรง มีโอกาสขึ้นต่อ |
| Hidden Bearish | Lower High | Higher High | เทรนด์ขาลงยังแข็งแรง มีโอกาสลงต่อ |
อินดิเคเตอร์ยอดนิยมสำหรับหา Divergence
1. MACD (Moving Average Convergence Divergence)
MACD อ่านว่า "เอ็ม-เอ-ซี-ดี" เป็นอินดิเคเตอร์ที่นักเทรด Forex นิยมใช้หา Divergence มากที่สุด เนื่องจาก MACD ให้สัญญาณค่อนข้างช้า (Lagging Indicator) จึงมีโอกาสเจอสัญญาณหลอกน้อยกว่าอินดิเคเตอร์อื่น
วิธีใช้:
- สังเกตจุดสูงสุด/ต่ำสุดของเส้น MACD Histogram หรือ Signal Line
- เปรียบเทียบกับจุดสูงสุด/ต่ำสุดของราคา
- เหมาะกับ Time Frame H1, H4 และ D1
ข้อดี:
- สัญญาณเชื่อถือได้สูง มีสัญญาณหลอกน้อย
- ใช้งานง่าย มีให้ใช้ฟรีใน MetaTrader 4/5
ข้อจำกัด:
- ช้ากว่าอินดิเคเตอร์ตัวอื่น อาจเข้าออเดอร์ช้าไปเล็กน้อย
2. Stochastic Oscillator
Stochastic เป็นอินดิเคเตอร์ที่ให้สัญญาณไวกว่า MACD ทำให้คุณหา Divergence ได้บ่อยขึ้น แต่ก็มีโอกาสเจอสัญญาณหลอกสูงกว่าเช่นกัน
วิธีใช้:
- สังเกตจุดสูงสุด/ต่ำสุดของเส้น %K หรือ %D
- เปรียบเทียบกับราคา โดยเฉพาะเมื่อ Stochastic อยู่ในโซน Overbought (>80) หรือ Oversold (<20)
- เหมาะกับ Time Frame M30, H1 และ H4
ข้อดี:
- ให้สัญญาณไว จับจุดเข้าได้เร็วกว่า
- เหมาะกับการเทรดระยะสั้น
ข้อจำกัด:
- มีสัญญาณหลอกค่อนข้างบ่อย ต้องกรอง Signal เพิ่มเติม
3. RSI (Relative Strength Index)
RSI เป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator ที่นิยมใช้วัดโมเมนตัมของราคา แม้ว่า RSI จะไม่ได้รับความนิยมในการหา Divergence เท่า MACD หรือ Stochastic แต่ก็ยังมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้ใน Time Frame ใหญ่
วิธีใช้:
- สังเกตจุดสูงสุด/ต่ำสุดของเส้น RSI
- ดีที่สุดเมื่อ RSI อยู่ในโซน Overbought (>70) หรือ Oversold (<30)
- เหมาะกับ Time Frame H1, H4 และ D1
ข้อดี:
- ใช้งานง่าย สัญญาณชัดเจน
- มีให้ใช้ฟรีในทุกแพลตฟอร์มเทรด
ข้อจำกัด:
- Divergence เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักเทรด
ตัวอย่าง Bullish Divergence บน RSI
ตัวอย่าง Bearish Divergence บน RSI
วิธีเทรดด้วย Divergence อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์การเข้าออเดอร์
สำหรับ Bullish Divergence:
- รอให้เกิด Divergence ชัดเจนในโซน Oversold
- เข้า Buy เมื่อราคาเริ่มกลับตัวขึ้น (ตัดเส้น Resistance ระยะสั้น หรือรอให้แท่งเทียนปิดเหนือ EMA)
- ตั้ง Stop Loss ใต้จุดต่ำสุดล่าสุด
- Target ที่ Support/Resistance ถัดไป หรือใช้ Risk:Reward 1:2
สำหรับ Bearish Divergence:
- รอให้เกิด Divergence ชัดเจนในโซน Overbought
- เข้า Sell เมื่อราคาเริ่มกลับตัวลง (ทะลุ Support ระยะสั้น หรือรอให้แท่งเทียนปิดใต้ EMA)
- ตั้ง Stop Loss เหนือจุดสูงสุดล่าสุด
- Target ที่ Support/Resistance ถัดไป หรือใช้ Risk:Reward 1:2
ข้อควรระวัง: อย่าเทรด Divergence ใน Time Frame ต่ำกว่า H1 (เช่น M5, M15) เพราะมีโอกาสสูงมากที่จะเจอสัญญาณหลอก ราคาอาจยังไม่กลับตัวจริงและคุณจะเสีย Stop Loss อย่างรวดเร็ว การใช้ Time Frame H1, H4 หรือ D1 จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือมากกว่า
เทคนิคเพิ่มความแม่นยำ
1. ใช้ Divergence ร่วมกับ Price Action
- รอ Candlestick Pattern ยืนยัน เช่น Engulfing, Pin Bar หรือ Doji
- ดู Support/Resistance ใกล้เคียง ถ้า Divergence เกิดใกล้ระดับสำคัญจะยิ่งน่าเชื่อถือ
2. ดู Time Frame ใหญ่กว่าประกอบ
- ถ้าเทรดใน H1 ให้ดู H4 หรือ D1 ด้วย
- Divergence ที่เกิดพร้อมกันหลาย Time Frame มีแรงมากกว่า
3. ใช้มากกว่าหนึ่งอินดิเคเตอร์
- ถ้า MACD และ RSI เกิด Divergence พร้อมกัน สัญญาณแข็งแกร่งกว่า
- แต่ไม่ควรใช้เกิน 2-3 อินดิเคเตอร์ เพราะจะทำให้สับสน
4. ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง
- แม้ว่า Divergence จะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่มีสัญญาณไหนที่ถูกต้อง 100%
- ตั้ง Stop Loss ไว้ 10-30 pips จากจุดสูงสุด/ต่ำสุดล่าสุด
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
- เข้าออเดอร์ทันทีที่เห็น Divergence — รอให้ราคาเริ่มกลับตัวจริงก่อน
- ไม่ตั้ง Stop Loss — Divergence ไม่ใช่สัญญาณรับประกัน ราคาอาจทำ Lower Low หรือ Higher High ต่อได้
- ใช้ Time Frame เล็กเกินไป — M5, M15 มี Noise มาก สัญญาณหลอกเยอะ
- เทรดกับเทรนด์ใหญ่ — ถ้าเทรนด์ใหญ่ยังแรง Divergence อาจไม่ทำให้ราคากลับตัวได้
ใช้ Divergence เทรดทอง (XAUUSD) ได้ไหม
ได้ และทองคำเป็นหนึ่งในตลาดที่นักเทรด Divergence นิยมมากที่สุด เพราะมีสภาพคล่องสูงและเคลื่อนไหวเป็นรอบชัดเจน หลักการเหมือนคู่เงินทุกอย่าง คือใช้ MACD หรือ RSI บน Time Frame H1 ขึ้นไปแล้วรอสัญญาณยืนยันก่อนเข้าออเดอร์ แต่เนื่องจากทองคำผันผวนแรงกว่าคู่เงินหลัก ควรคำนวณขนาดออเดอร์ด้วยเครื่องคำนวณ Lot Sizeทุกครั้งเพื่อคุมความเสี่ยงต่อออเดอร์ไม่ให้เกิน 1-2% ของพอร์ต ผู้ที่เพิ่งเริ่มตลาดทองแนะนำอ่านสรุปเทคนิคเทรดทองออนไลน์ ฉบับมือใหม่ประกอบ
ตารางเปรียบเทียบอินดิเคเตอร์สำหรับหา Divergence
| อินดิเคเตอร์ | ความไวของสัญญาณ | สัญญาณหลอก | Time Frame แนะนำ | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| MACD | ช้า | น้อย | H1, H4, D1 | เทรดระยะกลาง-ยาว |
| Stochastic | ไว | ปานกลาง-มาก | M30, H1, H4 | เทรดระยะสั้น |
| RSI | ปานกลาง | ปานกลาง | H1, H4, D1 | ทุกสไตล์การเทรด |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Divergence คืออะไร?
Divergence คือภาวะที่ราคาและอินดิเคเตอร์เคลื่อนที่ไปคนละทิศทาง เช่น ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่แต่อินดิเคเตอร์กลับทำจุดต่ำที่สูงขึ้น บ่งบอกว่าโมเมนตัมกำลังอ่อนตัวและเทรนด์อาจกลับทิศ
Bullish Divergence และ Bearish Divergence ต่างกันอย่างไร?
Bullish Divergence เกิดเมื่อราคาทำ Lower Low แต่อินดิเคเตอร์ทำ Higher Low — สัญญาณราคาอาจกลับขึ้น ส่วน Bearish Divergence เกิดเมื่อราคาทำ Higher High แต่อินดิเคเตอร์ทำ Lower High — สัญญาณราคาอาจกลับลง
Hidden Divergence คืออะไร?
Hidden Divergence คือสัญญาณไปต่อตามเทรนด์เดิม (Trend Continuation) — Hidden Bullish เกิดเมื่อราคาทำ Higher Low แต่อินดิเคเตอร์ทำ Lower Low ในเทรนด์ขาขึ้น ส่วน Hidden Bearish เกิดเมื่อราคาทำ Lower High แต่อินดิเคเตอร์ทำ Higher High ในเทรนด์ขาลง ใช้หาจังหวะเข้าออเดอร์ตามเทรนด์ตอนราคาย่อตัว
ควรใช้อินดิเคเตอร์ไหนหา Divergence ดีที่สุด?
MACD เป็นตัวเลือกยอดนิยมเพราะสัญญาณเชื่อถือได้และมีสัญญาณหลอกน้อย เหมาะกับผู้เริ่มต้น ส่วน Stochastic ให้สัญญาณไวกว่าแต่ต้องกรอง Signal เพิ่มเติม RSI อยู่ตรงกลางระหว่างสองตัว — ใช้ง่ายแต่ Divergence เกิดไม่บ่อยนัก
Time Frame ไหนเหมาะกับการหา Divergence?
H1 และ H4 เป็น Time Frame ที่เหมาะสมที่สุดเพราะให้สัญญาณที่เชื่อถือได้และมีสัญญาณหลอกน้อย หลีกเลี่ยง Time Frame ต่ำกว่า H1 (เช่น M5, M15) เพราะจะเจอสัญญาณหลอกบ่อยมาก สำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงสุดควรใช้ D1
Divergence มีสัญญาณหลอกบ่อยไหม?
ใช่ โดยเฉพาะใน Time Frame เล็ก (M5, M15, M30) จะมีสัญญาณหลอกค่อนข้างบ่อย วิธีลดความเสี่ยงคือ (1) ใช้ Time Frame H1 ขึ้นไป (2) รอให้ราคากลับตัวจริงก่อนเข้าออเดอร์ (3) ใช้ร่วมกับ Price Action หรืออินดิเคเตอร์อื่น (4) ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง
ควรเข้าออเดอร์ทันทีที่เห็น Divergence หรือไม่?
ไม่ควร ให้รอให้ราคาเริ่มกลับตัวจริง เช่น รอให้เกิด Candlestick Pattern ยืนยัน (Pin Bar, Engulfing) หรือรอให้ราคาทะลุ Support/Resistance ระยะสั้น การเข้าออเดอร์ก่อนเวลาอาจทำให้คุณติด Stop Loss ก่อนที่ราคาจะกลับตัวจริง
เริ่มฝึกกับบัญชีจริงที่ต้นทุนต่ำ
คัดจากโบรกเกอร์ที่ทีมงานเปิดบัญชีจริงและวัดสเปรดทองจาก tick จริง
| โบรกเกอร์ | คะแนน | ฝากขั้นต่ำ | เลเวอเรจ | สเปรดทอง | |
|---|---|---|---|---|---|
Exness กำกับดูแลระดับสากล · ดูที่เว็บ Exness | 96 | $100 | 1:2 – 1:ไม่จำกัด (ลดตามทุน) | Zero ต่ำสุด 0 ปิ๊ป + คอม (ตัวเลขที่ Exness ประกาศเอง) | เปิดบัญชี |
XM Global ถือใบอนุญาตกำกับดูแล · ดูที่เว็บ XM | 92 | $5 | สูงสุด 1:1000 (ลดตามทุน) | Ultra Low เฉลี่ย 3.0 / ต่ำสุด 2.4 ปิ๊ป (ตัวเลขที่ XM ประกาศเอง) | เปิดบัญชี |
กำกับดูแลระดับสากล · ดูที่เว็บ Exness
- ฝากขั้นต่ำ
- $100
- เลเวอเรจ
- 1:2 – 1:ไม่จำกัด (ลดตามทุน)
- สเปรดทอง
- Zero ต่ำสุด 0 ปิ๊ป + คอม (ตัวเลขที่ Exness ประกาศเอง)
ถือใบอนุญาตกำกับดูแล · ดูที่เว็บ XM
- ฝากขั้นต่ำ
- $5
- เลเวอเรจ
- สูงสุด 1:1000 (ลดตามทุน)
- สเปรดทอง
- Ultra Low เฉลี่ย 3.0 / ต่ำสุด 2.4 ปิ๊ป (ตัวเลขที่ XM ประกาศเอง)
ที่มาของตัวเลข: เว็บไซต์ทางการของแต่ละโบรกเกอร์ (xm.com/th · exness.com) ·สเปรดทองวัดจาก tick จริงในบัญชีของทีมงาน · ตรวจสอบเมื่อ 23 ส.ค. 2026 · เว็บนี้มีรายได้จากโฆษณาผู้สนับสนุน คุณไม่จ่ายเพิ่ม · เทรดมีความเสี่ยง เสียเงินทั้งหมดได้ · ระยะเวลาในการดำเนินการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่องทางการชำระเงินที่เลือกใช้ · Uhas เป็นเว็บไซต์ของ IB (Introducing Broker) ผู้แนะนำลูกค้าให้โบรกเกอร์ ไม่ใช่เว็บไซต์ของโบรกเกอร์รายใด และไม่ได้เป็นของหรือดำเนินการโดยโบรกเกอร์ที่กล่าวถึงบนเว็บไซต์นี้You are on the website of the IBs of Exness company. This site is not owned or operated by Exness.You are on the website of the IBs of XM Global company. This site is not owned or operated by XM Global.
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


