U
UHAS
XAU/USD0.00%

Divergence คืออะไร ? จุดเข้าซื้อขายที่ดี

Divergence คืออะไร ? จุดเข้าซื้อขายที่ดี Divergence ถือว่าเทคนิคของการวิเคราะห์ที่ค่อนข้างสำคัญมากสำหรับเทรดเดอร์สายวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ชอบซื้อขายรวดเร็ว

P
Patiphan Uhas
25 มกราคม 2564·3 นาทีอ่าน
แชร์
Divergence คืออะไร ? จุดเข้าซื้อขายที่ดี

ในการเทรด Forex หรือทองคำ การจับจังหวะกลับตัวของราคาคือทักษะที่แยกระหว่างเทรดเดอร์มือใหม่กับมืออาชีพ Divergence เป็นเทคนิคการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยบ่งชี้จุดพลิกกลับของเทรนด์ได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยการสังเกตความขัดแย้งระหว่างการเคลื่อนไหวของราคากับอินดิเคเตอร์ บทความนี้จะอธิบายทุกมิติของ Divergence ตั้งแต่หลักการพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้กับอินดิเคเตอร์ยอดนิยม

สรุปสาระสำคัญ

  • Divergence คือความขัดแย้งระหว่างทิศทางของราคากับอินดิเคเตอร์ สัญญาณว่าเทรนด์อาจกำลังจะกลับตัว
  • แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: Bullish Divergence (ขาขึ้น) และ Bearish Divergence (ขาลง)
  • อินดิเคเตอร์ยอดนิยมสำหรับหา Divergence ได้แก่ MACD, RSI และ Stochastic Oscillator
  • ไม่ควรใช้ Divergence เพียงอย่างเดียว ควรใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ

Divergence คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

Divergence คือปรากฏการณ์ที่ราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางหนึ่ง ขณะที่อินดิเคเตอร์เคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม ความขัดแย้งนี้เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าโมเมนตัมของเทรนด์ปัจจุบันกำลังอ่อนแรงลง และอาจเกิดการพลิกกลับทิศทางได้

แผนภาพ Divergence: ราคาทำจุดสูงหรือต่ำใหม่ แต่อินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม เส้นลาดบนกราฟราคากับ RSI ชี้คนละทาง เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงส่งใกล้หมด
แผนภาพ Divergence: ราคาทำจุดสูงหรือต่ำใหม่ แต่อินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม เส้นลาดบนกราฟราคากับ RSI ชี้คนละทาง เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงส่งใกล้หมด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด: สมมติราคากำลังทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) อย่างต่อเนื่อง แต่อินดิเคเตอร์อย่าง MACD หรือ RSI กลับทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) นี่คือ Bearish Divergence ที่บ่งบอกว่าแม้ราคาจะยังขึ้นอยู่ แต่แรงซื้อกำลังลดลง พร้อมกลับตัวลงได้ทุกเมื่อ

ในทางตรงกันข้าม หากราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่อินดิเคเตอร์ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) นี่คือ Bullish Divergence ที่แสดงว่าแรงขายกำลังอ่อนแรง เป็นโอกาสที่ราคาจะกลับตัวขึ้น

https://youtu.be/tUZ7xs0dufM

ประเภทของ Divergence ที่เทรดเดอร์ต้องรู้

Bullish Divergence (การกลับตัวขาขึ้น)

Bullish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง โดยมีลักษณะดังนี้:

แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
  • ราคา: ทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Lower Low)
  • อินดิเคเตอร์: ทำจุดต่ำสุดที่สูงกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Higher Low)
  • ความหมาย: แรงขายกำลังอ่อนแอลง ราคามีโอกาสกลับตัวขึ้น

จุดเข้าเทรด: เมื่อพบ Bullish Divergence ให้เตรียมพร้อมเปิดออร์เดอร์ Buy โดยรอการยืนยันจากแท่งเทียนกลับตัวหรือราคาทะลุแนวต้านระยะสั้น

Bullish Divergence

Bearish Divergence (การกลับตัวขาลง)

Bearish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยมีลักษณะดังนี้:

  • ราคา: ทำจุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า (Higher High)
  • อินดิเคเตอร์: ทำจุดสูงสุดที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า (Lower High)
  • ความหมาย: แรงซื้อกำลังอ่อนแอลง ราคามีโอกาสกลับตัวลง

จุดเข้าเทรด: เมื่อพบ Bearish Divergence ให้เตรียมพร้อมเปิดออร์เดอร์ Sell โดยรอการยืนยันจากแท่งเทียนกลับตัวหรือราคาทะลุแนวรับระยะสั้น

Bearish Divergence
INFO

ความแตกต่างระหว่าง Divergence และ Convergence: Convergence เกิดขึ้นเมื่อราคาและอินดิเคเตอร์เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหมายถึงเทรนด์ปัจจุบันยังมีแรงและมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ไม่ใช่สัญญาณกลับตัว

อินดิเคเตอร์ยอดนิยมสำหรับหา Divergence

https://youtu.be/Wbkb7iE28Js

1. MACD (Moving Average Convergence Divergence)

MACD เป็นอินดิเคเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับ Divergence โดยเฉพาะ ประกอบด้วยเส้น MACD Line, Signal Line และฮิสโตแกรม ซึ่งแสดงความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นกับระยะยาว

วิธีหา Divergence ด้วย MACD:

  • สังเกตจุดสูงสุด/ต่ำสุดของฮิสโตแกรมหรือเส้น MACD Line
  • เปรียบเทียบกับจุดสูงสุด/ต่ำสุดของราคา
  • หากทิศทางไม่สอดคล้องกัน คือ Divergence

ทำความรู้จัก MACD แบบละเอียด >> คลิก <<

การใช้ MACD หา Bullish Divergence

MACD Bullish Divergence

จากภาพจะเห็นว่าราคาทำจุดต่ำสุดที่ลดลงเรื่อยๆ แต่ MACD ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น แสดงว่าแรงขายกำลังอ่อนตัว

การใช้ MACD หา Bearish Divergence

MACD Bearish Divergence

ราคาทำจุดสูงสุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ MACD ทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง สัญญาณว่าแรงซื้อกำลังอ่อนตัว

2. Stochastic Oscillator

Stochastic เป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator ที่วัดตำแหน่งราคาปิดปัจจุบันเทียบกับช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด มีค่าระหว่าง 0-100 และมักใช้ระดับ 80 (Overbought) และ 20 (Oversold) เป็นจุดอ้างอิง

ข้อดีของ Stochastic:

  • ให้สัญญาณได้เร็วกว่าอินดิเคเตอร์อื่น
  • เหมาะกับการเทรดระยะสั้นและ scalping
  • มีให้ใช้ฟรีในทุกแพลตฟอร์มเทรด

ทำความรู้จัก Stochastic Oscillator แบบละเอียด >> คลิก <<

ตัวอย่าง Bearish Divergence บน Stochastic

Stochastic Divergence

สังเกตว่าราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ Stochastic อยู่ในโซน Overbought และทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อกำลังหมดไป

NOTE

ข้อควรระวัง: Stochastic มักให้สัญญาณเร็วเกินไป อาจเกิด false signal บ่อยในตลาดที่มีความผันผวนสูง ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นเสมอ

3. RSI (Relative Strength Index)

RSI เป็นอินดิเคเตอร์ Oscillator ที่วัดความแรงของแนวโน้ม มีค่าอยู่ระหว่าง 0-100 โดยใช้ระดับ 70 เป็น Overbought และ 30 เป็น Oversold RSI นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะให้สัญญาณที่สมดุลระหว่างความเร็วและความแม่นยำ

แผนภาพ RSI: กราฟราคาคู่กับหน้าต่าง RSI ระดับเกิน 70 คือโซนซื้อมากเกิน ต่ำกว่า 30 คือโซนขายมากเกิน ใช้ดูว่าราคาวิ่งมาตึงแค่ไหน
แผนภาพ RSI: กราฟราคาคู่กับหน้าต่าง RSI ระดับเกิน 70 คือโซนซื้อมากเกิน ต่ำกว่า 30 คือโซนขายมากเกิน ใช้ดูว่าราคาวิ่งมาตึงแค่ไหน

การตั้งค่ามาตรฐาน: ช่วง 14 periods เหมาะกับการเทรดระยะกลาง ส่วนช่วง 9 periods เหมาะกับการเทรดระยะสั้น

ทำความรู้จัก RSI แบบละเอียด >> คลิก <<

ตัวอย่าง Bullish Divergence บน RSI

RSI Bullish Divergence

ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ในขณะที่ RSI ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น และอยู่ในโซน Oversold (ต่ำกว่า 30) ทำให้สัญญาณกลับตัวมีน้ำหนักมากขึ้น

ตัวอย่าง Bearish Divergence บน RSI

RSI Bearish Divergence

ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ RSI ทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง พร้อมอยู่ในโซน Overbought (สูงกว่า 70) สัญญาณชัดเจนว่าควรเตรียมพร้อม Sell

กลยุทธ์การเทรดด้วย Divergence อย่างมืออาชีพ

การใช้ Divergence เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เทรดเดอร์มืออาชีพจะใช้เทคนิคเสริมหลายอย่างเพื่อเพิ่มความแม่นยำ:

1. รอการยืนยันจากแท่งเทียน

หลังพบ Divergence อย่าเปิดออร์เดอร์ทันที ให้รอแท่งเทียนกลับตัว เช่น Pin Bar, Engulfing หรือ Doji ที่แสดงว่าแรงซื้อ/ขายจริงๆ เริ่มเปลี่ยนทิศ

2. ใช้ร่วมกับ Support/Resistance

Divergence ที่เกิดขึ้นใกล้แนวรับ/แนวต้านสำคัญมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า เพราะเป็นจุดที่มีผู้เทรดจำนวนมากให้ความสนใจ

3. วิเคราะห์หลายไทม์เฟรม

ตรวจสอบ Divergence ในไทม์เฟรมที่สูงกว่า (เช่น H4 หรือ Daily) ก่อนเข้าเทรดในไทม์เฟรมต่ำกว่า (เช่น M15 หรือ H1) Divergence ในไทม์เฟรมใหญ่มีน้ำหนักมากกว่า

4. ตั้ง Stop Loss อย่างมีเหตุผล

  • สำหรับ Bullish Divergence: ตั้ง Stop Loss ต่ำกว่าจุดต่ำสุดล่าสุด 5-10 pips
  • สำหรับ Bearish Divergence: ตั้ง Stop Loss สูงกว่าจุดสูงสุดล่าสุด 5-10 pips
TIP

เคล็ดลับจากเทรดเดอร์มืออาชีพ: ใช้ Risk-Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 กับการเทรด Divergence เพราะไม่ใช่ทุกสัญญาณที่จะสำเร็จ แต่เมื่อสำเร็จ ผลกำไรมักจะมากกว่าขาดทุน

ข้อจำกัดและข้อควรระวังเมื่อใช้ Divergence

แม้ Divergence จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็มีข้อจำกัดที่เทรดเดอร์ต้องเข้าใจ:

1. False Signal ในตลาดเทรนด์แรง เมื่อตลาดมีเทรนด์ชัดเจนและแรง Divergence อาจเกิดขึ้นหลายครั้งโดยที่ราคายังไม่กลับตัว ควรหลีกเลี่ยงการเทรด Divergence ในตลาดที่กำลัง trending แรง

2. Lagging Indicator อินดิเคเตอร์ทั้ง MACD, RSI และ Stochastic เป็น lagging indicator คือคำนวณจากราคาในอดีต บางครั้งเมื่อสัญญาณปรากฏ ราคาอาจกลับตัวไปแล้ว

3. ต้องใช้ดุลยพินิจในการวาดเส้น การหาจุดสูงสุด/ต่ำสุดเพื่อเชื่อมเป็นเส้น Divergence ต้องอาศัยประสบการณ์ เทรดเดอร์มือใหม่อาจวาดผิดและเข้าใจสัญญาณผิด

4. ไม่มีการันตีความสำเร็จ 100% Divergence เป็นเพียงความน่าจะเป็น ไม่ใช่กฎเหล็ก ต้องใช้ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดีเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Divergence ใช้ได้กับทุกตลาดหรือไม่?

ใช้ได้กับทุกตลาดการเงิน รวมถึง Forex, ทองคำ, หุ้น และ cryptocurrency แต่ประสิทธิภาพจะแตกต่างกันไปตามความผันผวนของแต่ละตลาด ตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและ Spread ต่ำ เช่น EUR/USD หรือทองคำ จะให้สัญญาณที่ดีกว่า

ควรใช้อินดิเคเตอร์ตัวไหนหา Divergence ดีที่สุด?

ไม่มีตัวใดดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์ MACD เหมาะกับการจับเทรนด์ขนาดกลางถึงใหญ่ RSI ให้สัญญาณสมดุล ส่วน Stochastic เหมาะกับ scalping หลายเทรดเดอร์ใช้ทั้ง 2-3 ตัวร่วมกันเพื่อยืนยันสัญญาณ

Divergence ใช้ได้ในทุกไทม์เฟรมหรือไม่?

ใช้ได้ในทุกไทม์เฟรม แต่ไทม์เฟรมที่สูงกว่า (H4, Daily, Weekly) จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือกว่าไทม์เฟรมต่ำ (M5, M15) เพราะ noise น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม scalper ก็สามารถใช้ Divergence ในไทม์เฟรมต่ำได้ แต่ต้องระมัดระวังและใช้ Stop Loss แน่นขึ้น

Hidden Divergence คืออะไร แตกต่างจาก Regular Divergence อย่างไร?

Hidden Divergence เป็น Divergence อีกประเภทหนึ่งที่บ่งชี้การดำเนินต่อของเทรนด์ ไม่ใช่การกลับตัว เกิดเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) แต่อินดิเคเตอร์ทำจุดต่ำสุดที่ต่ำลง (Lower Low) ในเทรนด์ขาขึ้น หรือตรงกันข้ามในเทรนด์ขาลง เหมาะกับการเทรดตามเทรนด์

ควร Risk เท่าไหร่ต่อการเทรด Divergence?

แนะนำไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เนื่องจาก Divergence ไม่ใช่สัญญาณที่แม่นยำ 100% การบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดจะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดระยะยาว แม้จะเจอ losing streaks

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง