U
UHAS
XAU/USD0.00%

Take Profit คืออะไร ตัวนี้สำคัญมากในการเทรด

Take Profit คืออะไร ตัวนี้สำคัญมากในการเทรด เนื่องจากว่า Take Profit คือตัวชี้วัดว่า พอร์ตของเราจะสามารถเติบโตไปได้อีกหรือไม่?

P
Patiphan Uhas
25 มกราคม 2564·5 นาทีอ่าน
แชร์
Take Profit คืออะไร ตัวนี้สำคัญมากในการเทรด

เปิดเรื่อง

Take Profit คือเครื่องมือที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้กำหนดจุดออกจากตลาดเมื่อได้กำไรตามเป้าหมาย — ไม่ใช่แค่การคาดหวังว่าราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เราต้องการตลอดไป หากคุณเคยเห็นกำไร +$300 หายไปกลายเป็นขาดทุน -$150 เพียงเพราะไม่รู้ว่าควรปิดออเดอร์เมื่อไหร่ บทความนี้จะอธิบายทำไม Take Profit ถึงเป็นมากกว่าตัวเลขบนหน้าจอ — มันคือกลยุทธ์ที่ป้องกันไม่ให้คุณเปลี่ยนจากผู้ชนะกลับมาเป็นผู้แพ้

สรุปสาระสำคัญ

  • Take Profit คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาถึงเป้าหมายกำไรที่กำหนด — ป้องกันกำไรที่มีอยู่แล้วกลับมาหดหายหรือกลายเป็นขาดทุน
  • การไม่ตั้ง Take Profit ทำให้เทรดเดอร์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ — โดยเฉพาะความโลภที่อยากเห็นกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพลาดโอกาสปิดกำไร
  • วิธีตั้ง Take Profit ขึ้นกับสไตล์เทรดและสภาวะตลาด — ในตลาด Sideways ใช้แนวรับ-แนวต้าน, ในตลาด Trend ใช้การไล่ตามราคา (Trailing)
  • อัตราส่วน Risk:Reward ที่แนะนำคือ 1:2 หรือมากกว่า — ถ้าเสี่ยง $100 ควรตั้ง Take Profit ที่ $200 ขึ้นไป เพื่อให้พอร์ตเติบโตได้ในระยะยาว

Take Profit คืออะไร และแตกต่างจาก Stop Loss อย่างไร

Take Profit (TP) คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปถึงระดับกำไรที่เราตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า — เป็นจุดออกจากตลาดที่วางแผนไว้สำหรับสถานการณ์ที่เราคาดการณ์ถูกต้อง ตรงข้ามกับ Stop Loss ที่เป็นจุดออกจากตลาดเมื่อเราคาดการณ์ผิด

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

ความแตกต่างหลัก

คุณสมบัติTake Profit (TP)Stop Loss (SL)
วัตถุประสงค์ล็อกกำไรเมื่อราคาไปถึงเป้าหมายจำกัดขาดทุนเมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทาง
จิตวิทยาป้องกันความโลภ (Greed)ป้องกันความหวัง (Hope)
ตำแหน่งอยู่ในทิศทางเดียวกับกำไร (ถ้า Buy อยู่ด้านบน)อยู่ในทิศทางตรงข้ามกับกำไร (ถ้า Buy อยู่ด้านล่าง)
ความจำเป็นควรมี แต่เทรดเดอร์บางคนเลือกปิดเองบังคับมี (เสี่ยงขาดทุนหมดบัญชีถ้าไม่มี)
INFO

ตัวอย่างเปรียบเทียบ: สมมุติคุณ Buy ทองคำที่ $1,800.00 — คุณตั้ง Stop Loss ที่ $1,785.00 (ขาดทุนสูงสุด $15.00) และ Take Profit ที่ $1,830.00 (กำไรเป้าหมาย $30.00) — อัตราส่วน Risk:Reward = 1:2

ตัวอย่างการเทรดจริง: ทองคำ (XAUUSD)

สมมุติราคาทองคำปัจจุบันอยู่ที่ $1,800.00 คุณวิเคราะห์แล้วคาดว่าราคาจะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ $1,850.00 คุณจึง:

  1. เปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา $1,800.00
  2. ตั้ง Take Profit ที่ $1,850.00 (กำไร $50.00 หรือ 2.78%)
  3. ตั้ง Stop Loss ที่ $1,775.00 (ขาดทุนจำกัด $25.00 หรือ 1.39%)

เมื่อราคาเคลื่อนที่ขึ้นไปถึง $1,850.00 ระบบจะปิดออเดอร์อัตโนมัติและโอนกำไร $50.00 (ต่อ 1 ออนซ์) เข้าบัญชีคุณ — โดยไม่ต้องนั่งจ้องหน้าจอรอ

ทำไมเทรดเดอร์ต้องมี Take Profit: 4 เหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

1. ป้องกันกำไรหดหายจากความโลภ

นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเทรดเดอร์ทุกคน:

09:00 — คุณเปิด Buy XAUUSD ที่ $1,800.00
10:30 — กำไรลอยตัว +$200.00 (ราคา $1,820.00)
11:45 — กำไรพุ่งขึ้น +$450.00 (ราคา $1,845.00) "เยี่ยม! มันน่าจะไปได้ถึง $1,850 แน่ๆ"
13:00 — กำไรหด +$180.00 (ราคา $1,818.00) "ไม่เป็นไร มันจะกลับขึ้นแน่"
14:30 — กำไรเหลือ +$50.00 (ราคา $1,805.00) "อืม... น่าจะรอต่อ"
15:45 — ขาดทุน -$150.00 (Stop Loss ถูกตี ที่ $1,785.00)

หากคุณตั้ง Take Profit ไว้ที่ $1,845.00 ระบบจะปิดกำไร $450.00 ให้คุณโดยอัตโนมัติ — ไม่มีโอกาสให้ความโลภเข้ามาทำลายผลงาน

2. บังคับให้วางแผนก่อนเปิดออเดอร์

เทรดเดอร์มืออาชีพตั้งคำถามเหล่านี้ก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง:

แผนภาพ Pending Order สี่แบบบนแกนราคา: Buy Stop และ Sell Limit วางเหนือราคาปัจจุบัน Buy Limit และ Sell Stop วางใต้ราคา Limit รอราคาย้อนมาหา Stop รอราคาวิ่งผ่าน
แผนภาพ Pending Order สี่แบบบนแกนราคา: Buy Stop และ Sell Limit วางเหนือราคาปัจจุบัน Buy Limit และ Sell Stop วางใต้ราคา Limit รอราคาย้อนมาหา Stop รอราคาวิ่งผ่าน
  • ราคาเป้าหมายอยู่ที่ไหน? (TP)
  • ถ้าผิดจะออกที่ไหน? (SL)
  • อัตราส่วน Risk:Reward เท่าไหร่?
  • ถ้าชนะ 10 ครั้ง แพ้ 10 ครั้ง จะได้กำไรสุทธิหรือไม่?

การไม่ตั้ง Take Profit = การเข้าตลาดโดยไม่มีแผนออก = การเสี่ยงโชคแบบไม่มีกลยุทธ์

NOTE

ข้อมูลจริง: การศึกษาของ DailyFX (2014) วิเคราะห์ 43 ล้านออเดอร์จริงพบว่า — เทรดเดอร์ที่ใช้ Risk:Reward Ratio 1:2 ขึ้นไปมีกำไรสุทธิในระยะยาว แม้ชนะเพียง 40% ของเทรด / ในขณะที่เทรดเดอร์ที่ไม่ตั้ง TP ชัดเจนมักปล่อยให้กำไรหดหายและต้องชนะมากกว่า 60% ถึงจะรอด

3. ลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ (Emotional Trading)

เมื่อไม่มี Take Profit คุณจะต้องตัดสินใจปิดออเดอร์ทุกนาที — และในช่วงที่กำไรลอยตัวสูง สมองจะถูกครอบงำด้วย:

  • Dopamine Rush — ความตื่นเต้นจากกำไรที่พุ่งขึ้น ทำให้อยากรอเพื่อดูว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน
  • Loss Aversion Bias — ความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) ว่าถ้าปิดแล้วราคายังขึ้นต่อจะเสียใจ
  • Recency Bias — มองว่าการขึ้นในช่วง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมาจะดำเนินต่อไปแบบนั้นตลอด

Take Profit คือตัวแทนของ "คุณในยามที่ใจเย็น" — กำหนดไว้ก่อนเปิดออเดอร์ เมื่อยังไม่มี bias ใดๆ

4. ทำให้วัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์ได้

เมื่อคุณตั้ง Take Profit ชัดเจน คุณสามารถเก็บข้อมูลว่า:

  • เทรด 100 ครั้งที่ผ่านมา ราคาไปถึง TP กี่ครั้ง?
  • ถ้าเปลี่ยนจาก TP 30 pips เป็น 50 pips จะเปลี่ยน Win Rate และกำไรสุทธิอย่างไร?
  • กลยุทธ์นี้ใช้ได้ดีกับคู่เงินไหน? ช่วงเวลาไหน?

หากไม่มี TP คุณจะไม่มีฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ว่า "ตัวเองเก่งหรือโชคดี" — และไม่มีทางปรับปรุงเป็นระบบได้

Take Profit คืออะไร

วิธีการตั้ง Take Profit แบบมืออาชีพ: 5 เทคนิคหลัก

เทคนิค 1: ตาม Support/Resistance ในตลาด Sideways

เมื่อราคาเคลื่อนที่ในตลาด Sideway (Range-bound) ราคามักจะเด้งกลับเมื่อชนแนวรับ/แนวต้าน — เทคนิคนี้ตั้ง Take Profit ก่อนถึงแนวต้าน 5-10 pips เพื่อป้องกันราคาพลิกกลับก่อนถึงเป้า

แผนภาพแนวรับแนวต้าน: โซนแนวต้านด้านบนมีแรงขายรอ โซนแนวรับด้านล่างมีแรงซื้อรอ ราคาแตะโซนแล้วกลับตัวหลายครั้ง
แผนภาพแนวรับแนวต้าน: โซนแนวต้านด้านบนมีแรงขายรอ โซนแนวรับด้านล่างมีแรงซื้อรอ ราคาแตะโซนแล้วกลับตัวหลายครั้ง

ตัวอย่าง:

  • Range: EURUSD แกว่งตัวระหว่าง 1.0800 (Support) และ 1.0900 (Resistance)
  • Entry: Buy ที่ 1.0810 เมื่อราคาเด้งจาก Support
  • Take Profit: ตั้งที่ 1.0890 (10 pips ก่อนถึง Resistance)
  • Stop Loss: ตั้งที่ 1.0785 (15 pips ใต้ Support)
  • Risk:Reward: 25:80 = 1:3.2
TIP

เคล็ดลับ: ใช้กฎ "1/3 จากกรอบ" — ถ้า Range กว้าง 100 pips ให้ตั้ง TP ที่ประมาณ 70-80 pips จากจุดเข้า เพื่อหลีกเลี่ยง False Breakout ที่แนวต้าน

เทคนิค 2: Trailing Stop สำหรับตลาด Trend

ในตลาดที่มี Trend ชัดเจน (ขาขึ้นแรง/ขาลงแรง) การตั้ง TP แบบคงที่อาจทำให้พลาดกำไรจากการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง — Trailing Stop คือการปรับ TP ให้ไล่ตามราคาโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่าง:

  • Entry: Buy XAUUSD ที่ $1,800.00
  • Initial TP: $1,850.00 (กำไร $50.00)
  • Trailing Stop: 20 pips (หรือ $20.00)
  • การทำงาน:
    • ราคาขึ้นไป $1,830 → TP ปรับเป็น $1,810 (ล็อกกำไรขั้นต่ำ $10)
    • ราคาขึ้นไป $1,850 → TP ปรับเป็น $1,830 (ล็อกกำไร $30)
    • ราคาขึ้นไป $1,870 → TP ปรับเป็น $1,850 (ล็อกกำไร $50)
    • ถ้าราคาลงกลับมาตี $1,850 ระบบจะปิดกำไร $50 ให้
Take Profit คืออะไร

ข้อดี: ไม่จำกัดกำไรสูงสุด ปล่อยให้ Trend วิ่งไปเรื่อยๆ
ข้อเสีย: ถ้า Trailing Stop ห่างเกินไป (เช่น 50 pips) อาจถูกกวาดออกจาก Pullback ปกติ

เทคนิค 3: ตาม Fibonacci Extension/Projection

Fibonacci Extension ใช้คำนวณเป้าหมายกำไรจากขนาดของคลื่นราคาก่อนหน้า — ระดับยอดนิยมคือ 127.2%, 161.8%, และ 200.0%

ตัวอย่าง:

  1. ราคาขึ้นจาก $1,750 (A) → $1,800 (B) = +$50
  2. ราคาปรับฐานลงมา $1,780 (C)
  3. คาดว่าขาขึ้นใหม่จะไปได้ไกล 161.8% ของคลื่นแรก = $50 × 1.618 = $80.90
  4. Take Profit: $1,780 + $80.90 = $1,860.90
INFO

หลักการ: ตลาดมักเคลื่อนที่เป็นคลื่น และคลื่นใหม่มักจะมีขนาดใกล้เคียงกับอัตราส่วน Fibonacci ของคลื่นเดิม — เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้ Price Action + Fibonacci

เทคนิค 4: ตาม Risk:Reward Ratio แบบคงที่

วิธีที่ง่ายและมีวินัยที่สุดคือการกำหนด Risk:Reward Ratio แบบคงที่ สำหรับทุกเทรด — เช่น 1:2, 1:3, 1:4

ตัวอย่าง (1:2):

  • Entry: Sell GBPUSD ที่ 1.2500
  • Stop Loss: 1.2550 (เสี่ยง 50 pips)
  • Take Profit: 1.2400 (กำไร 100 pips)

คำนวณ: ถ้าเสี่ยง $100 ต่อเทรด → ตั้ง TP ที่กำไร $200 (ถ้า Lot size เท่ากัน)

ข้อดี:

  • ควบคุมความเสี่ยงง่าย แค่ชนะ 34% ก็พอได้กำไรสุทธิ (ถ้า R:R = 1:2)
  • ไม่ต้องวิเคราะห์หาจุด TP ซับซ้อน

ข้อเสีย:

  • อาจตั้ง TP ไปชนแนวต้านโดยไม่ตั้งใจ (ควรเช็ค S/R ก่อน)
  • ไม่เหมาะกับตลาด Ranging (เป้าไกลเกิน)

เทคนิค 5: แบ่งปิดกำไรเป็นชั้นๆ (Partial Take Profit)

แทนที่จะปิดทั้งออเดอร์ครั้งเดียว ให้แบ่งปิดเป็นส่วนๆ เพื่อสมดุลระหว่างการล็อกกำไรและการปล่อยให้มันวิ่งต่อ

ตัวอย่าง:

  • Entry: Buy 3 Lots ที่ $1,800.00
  • TP1 (33%): ปิด 1 Lot ที่ $1,820 (กำไร $20 × 1 = $20)
  • TP2 (33%): ปิด 1 Lot ที่ $1,850 (กำไร $50 × 1 = $50)
  • TP3 (34%): ปิด 1 Lot ที่ $1,900 หรือใช้ Trailing Stop

ผลลัพธ์: ถ้าราคาไปได้แค่ $1,820 คุณก็ได้กำไร $20 แล้ว / ถ้าราคาไปถึง $1,900 คุณจะได้กำไร $20 + $50 + $100 = $170 รวม

TIP

เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์ที่ชอบความแน่นอนแต่ไม่อยากพลาด Big Move — เป็นการประนีประนอมระหว่าง "ล็อกกำไร" กับ "ปล่อยให้วิ่ง"

กรณีพิเศษ: ถ้าไม่ตั้ง Take Profit จะเป็นอย่างไร?

มีเทรดเดอร์บางกลุ่ม (โดยเฉพาะ Scalper และ Day Trader) ที่เลือก ไม่ตั้ง TP ล่วงหน้า แต่ใช้วิธี Manual Exit แทน — ปิดเองตามสัญญาณทางเทคนิค เช่น:

  • เห็น Candlestick Pattern กลับตัว (เช่น Shooting Star, Evening Star)
  • Momentum Indicator (RSI/MACD) เริ่ม Divergence
  • ราคาชนแนวต้านแรงและมี Rejection Wick

ข้อดี:

  • ยืดหยุ่น สามารถปรับเป้าตามสถานการณ์ตลาดจริง
  • จับ Big Move ได้มากกว่า (ถ้ามีทักษะ)

ข้อเสีย:

  • ต้องจ้องหน้าจอตลอด — ไม่เหมาะกับคนทำงานประจำ
  • ความเสี่ยงจากอารมณ์สูง — ถ้าไม่มีวินัยจะกลายเป็นการ Over-trade หรือปล่อยให้กำไรหดหาย
  • ไม่สามารถวัดผลได้แม่นยำ — ยากที่จะปรับปรุงกลยุทธ์เป็นระบบ
NOTE

คำแนะนำ: ถ้าคุณเป็น Beginner หรือเทรดเป็นงานเสริม — ควรมี Take Profit เสมอ เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดจากอารมณ์ / เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นค่อยทดลองใช้ Hybrid (ปิดบางส่วนด้วย TP, ปล่อยบางส่วนแบบ Manual)

เปรียบเทียบ: Take Profit vs. Trailing Stop vs. Manual Exit

วิธีการข้อดีข้อเสียเหมาะกับ
Take Profit แบบคงที่ไม่ต้องจ้องหน้าจอ, ควบคุมอารมณ์ได้, วัดผล Back-test ง่ายอาจพลาด Big Move, ไม่ยืดหยุ่นBeginner, Swing Trader, เทรดเดอร์ที่ทำงานประจำ
Trailing Stopจับ Big Move ได้ดี, ล็อกกำไรตามราคาถูกกวาดออกจาก Pullback บ่อย, ต้องตั้งค่า Trail Distance ให้เหมาะสมTrend Trader, Position Trader
Manual Exitยืดหยุ่นสูงสุด, จับโอกาสได้ดีที่สุด (ถ้ามีทักษะ)ต้องจ้องหน้าจอ, เสี่ยงจากอารมณ์, ยากต่อการวัดผลScalper, Day Trader มืออาชีพ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Take Profit

1. ตั้ง TP ใกล้เกิน (Too Close)

ตัวอย่าง: Buy EURUSD ที่ 1.0800 แล้วตั้ง TP ที่ 1.0805 (5 pips) — ถูก Noise กวาดออกง่ายมาก แม้ว่าทิศทางใหญ่จะถูกต้อง

วิธีแก้: ตั้ง TP ให้ไกลกว่า Average Spread + Commission อย่างน้อย 2-3 เท่า — ถ้า Spread = 2 pips ควรตั้ง TP อย่างน้อย 10-15 pips

2. ไม่เช็คแนวรับ-แนวต้านก่อนตั้ง TP

ตัวอย่าง: ตั้ง TP ที่ 1.0950 แต่ลืมเช็คว่ามีแนวต้านแรงที่ 1.0930 → ราคาชนแนวต้านแล้วพลิกกลับ ไม่ถึง TP

วิธีแก้: เปิดชาร์ต Timeframe ใหญ่กว่า (H4/D1) ดูก่อนว่ามี S/

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง