Take Profit คืออะไร ตัวนี้สำคัญมากในการเทรด
Take Profit คืออะไร ตัวนี้สำคัญมากในการเทรด เนื่องจากว่า Take Profit คือตัวชี้วัดว่า พอร์ตของเราจะสามารถเติบโตไปได้อีกหรือไม่?

เปิดเรื่อง
Take Profit คือเครื่องมือที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้กำหนดจุดออกจากตลาดเมื่อได้กำไรตามเป้าหมาย — ไม่ใช่แค่การคาดหวังว่าราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เราต้องการตลอดไป หากคุณเคยเห็นกำไร +$300 หายไปกลายเป็นขาดทุน -$150 เพียงเพราะไม่รู้ว่าควรปิดออเดอร์เมื่อไหร่ บทความนี้จะอธิบายทำไม Take Profit ถึงเป็นมากกว่าตัวเลขบนหน้าจอ — มันคือกลยุทธ์ที่ป้องกันไม่ให้คุณเปลี่ยนจากผู้ชนะกลับมาเป็นผู้แพ้
สรุปสาระสำคัญ
- Take Profit คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาถึงเป้าหมายกำไรที่กำหนด — ป้องกันกำไรที่มีอยู่แล้วกลับมาหดหายหรือกลายเป็นขาดทุน
- การไม่ตั้ง Take Profit ทำให้เทรดเดอร์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ — โดยเฉพาะความโลภที่อยากเห็นกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพลาดโอกาสปิดกำไร
- วิธีตั้ง Take Profit ขึ้นกับสไตล์เทรดและสภาวะตลาด — ในตลาด Sideways ใช้แนวรับ-แนวต้าน, ในตลาด Trend ใช้การไล่ตามราคา (Trailing)
- อัตราส่วน Risk:Reward ที่แนะนำคือ 1:2 หรือมากกว่า — ถ้าเสี่ยง $100 ควรตั้ง Take Profit ที่ $200 ขึ้นไป เพื่อให้พอร์ตเติบโตได้ในระยะยาว
Take Profit คืออะไร และแตกต่างจาก Stop Loss อย่างไร
Take Profit (TP) คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปถึงระดับกำไรที่เราตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า — เป็นจุดออกจากตลาดที่วางแผนไว้สำหรับสถานการณ์ที่เราคาดการณ์ถูกต้อง ตรงข้ามกับ Stop Loss ที่เป็นจุดออกจากตลาดเมื่อเราคาดการณ์ผิด

ความแตกต่างหลัก
| คุณสมบัติ | Take Profit (TP) | Stop Loss (SL) |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | ล็อกกำไรเมื่อราคาไปถึงเป้าหมาย | จำกัดขาดทุนเมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทาง |
| จิตวิทยา | ป้องกันความโลภ (Greed) | ป้องกันความหวัง (Hope) |
| ตำแหน่ง | อยู่ในทิศทางเดียวกับกำไร (ถ้า Buy อยู่ด้านบน) | อยู่ในทิศทางตรงข้ามกับกำไร (ถ้า Buy อยู่ด้านล่าง) |
| ความจำเป็น | ควรมี แต่เทรดเดอร์บางคนเลือกปิดเอง | บังคับมี (เสี่ยงขาดทุนหมดบัญชีถ้าไม่มี) |
ตัวอย่างเปรียบเทียบ: สมมุติคุณ Buy ทองคำที่ $1,800.00 — คุณตั้ง Stop Loss ที่ $1,785.00 (ขาดทุนสูงสุด $15.00) และ Take Profit ที่ $1,830.00 (กำไรเป้าหมาย $30.00) — อัตราส่วน Risk:Reward = 1:2
ตัวอย่างการเทรดจริง: ทองคำ (XAUUSD)
สมมุติราคาทองคำปัจจุบันอยู่ที่ $1,800.00 คุณวิเคราะห์แล้วคาดว่าราคาจะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ $1,850.00 คุณจึง:
- เปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา $1,800.00
- ตั้ง Take Profit ที่ $1,850.00 (กำไร $50.00 หรือ 2.78%)
- ตั้ง Stop Loss ที่ $1,775.00 (ขาดทุนจำกัด $25.00 หรือ 1.39%)
เมื่อราคาเคลื่อนที่ขึ้นไปถึง $1,850.00 ระบบจะปิดออเดอร์อัตโนมัติและโอนกำไร $50.00 (ต่อ 1 ออนซ์) เข้าบัญชีคุณ — โดยไม่ต้องนั่งจ้องหน้าจอรอ
ทำไมเทรดเดอร์ต้องมี Take Profit: 4 เหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
1. ป้องกันกำไรหดหายจากความโลภ
นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเทรดเดอร์ทุกคน:
09:00 — คุณเปิด Buy XAUUSD ที่ $1,800.00
10:30 — กำไรลอยตัว +$200.00 (ราคา $1,820.00)
11:45 — กำไรพุ่งขึ้น +$450.00 (ราคา $1,845.00) "เยี่ยม! มันน่าจะไปได้ถึง $1,850 แน่ๆ"
13:00 — กำไรหด +$180.00 (ราคา $1,818.00) "ไม่เป็นไร มันจะกลับขึ้นแน่"
14:30 — กำไรเหลือ +$50.00 (ราคา $1,805.00) "อืม... น่าจะรอต่อ"
15:45 — ขาดทุน -$150.00 (Stop Loss ถูกตี ที่ $1,785.00)
หากคุณตั้ง Take Profit ไว้ที่ $1,845.00 ระบบจะปิดกำไร $450.00 ให้คุณโดยอัตโนมัติ — ไม่มีโอกาสให้ความโลภเข้ามาทำลายผลงาน
2. บังคับให้วางแผนก่อนเปิดออเดอร์
เทรดเดอร์มืออาชีพตั้งคำถามเหล่านี้ก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง:

- ราคาเป้าหมายอยู่ที่ไหน? (TP)
- ถ้าผิดจะออกที่ไหน? (SL)
- อัตราส่วน Risk:Reward เท่าไหร่?
- ถ้าชนะ 10 ครั้ง แพ้ 10 ครั้ง จะได้กำไรสุทธิหรือไม่?
การไม่ตั้ง Take Profit = การเข้าตลาดโดยไม่มีแผนออก = การเสี่ยงโชคแบบไม่มีกลยุทธ์
ข้อมูลจริง: การศึกษาของ DailyFX (2014) วิเคราะห์ 43 ล้านออเดอร์จริงพบว่า — เทรดเดอร์ที่ใช้ Risk:Reward Ratio 1:2 ขึ้นไปมีกำไรสุทธิในระยะยาว แม้ชนะเพียง 40% ของเทรด / ในขณะที่เทรดเดอร์ที่ไม่ตั้ง TP ชัดเจนมักปล่อยให้กำไรหดหายและต้องชนะมากกว่า 60% ถึงจะรอด
3. ลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ (Emotional Trading)
เมื่อไม่มี Take Profit คุณจะต้องตัดสินใจปิดออเดอร์ทุกนาที — และในช่วงที่กำไรลอยตัวสูง สมองจะถูกครอบงำด้วย:
- Dopamine Rush — ความตื่นเต้นจากกำไรที่พุ่งขึ้น ทำให้อยากรอเพื่อดูว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน
- Loss Aversion Bias — ความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) ว่าถ้าปิดแล้วราคายังขึ้นต่อจะเสียใจ
- Recency Bias — มองว่าการขึ้นในช่วง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมาจะดำเนินต่อไปแบบนั้นตลอด
Take Profit คือตัวแทนของ "คุณในยามที่ใจเย็น" — กำหนดไว้ก่อนเปิดออเดอร์ เมื่อยังไม่มี bias ใดๆ
4. ทำให้วัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์ได้
เมื่อคุณตั้ง Take Profit ชัดเจน คุณสามารถเก็บข้อมูลว่า:
- เทรด 100 ครั้งที่ผ่านมา ราคาไปถึง TP กี่ครั้ง?
- ถ้าเปลี่ยนจาก TP 30 pips เป็น 50 pips จะเปลี่ยน Win Rate และกำไรสุทธิอย่างไร?
- กลยุทธ์นี้ใช้ได้ดีกับคู่เงินไหน? ช่วงเวลาไหน?
หากไม่มี TP คุณจะไม่มีฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ว่า "ตัวเองเก่งหรือโชคดี" — และไม่มีทางปรับปรุงเป็นระบบได้
วิธีการตั้ง Take Profit แบบมืออาชีพ: 5 เทคนิคหลัก
เทคนิค 1: ตาม Support/Resistance ในตลาด Sideways
เมื่อราคาเคลื่อนที่ในตลาด Sideway (Range-bound) ราคามักจะเด้งกลับเมื่อชนแนวรับ/แนวต้าน — เทคนิคนี้ตั้ง Take Profit ก่อนถึงแนวต้าน 5-10 pips เพื่อป้องกันราคาพลิกกลับก่อนถึงเป้า

ตัวอย่าง:
- Range: EURUSD แกว่งตัวระหว่าง 1.0800 (Support) และ 1.0900 (Resistance)
- Entry: Buy ที่ 1.0810 เมื่อราคาเด้งจาก Support
- Take Profit: ตั้งที่ 1.0890 (10 pips ก่อนถึง Resistance)
- Stop Loss: ตั้งที่ 1.0785 (15 pips ใต้ Support)
- Risk:Reward: 25:80 = 1:3.2
เคล็ดลับ: ใช้กฎ "1/3 จากกรอบ" — ถ้า Range กว้าง 100 pips ให้ตั้ง TP ที่ประมาณ 70-80 pips จากจุดเข้า เพื่อหลีกเลี่ยง False Breakout ที่แนวต้าน
เทคนิค 2: Trailing Stop สำหรับตลาด Trend
ในตลาดที่มี Trend ชัดเจน (ขาขึ้นแรง/ขาลงแรง) การตั้ง TP แบบคงที่อาจทำให้พลาดกำไรจากการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง — Trailing Stop คือการปรับ TP ให้ไล่ตามราคาโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่าง:
- Entry: Buy XAUUSD ที่ $1,800.00
- Initial TP: $1,850.00 (กำไร $50.00)
- Trailing Stop: 20 pips (หรือ $20.00)
- การทำงาน:
- ราคาขึ้นไป $1,830 → TP ปรับเป็น $1,810 (ล็อกกำไรขั้นต่ำ $10)
- ราคาขึ้นไป $1,850 → TP ปรับเป็น $1,830 (ล็อกกำไร $30)
- ราคาขึ้นไป $1,870 → TP ปรับเป็น $1,850 (ล็อกกำไร $50)
- ถ้าราคาลงกลับมาตี $1,850 ระบบจะปิดกำไร $50 ให้
ข้อดี: ไม่จำกัดกำไรสูงสุด ปล่อยให้ Trend วิ่งไปเรื่อยๆ
ข้อเสีย: ถ้า Trailing Stop ห่างเกินไป (เช่น 50 pips) อาจถูกกวาดออกจาก Pullback ปกติ
เทคนิค 3: ตาม Fibonacci Extension/Projection
Fibonacci Extension ใช้คำนวณเป้าหมายกำไรจากขนาดของคลื่นราคาก่อนหน้า — ระดับยอดนิยมคือ 127.2%, 161.8%, และ 200.0%
ตัวอย่าง:
- ราคาขึ้นจาก $1,750 (A) → $1,800 (B) = +$50
- ราคาปรับฐานลงมา $1,780 (C)
- คาดว่าขาขึ้นใหม่จะไปได้ไกล 161.8% ของคลื่นแรก = $50 × 1.618 = $80.90
- Take Profit: $1,780 + $80.90 = $1,860.90
หลักการ: ตลาดมักเคลื่อนที่เป็นคลื่น และคลื่นใหม่มักจะมีขนาดใกล้เคียงกับอัตราส่วน Fibonacci ของคลื่นเดิม — เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้ Price Action + Fibonacci
เทคนิค 4: ตาม Risk:Reward Ratio แบบคงที่
วิธีที่ง่ายและมีวินัยที่สุดคือการกำหนด Risk:Reward Ratio แบบคงที่ สำหรับทุกเทรด — เช่น 1:2, 1:3, 1:4
ตัวอย่าง (1:2):
- Entry: Sell GBPUSD ที่ 1.2500
- Stop Loss: 1.2550 (เสี่ยง 50 pips)
- Take Profit: 1.2400 (กำไร 100 pips)
คำนวณ: ถ้าเสี่ยง $100 ต่อเทรด → ตั้ง TP ที่กำไร $200 (ถ้า Lot size เท่ากัน)
ข้อดี:
- ควบคุมความเสี่ยงง่าย แค่ชนะ 34% ก็พอได้กำไรสุทธิ (ถ้า R:R = 1:2)
- ไม่ต้องวิเคราะห์หาจุด TP ซับซ้อน
ข้อเสีย:
- อาจตั้ง TP ไปชนแนวต้านโดยไม่ตั้งใจ (ควรเช็ค S/R ก่อน)
- ไม่เหมาะกับตลาด Ranging (เป้าไกลเกิน)
เทคนิค 5: แบ่งปิดกำไรเป็นชั้นๆ (Partial Take Profit)
แทนที่จะปิดทั้งออเดอร์ครั้งเดียว ให้แบ่งปิดเป็นส่วนๆ เพื่อสมดุลระหว่างการล็อกกำไรและการปล่อยให้มันวิ่งต่อ
ตัวอย่าง:
- Entry: Buy 3 Lots ที่ $1,800.00
- TP1 (33%): ปิด 1 Lot ที่ $1,820 (กำไร $20 × 1 = $20)
- TP2 (33%): ปิด 1 Lot ที่ $1,850 (กำไร $50 × 1 = $50)
- TP3 (34%): ปิด 1 Lot ที่ $1,900 หรือใช้ Trailing Stop
ผลลัพธ์: ถ้าราคาไปได้แค่ $1,820 คุณก็ได้กำไร $20 แล้ว / ถ้าราคาไปถึง $1,900 คุณจะได้กำไร $20 + $50 + $100 = $170 รวม
เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์ที่ชอบความแน่นอนแต่ไม่อยากพลาด Big Move — เป็นการประนีประนอมระหว่าง "ล็อกกำไร" กับ "ปล่อยให้วิ่ง"
กรณีพิเศษ: ถ้าไม่ตั้ง Take Profit จะเป็นอย่างไร?
มีเทรดเดอร์บางกลุ่ม (โดยเฉพาะ Scalper และ Day Trader) ที่เลือก ไม่ตั้ง TP ล่วงหน้า แต่ใช้วิธี Manual Exit แทน — ปิดเองตามสัญญาณทางเทคนิค เช่น:
- เห็น Candlestick Pattern กลับตัว (เช่น Shooting Star, Evening Star)
- Momentum Indicator (RSI/MACD) เริ่ม Divergence
- ราคาชนแนวต้านแรงและมี Rejection Wick
ข้อดี:
- ยืดหยุ่น สามารถปรับเป้าตามสถานการณ์ตลาดจริง
- จับ Big Move ได้มากกว่า (ถ้ามีทักษะ)
ข้อเสีย:
- ต้องจ้องหน้าจอตลอด — ไม่เหมาะกับคนทำงานประจำ
- ความเสี่ยงจากอารมณ์สูง — ถ้าไม่มีวินัยจะกลายเป็นการ Over-trade หรือปล่อยให้กำไรหดหาย
- ไม่สามารถวัดผลได้แม่นยำ — ยากที่จะปรับปรุงกลยุทธ์เป็นระบบ
คำแนะนำ: ถ้าคุณเป็น Beginner หรือเทรดเป็นงานเสริม — ควรมี Take Profit เสมอ เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดจากอารมณ์ / เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นค่อยทดลองใช้ Hybrid (ปิดบางส่วนด้วย TP, ปล่อยบางส่วนแบบ Manual)
เปรียบเทียบ: Take Profit vs. Trailing Stop vs. Manual Exit
| วิธีการ | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| Take Profit แบบคงที่ | ไม่ต้องจ้องหน้าจอ, ควบคุมอารมณ์ได้, วัดผล Back-test ง่าย | อาจพลาด Big Move, ไม่ยืดหยุ่น | Beginner, Swing Trader, เทรดเดอร์ที่ทำงานประจำ |
| Trailing Stop | จับ Big Move ได้ดี, ล็อกกำไรตามราคา | ถูกกวาดออกจาก Pullback บ่อย, ต้องตั้งค่า Trail Distance ให้เหมาะสม | Trend Trader, Position Trader |
| Manual Exit | ยืดหยุ่นสูงสุด, จับโอกาสได้ดีที่สุด (ถ้ามีทักษะ) | ต้องจ้องหน้าจอ, เสี่ยงจากอารมณ์, ยากต่อการวัดผล | Scalper, Day Trader มืออาชีพ |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Take Profit
1. ตั้ง TP ใกล้เกิน (Too Close)
ตัวอย่าง: Buy EURUSD ที่ 1.0800 แล้วตั้ง TP ที่ 1.0805 (5 pips) — ถูก Noise กวาดออกง่ายมาก แม้ว่าทิศทางใหญ่จะถูกต้อง
วิธีแก้: ตั้ง TP ให้ไกลกว่า Average Spread + Commission อย่างน้อย 2-3 เท่า — ถ้า Spread = 2 pips ควรตั้ง TP อย่างน้อย 10-15 pips
2. ไม่เช็คแนวรับ-แนวต้านก่อนตั้ง TP
ตัวอย่าง: ตั้ง TP ที่ 1.0950 แต่ลืมเช็คว่ามีแนวต้านแรงที่ 1.0930 → ราคาชนแนวต้านแล้วพลิกกลับ ไม่ถึง TP
วิธีแก้: เปิดชาร์ต Timeframe ใหญ่กว่า (H4/D1) ดูก่อนว่ามี S/
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


