U
UHAS
XAU/USD0.00%

Stop Loss คืออะไร พื้นฐาน การตั้ง Stop Loss

Stop Loss คืออะไร พื้นฐาน การตั้ง Stop Loss เพราะนี่คือการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพราะ Forex เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

P
Patiphan Uhas
8 ธันวาคม 2564·3 นาทีอ่าน
แชร์
Stop Loss คืออะไร พื้นฐาน การตั้ง Stop Loss

ในตลาด Forex ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน Stop Loss คือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเข้าใจและใช้ให้เป็น บทความนี้จะอธิบายว่า Stop Loss คืออะไร ทำไมจึงเป็นสิ่งจำเป็น และวิธีตั้ง Stop Loss แบบต่างๆ ที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณ เพราะการรู้จักหยุดขาดทุนในจุดที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญของการเทรดอย่างยั่งยืน

สรุปสาระสำคัญ

  • Stop Loss คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทิศทางที่คาดการณ์ไว้
  • การตั้ง Stop Loss ช่วยป้องกันเงินทุนและรักษาโอกาสในการเทรดครั้งต่อไป
  • มีวิธีตั้ง Stop Loss หลัก 4 แบบ: ตามการขาดทุน, ตามเวลา, ตามสภาวะตลาด, และตามข้อมูล
  • เทรดเดอร์ควรเลือกวิธีตั้ง Stop Loss ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสไตล์การเทรดของตนเอง

Stop Loss คืออะไร

Stop Loss คือคำสั่งที่ตั้งไว้ให้ระบบปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยจำกัดขนาดของการขาดทุนในแต่ละออเดอร์

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

สมมติคุณ Buy คู่เงิน EURUSD ที่ราคา 1.12345 เพราะคาดว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคากลับร่วงลงมาที่ 1.12000 ทำให้ออเดอร์ของคุณขาดทุน คำถามคือ คุณจะทำอย่างไร — ถือทนต่อหรือยอมรับความสูญเสียและปิดออเดอร์?

การตัดสินใจปิดออเดอร์ที่ขาดทุนนั่นคือการทำ Stop Loss ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่แยกเทรดเดอร์มืออาชีพออกจากมือใหม่ที่มักจะปล่อยให้ขาดทุนลุกลามจนเงินทุนหมดพอร์ต

ทำไมเราต้องใช้ Stop Loss

ป้องกันการขาดทุนที่ไม่คาดคิด

เราไม่สามารถทราบได้ว่าราคาจะกลับมาเป็นบวกเมื่อไหร่ หรือออเดอร์ที่ติดลบจะลากเงินทุนของเราไปถึงไหน หากคุณไม่มี Stop Loss ออเดอร์เดียวอาจทำให้พอร์ตของคุณแตกได้ทันที

NOTE

การไม่ตั้ง Stop Loss เปรียบเสมือนการขับรถด้วยความเร็วสูงโดยไม่มีเบรก — คุณอาจจะโชคดีได้ชั่วคราว แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะไม่มีทางหยุดทันเวลา

เปรียบเทียบกับไฟป่าที่เริ่มจากประกายไฟเล็กๆ แต่สามารถลุกลามเผาผลาญพื้นที่นับพันไร่ได้ ออเดอร์ที่ขาดทุนเล็กๆ วันนี้อาจกลายเป็นหายนะของพอร์ตในอนาคต

รักษาโอกาสในการเทรด

Stop Loss ไม่ได้แค่ป้องกันเงินทุน แต่ยังช่วยรักษาโอกาสในการเทรดให้กับคุณ

สมมติคุณมีเงินทุน 100,000 บาท แล้วไปติดกับออเดอร์ที่ไม่มีทิศทางชัดเจน วันหนึ่งมีโอกาสเทรดที่ดีกว่าเกิดขึ้น แต่เงินของคุณกำลังจมอยู่กับออเดอร์ที่ไม่ทำกำไร คุณก็พลาดโอกาสนั้นไป

การยอมขาดทุนเล็กน้อยเพื่อปลดปล่อยเงินทุนไปหาโอกาสที่ดีกว่า ดีกว่าการจมอยู่กับออเดอร์ที่ไม่มีอนาคต คุณจะขาดทุนจากการเทรดได้ แต่อย่าขาดทุนในค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) มิเช่นนั้นคุณจะขาดทุนถึงสองครั้ง

Stop Loss ในตลาดอื่นๆ

Stop Loss ไม่ได้ใช้เฉพาะในตลาด Forex เท่านั้น ในตลาดหุ้นหรือตลาดการเงินอื่นๆ นักลงทุนและเทรดเดอร์ต่างก็ใช้หลักการ Stop Loss (หรือที่เรียกว่า Cut Loss) เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง

ตัวอย่าง Stop Loss ในตลาดหุ้น

สมมติคุณถือหุ้นบริษัทสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ แต่เห็นว่าธุรกิจนี้กำลังถูก Disruption ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง YouTube, Netflix, Facebook และ Spotify เทรดเดอร์หลายคนจะเลือกขายหุ้นที่ไม่มีอนาคต ยอมรับขาดทุน แล้วนำเงินไปลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตแทน

นี่คือการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส อย่าจมอยู่กับวิกฤตจนทำให้คุณก้าวต่อไปไม่ได้

วิธีตั้ง Stop Loss สำหรับเทรด Forex

เนื่องจากตลาด Forex มีลักษณะการเทรดที่รวดเร็วและผันผวนสูง วิธีตั้ง Stop Loss จึงแตกต่างจากตลาดหุ้นพอสมควร เราขอแบ่งการตั้ง Stop Loss ออกเป็น 4 รูปแบบหลัก

1. Stop Loss ตามการขาดทุน (Equity Stop Loss)

วิธีนี้เป็นการกำหนดเปอร์เซ็นต์การขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้ในแต่ละออเดอร์ เช่น คุณมีเงินทุน 100,000 บาท ลงทุนในคู่เงิน EURUSD ถ้าตั้ง Stop Loss ที่ 2% หมายความว่าเมื่อขาดทุนถึง 2,000 บาท (2% ของ 100,000) ระบบจะปิดออเดอร์อัตโนมัติ

ข้อดี: ควบคุมความเสี่ยงได้ชัดเจน รู้ล่วงหน้าว่าจะเสียเงินสูงสุดเท่าไร
ข้อเสีย: ไม่คำนึงถึงโครงสร้างราคาหรือสภาวะตลาด อาจถูก Stop Loss ก่อนที่ราคาจะกลับตัว

วิธีนี้ได้รับความนิยมมากในตลาดหุ้น แต่เทรดเดอร์ Forex มักไม่ใช้เป็นหลัก เพราะมุ่งเน้นการวิเคราะห์โครงสร้างราคามากกว่าเปอร์เซ็นต์การขาดทุน

2. Stop Loss ตามเวลา (Time Stop Loss)

วิธีนี้เป็นการกำหนดว่าจะถือออเดอร์ไว้ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน เมื่อหมดเวลาก็ต้องปิดออเดอร์

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่ม Day Trader (เทรดเดอร์รายวัน) ที่เปิด-ปิดออเดอร์ภายในวันเดียว ไม่ถือออเดอร์ข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากข่าวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกเวลาเทรด

INFO

ตัวอย่าง: คุณเปิดออเดอร์ Buy USDJPY เวลา 09:00 น. และตั้งกฎว่าต้องปิดออเดอร์ทั้งหมดก่อน 17:00 น. ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน เพื่อไม่ให้เสี่ยงกับข่าวที่ออกในเวลากลางคืน

ข้อดี: ควบคุมเวลาได้ ลดความเครียด หลับสบาย
ข้อเสี่ย: อาจต้องปิดออเดอร์ที่กำลังกำไรทั้งๆ ที่ยังมีโอกาสได้กำไรต่อ

3. Stop Loss ตามสภาวะตลาด (Market Conditions Stop Loss)

วิธีนี้เป็นการปิดออเดอร์เมื่อสภาวะตลาดไม่เหมาะสมกับการเทรด โดยไม่คำนึงว่าออเดอร์กำไรหรือขาดทุน

ตัวอย่างเงื่อนไขที่เทรดเดอร์มักตั้ง:

  • ไม่เทรดในช่วงก่อนประกาศข่าว Non-Farm Payroll หรือดอกเบี้ยนโยบาย
  • ไม่เทรดเมื่อตลาดผันผวนสูงผิดปกติ (Volatility สูง)
  • ไม่เทรดเมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะ Sideways (ไม่มีทิศทาง)

สมมติคุณเปิดออเดอร์ Buy EURUSD และอีก 1 ชั่วโมงจะมีข่าว GDP ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ราคาพุ่งขึ้นหรือดิ่งลงอย่างรุนแรง เทรดเดอร์หลายคนเลือกปิดออเดอร์ก่อนเพื่อความสบายใจ แม้ออเดอร์จะยังไม่กำไรก็ตาม

ข้อดี: หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ข้อเสีย: อาจพลาดโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดผันผวน

4. Stop Loss ตามข้อมูล (Information Stop Loss)

วิธีนี้เป็นการปิดออเดอร์เมื่อข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์เปลี่ยนไปหรือไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เป็นวิธีที่เทรดเดอร์มืออาชีพให้ความสำคัญมากที่สุด

ในตลาดหุ้น นักลงทุนจะดูผลประกอบการ งบการเงิน และวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ถ้าข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนไปในทางลบ ก็ควร Stop Loss และย้ายเงินไปลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสดีกว่า

ในตลาด Forex เทรดเดอร์มักใช้ข้อมูลทางเทคนิค เช่น:

  • Indicator แสดงสัญญาณกลับตัว
  • แนวรับ-แนวต้าน ถูกทะลุ
  • กราฟแท่งเทียน แสดง Pattern กลับตัว
  • ข่าวเศรษฐกิจ ออกมาผิดคาด
TIP

หลักการสำคัญ: ถ้าเหตุผลที่ทำให้คุณเปิดออเดอร์ไม่เป็นจริง คุณควร Stop Loss ทันที ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน

ตัวอย่าง: คุณ Buy GBPUSD เพราะคาดว่าราคาจะทะลุแนวต้านที่ 1.28000 และวิ่งต่อ แต่ราคากลับถูกแนวต้านดันกลับลงมา นี่คือสัญญาณว่าการวิเคราะห์ของคุณผิด คุณควร Stop Loss และรอโอกาสใหม่

ข้อดี: สอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรด ปกป้องเงินทุนได้อย่างมีเหตุผล
ข้อเสีย: ต้องมีทักษะการวิเคราะห์และวินัยในการตัดสินใจ

Stop Loss กับการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม

การตั้ง Stop Loss ไม่ใช่แค่การ "ตั้งเลขให้ห่างจากราคาเปิดออเดอร์" แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Risk Management ที่ดี เทรดเดอร์มืออาชีพมักผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน

แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน

ตัวอย่างการใช้ Stop Loss แบบผสมผสาน:

  • ตั้ง Stop Loss ตามโครงสร้างราคา (ใต้แนวรับสำคัญ)
  • กำหนดขนาดความเสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินทุนต่อออเดอร์
  • หลีกเลี่ยงการเทรดก่อนข่าวสำคัญ 30 นาที
  • ถ้าการวิเคราะห์ผิดให้ปิดออเดอร์ทันที

การใช้ Stop Loss อย่างมีระบบช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดได้นานพอที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะ จำไว้ว่า เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ไม่เคยขาดทุน แต่เป็นคนที่รู้จักควบคุมการขาดทุนให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Stop Loss คืออะไร และทำไมต้องใช้?
Stop Loss คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทิศทาง เพื่อจำกัดขนาดการขาดทุน เทรดเดอร์ต้องใช้เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ตลาดได้แม่นยำ 100% การมี Stop Loss ช่วยป้องกันไม่ให้ขาดทุนลุกลามจนพอร์ตแตก

ควรตั้ง Stop Loss ที่ระยะเท่าไหร่?
ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และ Timeframe ที่เทรด เทรดเดอร์ Scalping อาจตั้ง Stop Loss แค่ 5-10 pips ส่วนเทรดเดอร์ Swing Trading อาจตั้ง 50-100 pips หลักสำคัญคือตั้งตามโครงสร้างราคา (แนวรับ-แนวต้าน) และควบคุมความเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อออเดอร์

ถ้าไม่ตั้ง Stop Loss จะเกิดอะไรขึ้น?
เสี่ยงที่ออเดอร์เดียวจะทำให้เงินทุนหมดทั้งพอร์ต โดยเฉพาะเมื่อตลาดเคลื่อนที่รุนแรงจากข่าวไม่คาดฝัน หรือเกิด Gap ข้ามคืน นอกจากนี้ยังเสียค่าเสียโอกาสเพราะเงินทุนติดกับออเดอร์ที่ไม่มีทิศทาง

Stop Loss กับ Stop Out ต่างกันอย่างไร?
Stop Loss คือคำสั่งที่เทรดเดอร์ตั้งเอง ส่วน Stop Out คือการที่โบรกเกอร์บังคับปิดออเดอร์เมื่อ Margin Level ต่ำจนไม่สามารถรักษาออเดอร์ไว้ได้ Stop Out เกิดจากการไม่บริหารความเสี่ยงที่ดี ซึ่งอันตรายกว่า Stop Loss มาก

จะทำอย่างไรถ้าถูก Stop Loss บ่อยเกินไป?
ถ้าถูก Stop Loss บ่อยเกินไป อาจเป็นเพราะ (1) ตั้ง Stop Loss ชิดเกินไป ไม่เว้นที่ให้ราคามี noise ธรรมชาติ (2) เข้าออเดอร์ในจุดที่ไม่เหมาะสม หรือ (3) ใช้ leverage สูงเกินไป ลองปรับ Stop Loss ให้กว้างขึ้นตามโครงสร้างราคา ปรับจุดเข้าให้ดีขึ้น และลด leverage ลง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง