U
UHAS
XAU/USD—0.00%

เทรด Forex ดีไหม ? จะได้กำไรจริงหรือไม่

การเทรด Forex กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนที่ได้รับความสนใจสูงสุดในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา แต่คำถามที่ว่า "เทรด Forex ดีไหม"

P
Patiphan Uhas
24 มกราคม 2564·4 นาทีอ่าน
แชร์
เทรด Forex ดีไหม ? จะได้กำไรจริงหรือไม่

การเทรด Forex กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนที่ได้รับความสนใจสูงสุดในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา แต่คำถามที่ว่า "เทรด Forex ดีไหม" ยังคงเป็นข้อสงสัยหลักของนักลงทุนมือใหม่ บทความนี้จะวิเคราะห์ทั้งข้อดีและข้อเสียของการเทรด Forex อย่างตรงไปตรงมา พร้อมข้อมูลที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนเงินจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงสุดในโลก มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน
  • สามารถเทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ เริ่มต้นได้ตั้งแต่เงินไม่กี่พันบาท
  • ความเสี่ยงสูงมาก — มากกว่า 70% ของนักเทรดรายย่อยขาดทุนตามสถิติของโบรกเกอร์ชั้นนำ
  • ยังไม่มีกฎหมายไทยรองรับโดยตรง ต้องใช้บริการโบรกเกอร์ต่างประเทศที่มีใบอนุญาตจาก FCA, ASIC หรือ CySEC

Forex คืออะไร และทำไมถึงได้รับความนิยม

Forex (Foreign Exchange) คือตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก Bank for International Settlements ปี 2022) เทียบกับตลาดหุ้นนิวยอร์กที่มีมูลค่าซื้อขายประมาณ 200-300 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน

การเทรด Forex ทำงานผ่านการซื้อขายคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์) หรือ USD/JPY (ดอลลาร์/เยน) โดยคุณคาดการณ์ว่าสกุลเงินหนึ่งจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเชื่อว่าดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเทียบกับบาท คุณสามารถซื้อ USD/THB และปิดการซื้อขายเมื่อราคาขึ้นเพื่อทำกำไร

ความนิยมของ Forex มาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความสามารถในการเริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อย (บางโบรกเกอร์เปิดบัญชีได้ตั้งแต่ 100 USD หรือประมาณ 3,500 บาท) การเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง และการใช้ leverage ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ

ข้อดีของการเทรด Forex ที่คุณควรรู้

เทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์

ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ 5:00 น. (เวลาไทย) ไปจนถึงเสาร์เช้า ไม่มีการปิดตลาดกลางวัน ทำให้เหมาะกับคนทำงานที่ต้องการเทรดหลังเลิกงาน แบ่งออกเป็น 4 เซสชั่นหลัก:

  • เซสชั่นซิดนีย์ (05:00-14:00 น.)
  • เซสชั่นโตเกียว (07:00-16:00 น.)
  • เซสชั่นลอนดอน (15:00-00:00 น.)
  • เซสชั่นนิวยอร์ก (20:00-05:00 น. วันถัดไป)

เซสชั่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดคือช่วงที่ลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกัน (20:00-00:00 น. เวลาไทย)

สภาพคล่องสูง เข้า-ออกรวดเร็ว

ด้วยปริมาณการซื้อขายมหาศาล คุณสามารถเปิด-ปิดออเดอร์ได้ทันทีแทบทุกเวลา โดยเฉพาะคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY ที่มี spread (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ-ขาย) แคบที่สุด มักอยู่ระหว่าง 0.1-1.0 pips ในโบรกเกอร์ ECN คุณภาพ

สภาพคล่องสูงหมายความว่าคำสั่งซื้อขายของคุณจะถูกจับคู่ได้เร็ว ไม่ต้องรอนาน และมีโอกาส slippage (ราคาที่ได้จริงต่างจากที่ตั้งไว้) น้อยกว่าตลาดอื่น

กำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

ไม่เหมือนการลงทุนหุ้นทั่วไปที่ต้องซื้อก่อนถึงจะขายได้ ใน Forex คุณสามารถ:

  • ซื้อ (Long) ถ้าคาดว่าสกุลเงินหลักจะแข็งค่าขึ้น
  • ขาย (Short) ถ้าคาดว่าสกุลเงินหลักจะอ่อนค่าลง

ตัวอย่าง: หากคุณคิดว่าบาทจะแข็งค่า (USD/THB จะลง) คุณสามารถขาย USD/THB โดยไม่ต้องถือ USD จริง กำไรเกิดขึ้นเมื่อราคาลดลงตามที่คาด

เริ่มต้นได้ด้วยทุนน้อย

โบรกเกอร์ส่วนใหญ่เปิดให้เทรดได้ตั้งแต่ 0.01 lot (1,000 หน่วยสกุลเงิน) บางรายถึง 0.001 lot (100 หน่วย หรือที่เรียกว่า micro lot) ทำให้คุณสามารถทดสอบกลยุทธ์ด้วยเงินเพียง 1,000-3,000 บาทก็ได้

อย่างไรก็ตาม การใช้ทุนน้อยผนวกกับ leverage สูงเป็นอาวุธสองคม — เราจะพูดถึงในส่วนความเสี่ยง

ใช้ Leverage เพิ่มกำลังซื้อ

Leverage คืออัตราส่วนที่โบรกเกอร์ให้คุณยืมเงินเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ตัวอย่างเช่น leverage 1:100 หมายความว่าคุณใช้เงินจริง 100 USD สามารถควบคุมเงิน 10,000 USD ได้

แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน
แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน

ข้อดี:

  • กำไรเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน leverage
  • ใช้เงินทุนน้อยกว่าในการเข้าตำแหน่งขนาดเดียวกัน

ข้อเสีย:

  • ขาดทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน — leverage 1:100 ทำให้คุณสูญเสียเงินเร็วขึ้น 100 เท่าหากตลาดวิ่งผิดทาง
NOTE

โบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุมจาก FCA (UK) และ ASIC (ออสเตรเลีย) จำกัด leverage สูงสุดสำหรับ retail trader ไว้ที่ 1:30 เพื่อคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย ในขณะที่โบรกเกอร์ offshore บางราย (เช่น ที่มีใบอนุญาตจาก SVG หรือ Vanuatu) อาจเสนอ 1:500 ถึง 1:1000 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก

ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อม

ความเสี่ยงสูงมาก มากกว่า 70% ขาดทุน

ตามข้อมูลเปิดเผยของโบรกเกอร์ชั้นนำที่ต้องรายงาน (ภายใต้กฎของ FCA และ ESMA) พบว่า:

  • IG Markets: 71% ของบัญชี CFD รายย่อยขาดทุน
  • eToro: 76% ของบัญชี CFD รายย่อยขาดทุน
  • Plus500: 72% ของบัญชี CFD รายย่อยขาดทุน

สาเหตุหลักมาจากการขาดแผนการเทรด การไม่ตั้ง Stop Loss การใช้ leverage มากเกินไป และการตัดสินใจด้วยอารมณ์

ไม่มีกฎหมายไทยรองรับโดยตรง

ปัจจุบันการเทรด Forex spot ยังไม่ได้รับการควบคุมโดยกฎหมายไทย (ต่างจากหุ้นหรือกองทุนรวม) ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) และ ก.ล.ต. ได้ออกประกาศเตือนนักลงทุนหลายครั้ง

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น:

  1. หากโบรกเกอร์ล้มละลาย: เงินของคุณอาจไม่ได้รับการคุ้มครองเหมือนฝากธนาคารไทยที่มี DPA คุ้มครอง
  2. ข้อพิพาท: การฟ้องร้องต้องดำเนินการตามกฎหมายของประเทศที่โบรกเกอร์จดทะเบียน ซึ่งซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง
  3. การแลกเปลี่ยนเงิน: การโอนเงินเข้า-ออกต้องผ่านธนาคารหรือ payment gateway ที่อาจมีค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม
INFO

แนะนำให้เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก FCA (UK), ASIC (ออสเตรเลีย), CySEC (ไซปรัส) หรือ FSA (ญี่ปุ่น) เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีมาตรฐานการคุ้มครองนักลงทุนสูง รวมถึงกำหนดให้แยกเงินลูกค้าจากบัญชีบริษัท (segregated accounts)

เส้นโค้งการเรียนรู้ชัน

การเทรด Forex ให้ได้กำไรอย่างต่อเนื่องต้องใช้:

  • ความรู้ด้านเทคนิค: การอ่านกราฟ, indicators, candlestick patterns
  • ความรู้ด้าน fundamental: ข่าวเศรษฐกิจ, ดอกเบี้ย, GDP, การว่าจ้าง
  • จิตวิทยาการเทรด: การจัดการอารมณ์, ความอดทน, การยอมรับการขาดทุน
  • การจัดการเงิน: การคำนวณ position size, risk-reward ratio, ตั้ง Stop Loss

สถิติแสดงว่านักเทรดส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-3 ปี กว่าจะเริ่มทำกำไรสม่ำเสมอ และต้องผ่านการขาดทุนหลายครั้งในช่วงเรียนรู้

ความผันผวนสูง โดยเฉพาะช่วงข่าวสำคัญ

ตลาด Forex สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมากในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น:

แผนภาพความผันผวนกับระยะ Stop Loss: ตลาดนิ่งแท่งเทียนสั้นใช้ระยะหยุดขาดทุนแคบได้ ตลาดเหวี่ยงแท่งยาวต้องเผื่อระยะกว้างขึ้น
แผนภาพความผันผวนกับระยะ Stop Loss: ตลาดนิ่งแท่งเทียนสั้นใช้ระยะหยุดขาดทุนแคบได้ ตลาดเหวี่ยงแท่งยาวต้องเผื่อระยะกว้างขึ้น
  • Non-Farm Payroll (NFP): ประกาศทุกศุกร์แรกของเดือน ราคาอาจเคลื่อนไหว 50-150 pips ภายใน 5 นาที
  • การประกาศดอกเบี้ยของธนาคารกลาง: Fed, ECB, BOE สามารถทำให้ราคาเคลื่อนไหว 100-300 pips ภายในชั่วโมงเดียว
  • เหตุการณ์ geopolitical: สงคราม, การเมือง, ภัยพิบัติ อาจทำให้ราคา gap (กระโดด) เมื่อตลาดเปิดใหม่

ในช่วงเวลาเหล่านี้ spread อาจกว้างขึ้น 3-10 เท่า และ Stop Loss อาจไม่ทำงานตามที่ตั้งไว้เนื่องจาก slippage

ค่าธรรมเนียมแฝงที่ต้องระวัง

นอกจาก spread แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้แก่:

  • Swap/Overnight fee: ค่าธรรมเนียมการถือครองออเดอร์ข้ามคืน (positive หรือ negative ขึ้นกับความต่างดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงิน)
  • Commission: โบรกเกอร์ ECN อาจคิดค่าคอมมิชชั่น 3-7 USD ต่อ lot แทนการคิด spread กว้าง
  • Withdrawal fee: ค่าถอนเงินบางโบรกเกอร์คิด 20-40 USD ต่อครั้ง
  • Conversion fee: ค่าแปลงสกุลเงินหากบัญชีของคุณไม่ใช่ USD

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุน: หากคุณเทรด EUR/USD 1 lot (100,000 หน่วย) ด้วย spread 1 pip คุณจ่ายต้นทุนทันที 10 USD กำไรจะเกิดต่อเมื่อราคาเคลื่อนไหวเกิน 1 pip ในทิศทางที่คุณต้องการ

กลยุทธ์การลดความเสี่ยงสำหรับมือใหม่

เริ่มต้นด้วยบัญชี Demo

ทุกโบรกเกอร์มี demo account ที่ใช้เงินเสมือนให้ฝึกฝน แนะนำให้ทดสอบกลยุทธ์อย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนเปิดบัญชีจริง เป้าหมายคือ:

  • ทำกำไรสม่ำเสมอ 3 เดือนติดต่อกัน
  • ทำความเข้าใจ platform และเครื่องมือต่างๆ
  • ทดสอบการจัดการเงินและวินัยในการตั้ง Stop Loss

อย่างไรก็ตาม การเทรด demo ต่างจากเงินจริงตรงที่ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง คุณจึงควรเริ่มต้นด้วยเงินจริงจำนวนน้อยมาก (1,000-5,000 บาท) หลังจากผ่าน demo แล้ว

ใช้หลัก Risk Management 1-2%

กฎทอง: อย่าเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนต่อหนึ่งการเทรด

ตัวอย่าง: หากคุณมีเงินทุน 100,000 บาท

  • เสี่ยง 1% = 1,000 บาทต่อการเทรด
  • หาก Stop Loss อยู่ที่ 50 pips คุณควรเทรด position size ที่ทำให้ 50 pips = 1,000 บาท
  • สำหรับ EUR/USD ที่ pip value = 10 USD/lot นั่นคือประมาณ 0.03 lot

การใช้หลักนี้ทำให้แม้คุณจะขาดทุน 10 การเทรดติดต่อกัน เงินทุนของคุณยังเหลือ 90,000 บาท และมีโอกาสฟื้นตัว

ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง ไม่มีข้อยกเว้น

Stop Loss คือคำสั่งปิดการเทรดอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไหวผิดทางถึงจุดที่กำหนด ไม่มีนักเทรดมืออาชีพคนไดที่ไม่ใช้ Stop Loss

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

วิธีตั้ง Stop Loss:

  • Support/Resistance: ตั้งต่ำกว่า support หรือสูงกว่า resistance เล็กน้อย (10-20 pips)
  • ATR (Average True Range): ตั้งห่างจากจุดเข้า 1.5-2 เท่าของ ATR
  • % บัญชี: คำนวณจาก risk 1-2% ตามที่กล่าวข้างต้น
TIP

ใช้ Take Profit เพื่อล็อคกำไรเช่นกัน แนะนำให้ใช้อัตราส่วน Risk:Reward อย่างน้อย 1:2 (เสี่ยง 1 เพื่อได้กำไร 2) เพื่อให้แม้ win rate เพียง 40-50% คุณยังทำกำไรได้

เลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้

เกณฑ์การเลือกโบรกเกอร์:

  1. ใบอนุญาตชัดเจน: FCA, ASIC, CySEC หรือ FSA
  2. Segregated accounts: แยกเงินลูกค้าออกจากบัญชีบริษัท
  3. Negative balance protection: คุ้มครองไม่ให้ขาดทุนเกินเงินฝาก
  4. ค่าธรรมเนียมสมเหตุสมผล: spread แคบ swap ต่ำ
  5. รีวิวและชื่อเสียง: ตรวจสอบใน ForexPeaceArmy, Trustpilot

หลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ที่:

  • ไม่ระบุที่อยู่ชัดเจน
  • ใบอนุญาตจาก offshore ที่ไม่มีชื่อเสียง (SVG, Vanuatu)
  • สัญญาผลตอบแทน guaranteed (เช่น "รับประกันกำไร 10% ต่อเดือน")
  • มีรีวิวเชิงลบเยอะเรื่องการถอนเงิน

ศึกษาอย่างต่อเนื่อง

แหล่งเรียนรู้ที่แนะนำ:

  • BabyPips School of Pipsology: คอร์สฟรีที่ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานถึงขั้นสูง
  • TradingView: เครื่องมือวิเคราะห์กราฟและชุมชนนักเทรดทั่วโลก
  • Investopedia Forex Section: บทความเชิงลึกเกี่ยวกับ concepts ต่างๆ
  • YouTube: ช่องของ The Trading Channel, Rayner Teo มีเนื้อหาคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม ระวังคอร์สที่สัญญาว่า "รวยเร็วด้วย Forex" หรือขาย "กลยุทธ์ชนะ 90%" ซึ่งมักเป็น scam หรือไม่สมจริง

เหมาะกับใครบ้าง การเทรด Forex

คนที่เหมาะกับการเทรด Forex:

  • มีเงินสำรองพร้อมขาดทุนได้: อย่าใช้เงินค่าใช้จ่ายประจำ หนี้สิน หรือกู้ยืมมาเทรด
  • อดทนและวินัยสูง: ยินดีเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยอมรับความผิดพลาด
  • มีเวลาศึกษาและติดตามตลาด: อย่างน้อย 5-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงแรก
  • จัดการอารมณ์ได้ดี: ไม่ revenge trading (เทรดเพื่อเอาคืนหลังขาดทุน)

คนที่ไม่เหมาะ:

  • หวังรวยเร็วภายใน 1-3 เดือน: นี่คือการพนัน ไม่ใช่การลงทุน
  • ไม่ชอบเรียนรู้หรือวิเคราะห์: อาศัย signal หรือให้คนอื่นตัดสินใจแทน
  • มีหนี้สินหรือฐานะการเงินไม่มั่นคง: ควรจัดการหนี้และสร้างกองทุนฉุกเฉินก่อน
  • ตัดสินใจด้วยอารมณ์: โกรธง่าย หวาดกลัวง่าย หรือโลภ

ทางเลือกอื่นนอกจาก Forex Spot

หากคุณสนใจลงทุนในสกุลเงินแต่กลัวความเสี่ยงของ Forex spot สามารถพิจารณา:

กองทุนรวม FX (Forex Mutual Funds)

บริษัทจัดการลงทุนไทยบางแห่งมีกองทุนที่ลงทุนใน bonds หรือ deposits ต่างประเทศ ให้ผลตอบแทนจากทั้งดอกเบี้ยและการแข็ง/อ่อนค่าของสกุลเงิน ข้อดีคือมี ก.ล.ต. คอยดูแล และบริหารจัดการโดยมืออาชีพ

ETF สกุลเงิน

ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ เช่น:

  • Invesco CurrencyShares Euro Trust (FXE): ติดตามค่า Euro เทียบ USD
  • WisdomTree Bloomberg U.S. Dollar Bullish Fund (USDU): ลงทุนใน basket ของสกุลเงินเพื่อเพิ่มค่า USD

Forex Futures

ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ที่มี regulator กำกับดู

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง