8 ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ คริปโตร่วง เพราะอะไร
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ในปี 2022 โดยมูลค่าตลาดรวมร่วงจาก 3 ล้านล้านดอลลาร์ลงมาเหลือเพียง 849,960 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน —

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ในปี 2022 โดยมูลค่าตลาดรวมร่วงจาก 3 ล้านล้านดอลลาร์ลงมาเหลือเพียง 849,960 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน — สูญหายไปมากกว่า 70% Bitcoin และ Ethereum ต่างก็ปรับตัวลงแรงควบคู่กับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ทั่วโลก ในบทความนี้เราจะวิเคราะห์ 8 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดวิกฤตครั้งนี้ พร้อมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรม
สรุปสาระสำคัญ
- มูลค่าตลาดคริปโตร่วงจาก 3 ล้านล้านดอลลาร์เหลือ 849,960 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2022
- นโยบายการเงินเข้มงวดของ Fed และอัตราเงินเฟ้อสูงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาด
- การล่มสลายของ LUNA และ UST ทำลายความเชื่อมั่นในระบบ Stablecoin
- ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าเป็นโอกาสสะสมสำหรับผู้ลงทุนระยะยาว แม้ความผันผวนจะยังคงอยู่
ภาพรวมวิกฤตตลาดคริปโต 2022
ข้อมูลจาก CoinMarketCap แสดงให้เห็นว่าในเดือนเมษายน 2022 ตลาดคริปโตสูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมลดลงแตะ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และยังคงทรุดต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน
ในวันที่ 12 มิถุนายน 2022 มูลค่าตลาดของคริปโตทั่วโลกตกลงไปที่ 1,100,000 ล้านดอลลาร์ — ลดลงกว่า 8% ในหนึ่งวัน และเพียงหกวันต่อมา (18 มิถุนายน) ตัวเลขดิ่งลงต่ำสุดที่ 849,960 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น
Bitcoin ซึ่งเคยทำสถิติสูงสุดที่ประมาณ 69,000 ดอลลาร์ในปลายปี 2021 ร่วงลงมาต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์ — สูญเสียมากกว่า 33% ในเพียงเจ็ดวัน ส่วน Ethereum ก็ตกต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ ลดลงเกือบ 2.5% ในช่วง 24 ชั่วโมง
ในช่วงวิกฤต Bitcoin และ altcoin ส่วนใหญ่อยู่ในโหมด "สีแดง" ลดลงมากกว่า 11.61% ในวันเดียว ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเดือนพฤษภาคม 2021
8 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดคริปโตร่วง
1. อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
Consumer Price Index (CPI) ของสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว นโยบายนี้ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น และนักลงทุนหันออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด — รวมถึงคริปโต
2. นโยบายการเงินเข้มงวดของ Fed
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงมีต้นทุนสูงขึ้น นักลงทุนหลายรายชะลอหรือหยุดการลงทุนในคริปโต เนื่องจากต้องการความแน่นอนมากขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yield) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดคริปโตไปยังตราสารหนี้ที่ปลอดภัยกว่า
3. สถานการณ์โควิด-19 ในจีน
จีนยังคงใช้นโยบาย "Zero COVID" อย่างเข้มงวด ทำให้ supply chain ทั่วโลกสะดุด และส่งผลกระทบต่อการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ — รวมถึงอุปกรณ์ขุดคริปโตด้วย ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจในจีนทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น
4. กฎระเบียบใหม่ในสหรัฐฯ
ประธานาธิบดี Joe Biden ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเข้ามาดูแลและควบคุมการใช้สกุลเงินคริปโต แม้จะไม่ได้มีมาตรการเข้มงวดทันที แต่ก็สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาด
5. จีนปราบปรามบริการคริปโตอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารกลางจีนประกาศให้ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดผิดกฎหมาย รวมถึงห้ามธนาคารและสถาบันการเงินให้บริการที่เกี่ยวข้อง นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อนักขุดและนักลงทุนในจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่ของโลก
6. Panic Sell จากนักลงทุนรายย่อย
เมื่อราคาเริ่มตก นักลงทุนหลายคนตื่นตระหนกและเทขายพร้อมกัน (panic sell) โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในช่วงราคาสูงสุด พฤติกรรมนี้สร้างแรงขายเพิ่มเติมและทำให้ราคาร่วงหนักยิ่งขึ้น
7. การล่มสลายของ LUNA และ UST
Terra (LUNA) และ stablecoin ที่เชื่อมโยงคือ TerraUSD (UST) ล่มสลายในเดือนพฤษภาคม 2022 UST สูญเสียการผูกมูลค่ากับดอลลาร์ และ LUNA ร่วงจากราคาสูงสุดกว่า 100 ดอลลาร์ลงมาเกือบเป็นศูนย์ในเวลาไม่กี่วัน เหตุการณ์นี้ทำลายความเชื่อมั่นในระบบ algorithmic stablecoin และตลาดคริปโตโดยรวม
วิกฤต LUNA-UST ส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และทำให้ความกลัวแพร่กระจายไปทั่วตลาด (contagion effect)
8. สงครามรัสเซีย-ยูเครน
ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อ supply chain ทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานและอาหาร (food crisis) สถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กดดันทั้งตลาดหุ้นและคริปโต
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
Charles Tan — Atato (MPC Custody Provider)
Charles Tan หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดของ Atato บริษัทรับฝากทรัพย์สินคริปโตที่ได้รับใบอนุญาต MPC กล่าวกับ Business Today ว่า:
"การตัดสินใจของ Fed ในการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกรวมถึงตลาดคริปโตหวั่นกลัว ส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมีต้นทุนที่แพงขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่จึงเลี่ยงหรือชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล"
เขายังเสริมว่า Bitcoin กำลังดิ้นรนที่จะอยู่เหนือระดับ 30,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ Ethereum ร่วงต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ โดยทั้งสองมีแรงกดดันจากการขายอย่างหนัก
สำหรับอนาคต Tan คาดการณ์ว่า "หากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เราอาจเห็นการเทขายที่ลึกขึ้นในตลาดคริปโตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า"
ทีมวิจัย CoinDCX — แพลตฟอร์มเทรดคริปโตอินเดีย
CoinDCX ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ของอินเดีย มีมุมมองเชิงบวกกว่า:
"การลดลงครั้งนี้ค่อนข้างไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับอดีต ย้อนกลับไปในช่วง 2016-2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ Fed ใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเช่นกัน ราคา Bitcoin ก็ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ดี ก่อนจะพุ่งทุบสถิติในปีต่อมา"
ทีมวิจัยของ CoinDCX เชื่อว่า "สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนในการลงทุน Bitcoin ขณะนี้ดีกว่าปีก่อนๆ จึงเป็นจังหวะที่ดีสำหรับนักลงทุนที่จะซื้อเก็บ มีเงินทุนสถาบันจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างต่อเนื่อง"
สำหรับครึ่งหลังของปี 2022 พวกเขายังคงมองโลกในแง่ดีต่อการนำคริปโตและ Web3 มาใช้ เนื่องจากเทคโนโลยียังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
Web 3.0 คือแนวคิดของอินเทอร์เน็ตรุ่นใหม่ที่เน้นการกระจายอำนาจ (decentralization) โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นพื้นฐาน ผู้ใช้มีอำนาจควบคุมข้อมูลของตัวเองมากขึ้น
Darshan Bathija — CEO ของ Vauld
Vauld เป็นแพลตฟอร์มให้กู้ยืมและซื้อขายคริปโตจากสิงคโปร์ที่ให้บริการลูกค้ากว่า 350,000 ราย ส่วนใหญ่ในเอเชียและอินเดีย
Bathija กล่าวว่า: "มีการเทขายอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ สะท้อนความกลัวและความโลภอย่างสุดขีดของนักลงทุน ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่เห็นในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดคริปโต"
เขาแนะนำให้นักลงทุนจับตาดูการประชุม Federal Open Market Committee (FOMC) ที่จัดขึ้นในวันที่ 14-15 มิถุนายน 2022 ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางนโยบายการเงินต่อไป
Ned Davis Research — สถาบันวิจัยการลงทุนระดับโลก
นักวิเคราะห์จาก Ned Davis Research เชื่อว่าตลาดคริปโตยังมีศักยภาพขยายตัวต่อได้ โดยชี้ว่าคนรุ่น Millennial ต้องการลงทุนในคริปโตเพราะเห็นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แม้ว่าปัจจุบันจะมีความผันผวนสูง
อย่างไรก็ตาม มีเสียงตรงข้ามจาก Bank of America Research ซึ่งมองว่าเหตุการณ์นี้คือ "ระเบิดที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2021" รุนแรงเทียบเท่าวิกฤตการเงินโลกและฟองสบู่ดอทคอม
OANDA — โบรกเกอร์ Forex ชั้นนำ
OANDA โบรกเกอร์ forex สัญชาติอเมริกันที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1996 ได้ให้ความเห็นว่า:
"แม้ตลาดคริปโตเสี่ยงเกิดหายนะ แต่ก็ไม่ได้ดูเสี่ยงขนาดว่าจะล่มสลายเหมือน Lehman Brothers ที่ล้มไปตอนวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008"
OANDA แนะนำว่าความผันผวนเป็นส่วนหนึ่งของตลาดคริปโต แต่เตือนว่า "ความผันผวนเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่จะรับมือ — อย่าขายเร็วเกินไป"
Glassnode — บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน
Glassnode ผู้ให้บริการข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์บล็อกเชนขั้นสูง ได้วิเคราะห์ว่า:

"นักลงทุนรายใหม่หรือนักลงทุนระยะสั้นมักมีปฏิกิริยาเป็น panic sell ทำให้มูลค่า Bitcoin ลดลงอย่างต่อเนื่อง"
ข้อมูล on-chain จาก Glassnode แสดงให้เห็นว่านักลงทุนระยะสั้น (short-term holders) เทขายอย่างหนัก ในขณะที่นักลงทุนระยะยาว (long-term holders) กลับสะสมเพิ่มในช่วงราคาต่ำ
ทำไมคริปโตจึงผันผวนมากในช่วงนี้
จากการวิเคราะห์ปัจจัยทั้ง 8 ข้อข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการร่วงของตลาดคริปโตในปี 2022 เกิดจากปัจจัยมหภาค (macroeconomic factors) มากกว่าปัจจัยเฉพาะตัวของคริปโตเอง
ตลาดคริปโตมีลักษณะพิเศษที่ทำให้ความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์อื่น:
- สภาพคล่องที่จำกัดกว่า: ตลาดคริปโตมีขนาดเล็กกว่าตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้ ทำให้เงินทุนเข้าออกส่งผลต่อราคามากขึ้น
- นักลงทุนรายย่อยเป็นส่วนใหญ่: พฤติกรรม panic sell จากนักลงทุนรายย่อยสร้างแรงขายเพิ่มเติม
- Leverage สูง: นักเทรดหลายคนใช้ leverage สูง เมื่อราคาขยับเล็กน้อยก็ถูก liquidate ทำให้ราคาเคลื่อนไหวรุนแรง
- ยังถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยง: ในสายตาของนักลงทุนสถาบัน คริปโตยังถือเป็น risk-on asset เมื่อตลาดโดยรวมไม่ดี คริปโตมักถูกขายก่อน
นักลงทุนที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นมักเสี่ยงต่อการสูญเสียมากกว่านักลงทุนที่ซื้อเก็บระยะยาว (HODL) เนื่องจากความผันผวนสูง การกำหนดกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญมาก
บทเรียนสำหรับนักลงทุน
วิกฤตตลาดคริปโตปี 2022 ให้บทเรียนสำคัญหลายข้อ:
- อย่าลงทุนเกินความเสี่ยงที่รับได้: คริปโตเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง ไม่ควรลงทุนเกินกว่าที่พร้อมจะสูญเสียได้
- Diversification สำคัญ: อย่าใส่เงินทั้งหมดในคริปโตเพียงอย่างเดียว ควรกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์อื่น
- ตรวจสอบความเสี่ยงของ Stablecoin: วิกฤต UST แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ stablecoin ก็มีความเสี่ยง
- มองระยะยาว: ผู้ที่ซื้อเก็บ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2016-2019 แม้ผ่านช่วงราคาตกต่ำ ก็ยังทำกำไรได้ในที่สุด
- ติดตามปัจจัยมหภาค: อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินมีผลต่อคริปโตมากขึ้น
แนวโน้มในอนาคต
แม้ตลาดคริปโตจะผ่านช่วงวิกฤตครั้งรุนแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเห็นศักยภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในด้าน:

- การยอมรับของสถาบัน: แม้ราคาจะตก แต่สถาบันขนาดใหญ่ยังคงสนใจลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
- Web3 และ DeFi: เทคโนโลยีบล็อกเชนยังคงพัฒนาต่อเนื่อง มีแอปพลิเคชันใหม่ๆ เกิดขึ้น
- กฎระเบียบที่ชัดเจน: การกำกับดูแลที่เหมาะสมอาจสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของตลาดคริปโต นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมคริปโตถึงร่วงหนักขนาดนี้ในปี 2022?
ปัจจัยหลักคือนโยบายการเงินเข้มงวดของ Fed (การขึ้นอัตราดอกเบี้ย) เงินเฟ้อสูง และการล่มสลายของ LUNA/UST ที่ทำลายความเชื่อมั่น รวมถึงสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนจากโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน
Bitcoin จะกลับมาทำ All-Time High ได้อีกไหม?
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าเป็นไปได้ในระยะยาว โดยอ้างประวัติในอดีตที่ Bitcoin เคยผ่านช่วงตกต่ำมาหลายครั้งแล้วกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรับประกันได้ และอาจต้องใช้เวลาหลายปี
ตอนนี้ควรซื้อเก็บคริปโตหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่คุณรับได้และระยะเวลาการลงทุน หลายผู้เชี่ยวชาญมองว่าราคาปัจจุบันมี risk-reward ratio ที่ดีกว่า แต่ต้องเตรียมพร้อมที่ราคาอาจลงต่ออีก ไม่ควรล
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →
