U
UHAS
รอข้อมูล
XAU/USDรอข้อมูล

Stochastic คืออะไร ได้รับความนิยมมาก ในการเทรด Forex

Stochastic คืออะไร อินดิเคเตอร์ยอดฮิต หากใครที่กำลังเริ่มศึกษาในตลาด Forex หลายคนอาจจะเน้นไปที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยการดูอินดิเคเตอร์เป็นหลัก

P
Patiphan Uhas
21 ตุลาคม 2563·4 นาทีอ่าน
แชร์
Stochastic คืออะไร ได้รับความนิยมมาก ในการเทรด Forex

Stochastic Oscillator เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ยอดนิยมที่เทรดเดอร์ Forex ทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถให้สัญญาณการซื้อขายที่รวดเร็วและชัดเจนในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวแบบ Sideways บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจหลักการทำงาน วิธีการตั้งค่า และเทคนิคการใช้งาน Stochastic แบบมืออาชีพที่คุณสามารถนำไปใช้ได้จริง

สรุปสาระสำคัญ

  • Stochastic Oscillator เป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator ที่วัดโมเมนตัมของราคาในช่วง 0-100
  • ประกอบด้วย 2 เส้นหลัก คือ %K (เส้นหลัก) และ %D (เส้นค่าเฉลี่ย)
  • แบ่งโซนการวิเคราะห์เป็น 3 ส่วน: โซนไม่แน่ใจ (27-73), โซนกลับตัว (12-27 และ 73-88), และโซนไปต่อ (0-12 และ 88-100)
  • สัญญาณที่เชื่อถือได้มักเกิดจากการตัดกันของเส้น %K และ %D ร่วมกับการเข้าออกจากโซนต่างๆ
  • ควรใช้ร่วมกับ Price Action หรืออินดิเคเตอร์อื่นเพื่อกรองสัญญาณหลอก

Stochastic Oscillator คืออะไร

Stochastic Oscillator เป็นอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่จัดอยู่ในหมวด Momentum Oscillator ซึ่งออกแบบมาเพื่อวัดความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวราคาโดยเปรียบเทียบราคาปิดปัจจุบันกับช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด หลักการพื้นฐานของ Stochastic คือ เมื่อราคามีแนวโน้มขึ้น ราคาปิดมักจะอยู่ใกล้กับจุดสูงสุดของช่วง และเมื่อราคามีแนวโน้มลง ราคาปิดมักจะอยู่ใกล้กับจุดต่ำสุดของช่วง

แผนภาพ Stochastic: เส้นเปอร์เซ็นต์เคตัดเส้นเปอร์เซ็นต์ดีในโซนต่ำกว่า 20 เป็นสัญญาณซื้อกลับ และการตัดในโซนสูงกว่า 80 เป็นสัญญาณขาย
แผนภาพ Stochastic: เส้นเปอร์เซ็นต์เคตัดเส้นเปอร์เซ็นต์ดีในโซนต่ำกว่า 20 เป็นสัญญาณซื้อกลับ และการตัดในโซนสูงกว่า 80 เป็นสัญญาณขาย

อินดิเคเตอร์นี้แสดงผลเป็นค่าระหว่าง 0 ถึง 100 โดยค่าที่สูงกว่า 80 มักถือว่าราคาอยู่ในโซน Overbought (ซื้อมากเกินไป) และค่าที่ต่ำกว่า 20 ถือว่าอยู่ในโซน Oversold (ขายมากเกินไป) อย่างไรก็ตาม การใช้งานแบบมืออาชีพจะมีการปรับเปลี่ยนโซนและวิธีการอ่านสัญญาณให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดมากขึ้น

ประวัติและที่มาของ Stochastic Oscillator

แม้จะมีข้อมูลระบุว่า George Lane เป็นผู้คิดค้นอินดิเคเตอร์นี้ในช่วงทศวรรษ 1950 แต่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากกว่าชี้ว่าแนวคิดเบื้องต้นของ Stochastic มาจากบทความชื่อ "Stochastic Process" ที่ตีพิมพ์โดย Investor Education ซึ่งอธิบายกระบวนการสุ่มของการเคลื่อนไหวราคา และต่อมาได้พัฒนาเป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้งานได้จริงในการเทรด

George Lane ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาและทำให้เป็นที่รู้จักในวงการเทรด โดยเขาอธิบายว่า Stochastic ไม่ได้ติดตามราคาหรือปริมาณการซื้อขาย แต่ติดตามความเร็วหรือโมเมนตัมของการเคลื่อนไหวราคา ซึ่งมักจะเปลี่ยนแปลงก่อนที่ราคาจะเปลี่ยนทิศทางจริง

องค์ประกอบและการตั้งค่า Stochastic Oscillator

2 เส้นหลักใน Stochastic

Stochastic Oscillator ประกอบด้วยเส้นหลัก 2 เส้นที่ทำงานร่วมกัน:

1. เส้น %K คือเส้น Stochastic หลักที่คำนวณจากสูตร:

%K = [(C - L14) / (H14 - L14)] × 100

โดย:

  • C = ราคาปิดล่าสุด
  • L14 = ราคาต่ำสุดใน 14 คาบ
  • H14 = ราคาสูงสุดใน 14 คาบ

2. เส้น %D คือเส้น Signal Line ที่เป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) แบบ 3 คาบของเส้น %K ซึ่งช่วยทำให้สัญญาณนุ่มนวลขึ้นและกรองสัญญาณหลอกได้ดีขึ้น

การเปิดใช้งานใน MetaTrader 4

คุณสามารถเพิ่ม Stochastic Oscillator ลงในชาร์ตได้ง่ายๆ ดังนี้:

  1. เปิดโปรแกรม MT4
  2. ไปที่เมนู Insert > Indicators > Oscillators > Stochastic Oscillator
  3. ตั้งค่าพารามิเตอร์ตามต้องการ (ค่าเริ่มต้น คือ 5, 3, 3)
Stochastic Stochastic

การปรับค่า Level สำหรับการวิเคราะห์แบบมืออาชีพ

แทนที่จะใช้ค่า Overbought/Oversold แบบมาตรฐานที่ 80/20 เราจะปรับค่า Level ใหม่เพื่อให้เห็นโซนการวิเคราะห์ที่ชัดเจนขึ้น:

  1. คลิกขวาที่เส้น Stochastic แล้วเลือก Stoch(5,3,3) properties...
  2. เลือกแท็บ Levels
  3. ลบค่าเดิมออก (20 และ 80)
  4. เพิ่มค่าใหม่: 12, 27, 50, 73, และ 88
Stochastic Oscillator Stochastic Oscillator

การตั้งค่าแบบนี้จะช่วยให้เราแบ่งโซนการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ส่วนหลักที่มีความหมายทางการเทรดที่ชัดเจน

3 โซนการวิเคราะห์ด้วย Stochastic

1. โซนไม่แน่ใจ (Neutral Zone): ระดับ 27-73

โซนนี้คือพื้นที่กลางที่ราคายังไม่แสดงทิศทางที่ชัดเจน เมื่อเส้น Stochastic อยู่ในช่วง 27-73 แสดงว่าตลาดอยู่ในภาวะสมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขาย ในสภาวะนี้ เราไม่ควรรีบเปิดออเดอร์ แต่ควรรอให้ราคาเคลื่อนออกไปยังโซนอื่นที่ให้สัญญาณชัดเจนกว่า

Stochastic Oscillator
INFO

การรอคอยในโซนนี้เป็นวินัยสำคัญของเทรดเดอร์มืออาชีพ การกระโดดเข้าเทรดเมื่อสัญญาณยังไม่ชัดเจนมักนำไปสู่การขาดทุนที่หลีกเลี่ยงได้

2. โซนอาจกลับตัว (Reversal Zone): ระดับ 12-27 และ 73-88

โซนนี้คือพื้นที่ที่ราคามักจะมีการพักตัวหรือกลับทิศทางเกิดขึ้น:

โซนกลับตัวขาลง (73-88): เมื่อราคาปรับตัวขึ้นและเข้ามาในโซนนี้ แสดงว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนตัว อาจมีการปรับฐานหรือกลับทิศลงเกิดขึ้น

โซนกลับตัวขาขึ้น (12-27): เมื่อราคาปรับตัวลงและเข้ามาในโซนนี้ แสดงว่าแรงขายเริ่มอ่อนตัว อาจมีการฟื้นตัวหรือกลับทิศขึ้นเกิดขึ้น

Stochastic Oscillator

กลยุทธ์การเปิดออเดอร์จากโซนกลับตัว

เราไม่เปิดออเดอร์ทันทีที่ราคาเข้าหรือออกจากโซนนี้ แต่จะใช้ขั้นตอนดังนี้:

สำหรับ Buy Signal:

  1. รอให้เส้น Stochastic เข้าโซน 12-27
  2. เมื่อออกจากโซนนี้แล้ว รอให้เส้น %K ขึ้นมาตัดเส้น %D จากด้านล่าง
  3. เปิด Buy เมื่อเส้น Stochastic กลับขึ้นมาชนหรือทะลุระดับ 50

สำหรับ Sell Signal:

  1. รอให้เส้น Stochastic เข้าโซน 73-88
  2. เมื่อออกจากโซนนี้แล้ว รอให้เส้น %K ลงมาตัดเส้น %D จากด้านบน
  3. เปิด Sell เมื่อเส้น Stochastic กลับลงมาชนหรือทะลุระดับ 50
Stochastic Oscillator
NOTE

การรอให้ราคากลับมายืนยันที่ระดับ 50 เป็นการกรองสัญญาณหลอกที่สำคัญ สัญญาณที่แท้จริงมักจะมีแรงพอที่จะดันราคากลับผ่านเส้นกึ่งกลางได้

3. โซนไปต่อ (Continuation Zone): ระดับ 0-12 และ 88-100

โซนนี้บ่งชี้ว่าแนวโน้มมีความแข็งแกร่งมากและมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิม:

โซนไปต่อขาขึ้น (88-100): เมื่อราคาทะลุระดับ 88 ขึ้นไป แสดงว่าแรงซื้อแข็งแกร่งมาก ราคามีโอกาสสูงที่จะทำจุดสูงใหม่

โซนไปต่อขาลง (0-12): เมื่อราคาทะลุระดับ 12 ลงมา แสดงว่าแรงขายแข็งแกร่งมาก ราคามีโอกาสสูงที่จะทำจุดต่ำใหม่

Stochastic Oscillator

กลยุทธ์การเปิดออเดอร์จากโซนไปต่อ

การเทรดในโซนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังและรอจังหวะที่เหมาะสม:

สำหรับ Trend Continuation Buy:

  1. เมื่อราคาทะลุระดับ 88 ขึ้นไป อย่าเปิด Buy ทันที
  2. รอให้เส้น Stochastic ปรับตัวลงมา (pullback)
  3. เปิด Buy เมื่อเส้น %K และ %D เริ่มตัดกันขึ้นใหม่โดยที่ยังอยู่เหนือระดับ 50

สำหรับ Trend Continuation Sell:

  1. เมื่อราคาทะลุระดับ 12 ลงมา อย่าเปิด Sell ทันที
  2. รอให้เส้น Stochastic ปรับตัวขึ้นมา (pullback)
  3. เปิด Sell เมื่อเส้น %K และ %D เริ่มตัดกันลงใหม่โดยที่ยังอยู่ใต้ระดับ 50
Stochastic Oscillator

การใช้ Divergence ร่วมกับ Stochastic

หนึ่งในสัญญาณที่ทรงพลังที่สุดจาก Stochastic คือการเกิด Divergence ซึ่งมักปรากฏเมื่อราคาเข้าสู่โซนไปต่อ การอ่าน Divergence ช่วยเตือนเราว่าแนวโน้มปัจจุบันอาจจะอ่อนกำลังและเตรียมกลับตัว

แผนภาพ Divergence: ราคาทำจุดสูงหรือต่ำใหม่ แต่อินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม เส้นลาดบนกราฟราคากับ RSI ชี้คนละทาง เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงส่งใกล้หมด
แผนภาพ Divergence: ราคาทำจุดสูงหรือต่ำใหม่ แต่อินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม เส้นลาดบนกราฟราคากับ RSI ชี้คนละทาง เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงส่งใกล้หมด

Bullish Divergence (Regular)

เกิดขึ้นเมื่อ:

  • ราคาทำจุดต่ำใหม่ที่ต่ำกว่าจุดต่ำเก่า
  • แต่เส้น Stochastic ทำจุดต่ำใหม่ที่สูงกว่าจุดต่ำเก่า
  • สัญญาณบ่งชี้ว่าแรงขายกำลังอ่อนลง อาจมีการกลับตัวขึ้นเกิดขึ้น

Bearish Divergence (Regular)

เกิดขึ้นเมื่อ:

  • ราคาทำจุดสูงใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงเก่า
  • แต่เส้น Stochastic ทำจุดสูงใหม่ที่ต่ำกว่าจุดสูงเก่า
  • สัญญาณบ่งชี้ว่าแรงซื้อกำลังอ่อนลง อาจมีการกลับตัวลงเกิดขึ้น
Divergence
TIP

Divergence ที่เกิดในโซนไปต่อมักมีความน่าเชื่อถือสูง เพราะบ่งชี้ว่าแม้ราคายังเคลื่อนไหวในทิศทางเดิม แต่โมเมนตัมกำลังลดลงอย่างชัดเจน

เทคนิคการใช้งานขั้นสูง

1. การผสมผสานกับ Time Frame

ใช้ Stochastic ใน Time Frame ที่สูงกว่าเพื่อดูภาพรวมของเทรนด์ และใช้ Time Frame ที่ต่ำกว่าเพื่อหาจุดเข้าที่แม่นยำ:

  • H4 หรือ Daily: ดูทิศทางเทรนด์หลัก
  • H1: หาโซนที่สนใจ
  • M15 หรือ M5: หาจุดเข้าที่แม่นยำ

2. การตั้ง Stop Loss และ Take Profit

Stop Loss:

  • สำหรับการเทรดจากโซนกลับตัว: วาง SL เหนือ/ใต้ swing high/low ล่าสุด
  • สำหรับการเทรดจากโซนไปต่อ: วาง SL ที่ 50-70% ของ pullback
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

Take Profit:

  • เป้าหมายแรก: โซนถัดไป (จาก 27 ไป 73 หรือในทางกลับกัน)
  • เป้าหมายที่สอง: ระดับ Fibonacci หรือ Support/Resistance สำคัญ
  • ใช้ Trailing Stop เมื่อกำไรถึง 1.5:1 ขึ้นไป

3. การกรองสัญญาณด้วยเครื่องมืออื่น

Stochastic ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับ:

  • Moving Average: ยืนยันทิศทางเทรนด์
  • Support/Resistance: ยืนยันจุดกลับตัว
  • Volume: ยืนยันความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหว
  • Candlestick Pattern: ยืนยันจุด entry ที่แม่นยำ

ข้อควรระวังในการใช้งาน Stochastic

1. สัญญาณหลอกใน Trending Market

เมื่อตลาดมี trending ที่แข็งแกร่ง Stochastic อาจอยู่ในโซน Overbought หรือ Oversold เป็นเวลานาน การเปิดออเดอร์ทวนเทรนด์ในสภาวะนี้มีความเสี่ยงสูง

แนวทางแก้ไข: ใช้ Time Frame ที่สูงกว่าเพื่อยืนยันเทรนด์ก่อน และเทรดไปตามทิศทางเทรนด์หลักเท่านั้น

2. Whipsaw ในตลาด Ranging

ในตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ เส้น Stochastic จะตัดกันบ่อยและสร้างสัญญาณหลอกมากมาย

แนวทางแก้ไข: รอให้มีการ breakout ที่ชัดเจนก่อน หรือใช้ค่า Period ที่สูงขึ้น (เช่น 14,3,3 แทน 5,3,3)

3. ความล่าช้าของสัญญาณ

Stochastic เป็นอินดิเคเตอร์แบบ lagging ซึ่งหมายความว่าสัญญาณจะออกมาหลังจากที่ราคาเคลื่อนไหวไปแล้ว

แนวทางแก้ไข: ใช้ร่วมกับ Price Action เพื่อจับสัญญาณได้เร็วขึ้น และอย่าคาดหวังที่จะจับจุด top หรือ bottom ที่สมบูรณ์แบบ

NOTE

อย่าเทรดด้วย Stochastic เพียงอย่างเดียว การใช้งานที่ประสบความสำเร็จต้องผสมผสานกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ และมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี

การปรับแต่งค่าพารามิเตอร์

ค่ามาตรฐานและการปรับเปลี่ยน

ค่ามาตรฐาน (14,3,3):

  • %K Period: 14 คาบ
  • %D Period: 3 คาบ (SMA ของ %K)
  • Slowing: 3 คาบ

ค่าสำหรับ Scalping (5,3,3):

  • เหมาะกับ Time Frame ต่ำ (M1-M15)
  • ให้สัญญาณเร็วแต่มีสัญญาณหลอกมากขึ้น

ค่าสำหรับ Swing Trading (21,5,5):

  • เหมาะกับ Time Frame สูง (H4-Daily)
  • สัญญาณช้าลงแต่เชื่อถือได้มากขึ้น

การทดสอบค่าที่เหมาะสม

  1. ทดสอบ backtest ในข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
  2. เปรียบเทียบอัตรา Win Rate และ Risk:Reward
  3. ปรับค่าตาม Time Frame และสไตล์การเทรดของคุณ
  4. อย่าเปลี่ยนค่าบ่อยเกินไป ให้เวลากับระบบพอสมควร

วีดีโอสอนการใช้งาน

https://youtu.be/g9qYdv0TZYw

https://youtu.be/tUZ7xs0dufM

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Stochastic Oscillator เหมาะกับ Time Frame ไหนมากที่สุด?

Stochastic ทำงานได้ดีในทุก Time Frame แต่ต้องปรับค่าพารามิเตอร์ให้เหมาะสม สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มที่ H1 หรือ H4 ด้วยค่า 14,3,3 เพราะให้สัญญาณที่สมดุลระหว่างความเร็วและความแม่นยำ สำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบ scalping สามารถใช้ในกรอบ M5-M15 ด้วยค่า 5,3,3 แต่ต้องระวังสัญญาณหลอกมากขึ้น

ควรใช้ Stochastic กับคู่เงินไหนบ้าง?

Stochastic ใช้ได้ดีกับคู่เงิน Major ทุกคู่ เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY เพราะมี liquidity สูงและการเคลื่อนไหวค่อนข้าง smooth สำหรับคู่เงิน Cross หร

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง