ส่อง 10 อันดับทองคำสำรอง 2566
ทองคำสำรองที่ต้องบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่สร้างงบดุลให้กับประเทศ และการซื้อทองคำนี้ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายคนเลือกลงทุน ไปดูกันประเทศไหนซื้อทองมากที่สุด

ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำรวมกันมากกว่า 35,000 ตัน — มูลค่าเกิน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำไมประเทศต่างๆ ถึงเลือกสะสมทองคำแทนที่จะถือแต่เงินตราต่างประเทศ และประเทศไหนบ้างที่ครองอันดับต้นๆ ของการถือครองทองคำสำรอง เราจะพาคุณไปดูข้อมูลล่าสุดจากปี 2023 พร้อมเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ทองคำยังคงเป็นหัวใจของระบบการเงินโลก
สรุปสาระสำคัญ
- สหรัฐฯ ถือครองทองคำสำรองมากที่สุดโลก 8,133.46 ตัน — มากกว่าอันดับ 2-3 รวมกัน
- ธนาคารกลางใช้ทองคำเพื่อสร้างความมั่นคงให้งบดุล ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน และเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต
- จีนและรัสเซียเพิ่มปริมาณทองคำสำรองอย่างต่อเนื่อง สะท้อนกลยุทธ์ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ
- ทองคำไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (credit risk) ต่างจากพันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝาก
- สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองทั้งหมดแตกต่างกันมาก — สหรัฐฯ ถือ 68% ของทุนสำรอง ขณะที่จีนถือเพียง 4%
ทำไมธนาคารกลางถึงต้องถือครองทองคำสำรอง
ทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) คือเงินคลังฉุกเฉินของประเทศ ธนาคารกลางใช้เงินสำรองนี้เพื่อสามวัตถุประสงค์หลัก:
- รักษาเสถียรภาพค่าเงิน — เมื่อค่าเงินบาทร่วง ธปท. สามารถขายดอลลาร์ซื้อบาท เพื่อดันค่าเงินให้กลับมาทรงตัว
- ชดเชยการขาดดุลการค้า — หากประเทศนำเข้ามากกว่าส่งออก ต้องใช้เงินตราต่างประเทศจ่าย ทุนสำรองเป็นแหล่งเงินสำรองทันที
- สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ — ทุนสำรองสูง = ความสามารถจ่ายหนี้ต่างประเทศสูง นักลงทุนต่างชาติจึงมั่นใจลงทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุชัดเจนว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ:
- ทองคำ — สินทรัพย์จับต้องได้ ไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้
- สิทธิพิเศษถอนเงิน (SDR) จาก IMF — สกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ
- สกุลเงินตราต่างประเทศ — โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน
ทำไมต้องเป็นทองคำโดยเฉพาะ
ทองคำมีคุณสมบัติที่พันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝากไม่มี:
ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) — เมื่อคุณถือพันธบัตรสหรัฐ คุณเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐจะจ่ายคืน แต่ทองคำไม่ต้องพึ่งพาใคร มูลค่าอยู่ที่ตัวโลหะเอง
ไม่สูญค่าจากเงินเฟ้อ — ถ้าเฟดปริ้นเงินดอลลาร์เพิ่ม ดอลลาร์ในพอร์ตสำรองจะอ่อนค่า แต่ทองคำกลับแข็งค่าขึ้น (เพราะราคาทองขึ้นเมื่อเงินอ่อนค่า)
เป็นที่ยอมรับทั่วโลก — ทุกประเทศรับทองคำเป็นหลักประกัน ไม่มีประเทศไหนปฏิเสธได้ ต่างจากสกุลเงินที่อาจถูกแบนหรือคว่ำบาตร (เช่น รัสเซียถูกแบนใช้ดอลลาร์ แต่ทองคำยังใช้ได้)
ข้อมูลเพิ่มเติม: ราคาทองคำโลกวัดหน่วยเป็นดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (troy ounce) หนึ่งทรอยออนซ์ = 31.10 กรัม เมื่อราคาทอง $2,000/oz หมายความว่า 1 ตัน = 32,150 ทรอยออนซ์ มูลค่า $64.3 ล้าน
10 อันดับประเทศที่ถือครองทองคำสำรองมากที่สุด (ปี 2023)
ข้อมูลต่อไปนี้มาจาก World Gold Council เดือนกันยายน 2023 — อันดับอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามการซื้อขายของธนาคารกลาง
1. สหรัฐอเมริกา — 8,133.46 ตัน
สหรัฐฯ ถือครองทองคำมากกว่า 2 เท่าของอันดับ 2 (เยอรมนี) ทองคำเหล่านี้เก็บไว้ที่ Fort Knox และสำนักงานกระทรวงการคลังในนิวยอร์ก มูลค่ารวมประมาณ $520,000 ล้านดอลลาร์ (เมื่อราคาทอง $1,950/oz)
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองทั้งหมด: 68% — มากที่สุดในบรรดาประเทศใหญ่
ทำไมสหรัฐถือทองเยอะ: สหรัฐฯ สะสมทองมาตั้งแต่สมัย Bretton Woods (1944-1971) เมื่อดอลลาร์ยังผูกกับทอง หลังยกเลิกระบบนี้ สหรัฐก็ไม่ได้ขายทองออก เพราะทองช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้ดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองโลก
2. เยอรมนี — 3,354.89 ตัน
เยอรมนีเคยเก็บทองไว้ในสหรัฐและฝรั่งเศส (เพื่อป้องกันสหภาพโซเวียตยึด) แต่หลังปี 2013 ได้ขนทองกลับเยอรมนีเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน 50% อยู่ในแฟรงก์เฟิร์ต
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 71% — สูงกว่าสหรัฐเล็กน้อย
3. อิตาลี — 2,451.84 ตัน
อิตาลีสะสมทองมาตั้งแต่ก่อน World War II ทองคำเหล่านี้เก็บไว้ที่ธนาคารกลางอิตาลี (Banca d'Italia) ในโรม
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 69%
4. ฝรั่งเศส — 2,436.81 ตัน
ฝรั่งเศสเป็นผู้นำแนวคิด "ทองคำเป็นเงินจริง" — ในยุค 1960s ประธานาธิบดี Charles de Gaulle เรียกร้องให้สหรัฐจ่ายหนี้ด้วยทองแทนดอลลาร์
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 66%
5. รัสเซีย — 2,326.52 ตัน
รัสเซียเพิ่มทองคำสำรองอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2014 (หลังถูกคว่ำบาตร) ซื้อเฉลี่ย 150-200 ตันต่อปี เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 25% — ต่ำกว่ายุโรปเพราะมีเงินสดน้อย (ถูกอายัดจากการคว่ำบาตร)
ข้อควรระวัง: หลังรัสเซียบุกยูเครน (2022) ทรัพย์สินสำรองของรัสเซียที่เก็บในยุโรปและสหรัฐถูกอายัดส่วนหนึ่ง แต่ทองคำที่เก็บในมอสโกไม่มีใครแตะต้องได้ — นี่เป็นเหตุผลที่รัสเซียเร่งถือทองเพิ่ม
6. จีน — 2,068.36 ตัน
ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลที่จีนประกาศอย่างเป็นทางการ แต่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า จีนถือทองมากกว่าที่รายงาน อาจสูงถึง 3,000-4,000 ตัน เพราะ:
- จีนซื้อทองจากเหมืองในประเทศ (ผลิตได้ 400 ตัน/ปี) โดยไม่ประกาศ
- ไม่เปิดเผยสต็อกทองคำเต็มรูปแบบ (เหมือนประเทศตะวันตก)
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 4% เท่านั้น — จีนมีเงินสำรองรวม $3.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรสหรัฐ
แนวโน้ม: จีนซื้อทองเพิ่มทุกเดือนตั้งแต่พฤศจิกายน 2022 เป็นต้นมา สะท้อนกลยุทธ์ลด holdings ในพันธบัตรสหรัฐและเพิ่มทอง
7. สวิตเซอร์แลนด์ — 1,040.00 ตัน
สวิตเซอร์แลนด์เคยเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำโลก ปัจจุบันทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในสวิส เพราะสวิตเซอร์แลนด์เป็นกลางทางการเมือง ไม่มีความเสี่ยงถูกอายัด
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 6% — ต่ำเพราะสวิสมีเงินสดสำรองมหาศาล
8. ญี่ปุ่น — 845.97 ตัน
ญี่ปุ่นถือทองคำสำรองค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ (GDP อันดับ 3 โลก) เพราะญี่ปุ่นไว้ใจเงินเยนและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากกว่า
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 4%
9. อินเดีย — 794.62 ตัน
อินเดียเพิ่งซื้อทองจาก IMF เมื่อปี 2009 จำนวน 200 ตัน (ในช่วงวิกฤตการเงินโลก) และซื้อเพิ่มเรื่อยมา
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 8% — ต่ำเพราะอินเดียมีเงินสดสำรองไม่เยอะ (ใช้เพื่อรักษาค่าเงินรูปี)
ข้อน่าสนใจ: ประชาชนอินเดียถือทองรวมกันมากกว่า 25,000 ตัน — มากกว่าธนาคารกลางอินเดีย 30 เท่า เพราะทองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม
10. เนเธอร์แลนด์ — 612.45 ตัน
เนเธอร์แลนด์ขนทองกลับจากสหรัฐบางส่วนในปี 2014 เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าทองคำยังอยู่จริง
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 69% — สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรป
แนวโน้มการซื้อทองคำของธนาคารกลาง

ธนาคารกลางซื้อทองมากขึ้นหรือน้อยลง?
ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ธนาคารกลางทั่วโลกเป็น ผู้ซื้อสุทธิ (net buyer) ของทองคำทุกปี — หมายความว่า ซื้อมากกว่าขาย
ปี 2022 ธนาคารกลางซื้อทองรวม 1,136 ตัน — สูงสุดในรอบ 50 ปี
ใครซื้อมากที่สุด?
- จีน, อินเดีย, ตุรกี — เพิ่มสัดส่วนทองเพื่อลดการถือดอลลาร์
- โปแลนด์, ฮังการี, สิงคโปร์ — ซื้อเพิ่มเพื่อสร้างความมั่นคง
- ธนาคารกลางในเอเชียและตะวันออกกลาง — ซื้อเนื่องจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ (Ukraine, Taiwan)
ทำไมธนาคารกลางถึงซื้อมากขึ้น?
- ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ — ธนาคารกลางใหญ่ๆ ปริ้นเงินมหาศาลในช่วง COVID-19 ทำให้มูลค่าเงินสดอ่อนค่า
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ — ทรัพย์สินที่เก็บในประเทศคู่ขัดแย้งอาจถูกอายัด (เหมือนรัสเซีย) ทองคำที่เก็บในประเทศปลอดภัยกว่า
- ลดการพึ่งพาดอลลาร์ — หลายประเทศไม่อยากพึ่งระบบการเงินที่สหรัฐควบคุม (SWIFT, พันธบัตรสหรัฐ)
De-dollarization (ลดการใช้ดอลลาร์) คือกระแสที่ประเทศต่างๆ พยายามใช้สกุลเงินอื่นหรือทองคำในการค้าระหว่างประเทศ แทนที่จะใช้ดอลลาร์ ตัวอย่าง: รัสเซีย-จีน ชำระค้าขายด้วยรูเบิล-หยวนแทนดอลลาร์, อินเดีย-ยูเออีชำระด้วยรูปี-ดีแรห์ม
ไทยมีทองคำสำรองเท่าไหร่?
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ กันยายน 2023:
ปริมาณทองคำสำรอง: 174.20 ตัน
สัดส่วนทองคำต่อทุนสำรอง: 7%
มูลค่า (เมื่อราคาทอง $1,950/oz): $10,900 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 390,000 ล้านบาท
ไทยอยู่อันดับ 33 ของโลก — น้อยกว่าสิงคโปร์ (127.4 ตัน) แต่มากกว่าฟิลิปปินส์ (156.4 ตัน)
ทำไมไทยถือทองน้อย?
- ไทยมีทุนสำรองส่วนใหญ่เป็นเงินสดสกุลต่างประเทศ (เพื่อความคล่องตัวในการแทรกแซงค่าเงิน)
- ไทยไม่มีความกังวลเรื่องการถูกคว่ำบาตรหรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
ข้อควรรู้สำหรับนักลงทุนทั่วไป
เมื่อธนาคารกลางซื้อทองเพิ่ม นักลงทุนควรทำอย่างไร?
ธนาคารกลางซื้อ = ราคาทองแนวโน้มขึ้น
เมื่อธนาคารกลางซื้อทอง 1,000+ ตันต่อปี แสดงว่า demand พื้นฐาน (จากผู้ที่มีเงินมหาศาล) แข็งแรง ราคาทองมีแนวโน้มขึ้นในระยะยาว
แต่ระวัง:
- ราคาทองมีความผันผวนสูงในระยะสั้น (±10% ต่อปี)
- ธนาคารกลางซื้อทีละน้อยทุกเดือน ไม่ใช่ซื้อก้อนเดียว — ราคาไม่ได้พุ่งทันที
ทองคำเหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
✅ เหมาะกับ: นักลงทุนที่ต้องการป้องกันพอร์ต (hedge) จากเงินเฟ้อหรือวิกฤตการเงิน
✅ เหมาะกับ: คนที่ต้องการสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา
❌ ไม่เหมาะกับ: คนที่หวังกำไรระยะสั้น — ทองไม่จ่ายดอกเบี้ย ไม่จ่ายเงินปันผล
❌ ไม่เหมาะกับ: คนที่ใช้เงินร้อนลงทุน — ถ้าต้องขายก่อน 1 ปี มักขาดทุนจากสเปรดซื้อ-ขาย
คำเตือนสำคัญ: ห้ามใช้เงินกู้หรือเงินที่ต้องใช้ใน 1-2 ปีข้างหน้ามาซื้อทอง ราคาทองอาจปรับตัวลง 10-20% ในระยะสั้น คุณอาจต้องขายขาดทุนถ้าต้องการเงินด่วน ให้ใช้เงินเย็น (เงินที่ไม่ต้องใช้ภายใน 3-5 ปี) ซื้อทองเป็นการถือยาว
วิธีลงทุนทอง: เลือกแบบไหนดี?
| วิธี | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | ถือของจริง ขายง่าย | สเปรดซื้อ-ขาย 2-3% / ค่าเก็บในตู้เซฟ |
| กองทุน Gold ETF | ไม่ต้องเก็บของ / สเปรดต่ำ | ค่าธรรมเนียม 0.3-0.5%/ปี |
| ทองออนไลน์ (e-Gold) | ซื้อขายง่าย / สเปรดต่ำ | ต้องไว้ใจผู้ให้บริการ |
| Gold Futures/CFD | Leverage สูง / เก็งกำไรได้เร็ว | ⚠️ เสี่ยงสูงมาก ไม่แนะนำมือใหม่ |
คำแนะนำ: นักลงทุนทั่วไปควรถือทองคำ 5-10% ของพอร์ต ผ่าน ETF หรือทองคำแท่ง เพื่อสร้างสมดุล (diversification) ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธนาคารกลางซื้อทองคำจากไหน?
ธนาคารกลางซื้อทองได้ 3 ทาง:
- ซื้อจากตลาดโลก — ผ่าน bullion banks (ธนาคารค้าทองขนาดใหญ่ เช่น HSBC, JP Morgan) โดยตรง
- ซื้อจากเหมืองในประเทศ — เช่น จีนซื้อจากเหมืองในประเทศโดยไม่ออกตลาดโลก
- ซื้อจาก IMF — IMF ขายทองให้ธนาคารกลางในบางกรณี (เช่น อินเดียซื้อปี 2009)
ทองคำสำรองเก็บไว้ที่ไหน?
ส่วนใหญ่เก็บไว้ใน ห้องนิรภัยของธนาคารกลางในประเทศตัวเอง บางประเทศเก็บที่ Federal Reserve Bank of New York (ใต้ดินแมนฮัตตัน) เพราะเป็นจุดศูนย์กลางการค้าทองโลก แต่หลังปี 2014 หลายประเทศขนทองกลับประเทศตัวเอง
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →