เดย์เทรด (Day Trade) คืออะไร?
เดย์เทรด Day Trade คืออะไร ? หากคุณต้องการเทรด Forex แต่คุณยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรเริ่มต้นที่ไหนหรือกลยุทธ์การซื้อขายรายวันที่ดีที่สุด

เดย์เทรด (Day Trading) คือรูปแบบการซื้อขายที่เทรดเดอร์เปิดและปิดออร์เดอร์ภายในวันเดียวกัน โดยไม่ถือโพซิชันค้างคืน แม้ผลกำไรต่อวันอาจดูเล็กน้อย แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอและมีระเบียบวินัย เดย์เทรดสามารถสร้างผลตอบแทนสะสมที่น่าสนใจได้ บทความนี้จะอธิบายว่าเดย์เทรดคืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยม และคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อเริ่มต้นเทรด Forex แบบรายวันอย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปสาระสำคัญ
- เดย์เทรดคือการเปิด-ปิดออร์เดอร์ภายในวันเดียวกัน ไม่ถือโพซิชันค้างคืน
- เทรดเดอร์ควรเริ่มต้นด้วยเงินทุนอย่างน้อย $500.00 และใช้ขนาดล็อตเล็กก่อน
- ความสำเร็จต้องอาศัยกลยุทธ์ชัดเจน การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมอารมณ์
- เครื่องมือหลักที่จำเป็น ได้แก่ แพลตฟอร์มเทรด (เช่น MetaTrader) ฟีดข่าว และความเข้าใจเซสชันการเทรด
เดย์เทรด คืออะไร
เดย์เทรด (Day Trade) คือการซื้อขายในตลาดการเงินที่เทรดเดอร์เปิดและปิดออร์เดอร์ทั้งหมดภายในวันซื้อขายเดียวกัน เป้าหมายคือการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงเวลาสั้น โดยไม่ถือโพซิชันค้างคืนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาเทรด
ในตลาด Forex ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมงห้าวันต่อสัปดาห์ เดย์เทรดเดอร์มักเลือกเทรดในช่วงเซสชันที่มีสภาพคล่องสูงและความผันผวนเหมาะสม เช่น เซสชันลอนดอนหรือนิวยอร์ก ผลกำไรต่อวันของเดย์เทรดเดอร์แต่ละคนอาจไม่มาก แต่เมื่อสะสมผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ รายได้รวมสามารถเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ
คุณลักษณะสำคัญของเดย์เทรด:
- ไม่ถือโพซิชันค้างคืน ทุกออร์เดอร์ต้องปิดก่อนตลาดปิดในวันนั้น
- ใช้กรอบเวลาสั้น มักดูกราฟ 1 นาที 5 นาที 15 นาที หรือ 1 ชั่วโมง
- ทำกำไรจากความผันผวนระยะสั้น อาศัยการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละวัน
- ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด ต้องการความเข้มข้นและการตัดสินใจรวดเร็ว
ทำไมเดย์เทรดถึงได้รับความนิยม
เดย์เทรดได้รับความนิยมในหมู่เทรดเดอร์หลายกลุ่ม เนื่องจากข้อได้เปรียบหลายประการที่ไม่พบในรูปแบบการเทรดอื่น
รู้ผลได้รับในวันเดียวกัน
ข้อได้เปรียบหลักของเดย์เทรดคือความชัดเจน เทรดเดอร์ทราบผลกำไรหรือขาดทุนภายในวันเดียวกัน ไม่ต้องรอหลายวันหรือหลายสัปดาห์เหมือนสไตล์ Swing Trading หรือ Position Trading ความชัดเจนนี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนการเงินและปรับกลยุทธ์ได้เร็วขึ้น
หลีกเลี่ยงความเสี่ยงข้ามคืน
เนื่องจากไม่ถือโพซิชันค้างคืน เดย์เทรดเดอร์จึงไม่ต้องกังวลเรื่องเหตุการณ์สำคัญที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาเทรด เช่น ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ การประกาศนโยบายของธนาคารกลาง หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้ราคา Gap อย่างรุนแรงเมื่อตลาดเปิดใหม่
เข้าถึงได้ง่าย
ตลาด Forex มีอุปสรรคในการเข้าถึงต่ำ เทรดเดอร์สามารถเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียง $100.00-$500.00 ในหลายโบรกเกอร์ แต่เราแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินทุนอย่างน้อย $500.00-$1,000.00 เพื่อให้มีพื้นที่ในการรองรับความผันผวนและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
ห้ามเทรดเกินความสามารถของเงินทุนที่คุณมี การใช้ Leverage สูงเกินไป (เช่น 1:500 หรือมากกว่า) โดยไม่มีประสบการณ์เพียงพออาจทำให้บัญชีของคุณถูกเรียก Margin Call ได้อย่างรวดเร็ว
ความยืดหยุ่นในการบริหารเวลา
แม้เดย์เทรดต้องการความเข้มข้นในช่วงเวลาซื้อขาย แต่เทรดเดอร์สามารถเลือกเซสชันที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่ในเอเชีย คุณอาจเลือกเทรดในเซสชันโตเกียวหรือลอนดอน แทนที่จะต้องตื่นเทรดในเซสชันนิวยอร์ก
เครื่องมือและตัวชี้วัดสำหรับเดย์เทรด
การเป็นเดย์เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม ข่าวดีคือคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนในซอฟต์แวร์ราคาแพง เครื่องมือพื้นฐานที่มีคุณภาพก็เพียงพอแล้ว
แพลตฟอร์มการเทรด
MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่เทรดเดอร์ Forex โปรแกรมเหล่านี้มีคุณสมบัติครบครัน:
- กราฟราคาแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบซูมและปรับมุมมอง
- ตัวชี้วัดทางเทคนิค มากกว่า 30 ตัวในโปรแกรมพื้นฐาน
- เครื่องมือวาดเส้น เช่น Trendline, Fibonacci, Support/Resistance
- Expert Advisors (EA) สำหรับการเทรดอัตโนมัติ
- ข้อมูลประวัติ (Historical Data) สำหรับการ Backtest กลยุทธ์
ตัวชี้วัดที่เดย์เทรดเดอร์นิยมใช้:
- Moving Average (MA) สำหรับดูแนวโน้มระยะสั้น
- RSI (Relative Strength Index) สำหรับดู Overbought/Oversold
- Bollinger Bands สำหรับวัดความผันผวน
- MACD สำหรับสัญญาณ Momentum
- Volume สำหรับยืนยันความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหว
อย่าใช้ตัวชี้วัดมากเกินไป 2-3 ตัวที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งดีกว่าการใช้ 10 ตัวแบบผิวเผิน ตัวชี้วัดเป็นเพียงเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่ระบบที่รับประกันผลกำไร
ฟีดข่าว (News Feed)
ข่าวเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญมีผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของตลาด Forex เดย์เทรดเดอร์ต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- ปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เช่น การประกาศดอกเบี้ย GDP ตัวเลขการจ้างงาน
- ข่าวสดจากแหล่งน่าเชื่อถือ เช่น Reuters, Bloomberg, FXStreet
- การประกาศนโยบายของธนาคารกลาง เช่น Fed, ECB, BoJ
แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มี News Feed ในตัว หรือคุณสามารถใช้เว็บไซต์อย่าง Forex Factory, Investing.com, หรือ FXStreet เพื่อติดตามปฏิทินเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์
ความรู้เรื่องเซสชันการเทรด
ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงห้าวันต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นสี่เซสชันหลัก:
1. เซสชันซิดนีย์ (06:00-15:00 น. เวลาไทย)
- สภาพคล่องปานกลาง เหมาะสำหรับคู่เงิน AUD, NZD
2. เซสชันโตเกียว (07:00-16:00 น. เวลาไทย)
- สภาพคล่องปานกลางถึงสูง เหมาะสำหรับคู่เงิน JPY และเงินเอเชีย
3. เซสชันลอนดอน (14:00-23:00 น. เวลาไทย)
- สภาพคล่องสูงสุด ความผันผวนสูง เหมาะเทรดคู่เงิน EUR, GBP
4. เซสชันนิวยอร์ก (19:30-04:30 น. เวลาไทย)
- สภาพคล่องสูงสุด เหมาะเทรดคู่เงิน USD
ช่วงเวลาทับซ้อน (Overlap) ระหว่างเซสชันลอนดอนและนิวยอร์ก (19:30-23:00 น. เวลาไทย) มักมีความผันผวนและสภาพคล่องสูงสุด เป็นช่วงเวลาที่เดย์เทรดเดอร์หลายคนนิยมเทรดมากที่สุด
ความผันผวนสูงหมายถึงโอกาสทำกำไรมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน เทรดเดอร์มือใหม่ควรเริ่มต้นในช่วงเวลาที่มีความผันผวนปานกลางก่อน
การเลือกโบรกเกอร์
โบรกเกอร์มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของเดย์เทรดเดอร์ เนื่องจากคุณจะเทรดบ่อยครั้งในแต่ละวัน ต้นทุนการซื้อขาย (Spread และ Commission) สะสมได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกโบรกเกอร์:
1. Spread ต่ำและโปร่งใส เดย์เทรดเดอร์ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread แคบ โดยเฉพาะในคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY ตัวอย่างเช่น Spread ของ EUR/USD ควรอยู่ในช่วง 0.5-1.5 pips ในเวลาเทรดปกติ
2. ความเร็วในการ Execute คำสั่ง ในเดย์เทรด ความเร็วในการเข้าและออกจากออร์เดอร์มีความสำคัญมาก Slippage (ส่วนต่างระหว่างราคาที่สั่งกับราคาที่จริงได้) ควรน้อยที่สุด โบรกเกอร์ที่ดีควรมี Execution Speed ไม่เกิน 100-200 milliseconds
3. ค่า Commission และค่าธรรมเนียมอื่นๆ โบรกเกอร์บางแห่งเรียก Commission แยกจาก Spread บางแห่งรวมไว้ใน Spread ทั้งหมด เปรียบเทียบต้นทุนรวมต่อล็อตเพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจน
4. การควบคุมและความน่าเชื่อถือ เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุมจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus), หรือ NFA/CFTC (USA)
5. คุณภาพของแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มต้องเสถียร ไม่ค้าง มีเครื่องมือครบครัน และรองรับการเทรดผ่านมือถือ
https://www.youtube.com/watch?v=gi1lYchV01o
กลยุทธ์เดย์เทรดพื้นฐาน
เดย์เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมักมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและทดสอบมาแล้ว นี่คือกลยุทธ์พื้นฐานที่นิยม:
Scalping
Scalping เป็นการเทรดที่ถือโพซิชันเพียงไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที เป้าหมายคือทำกำไรเล็กๆ หลายครั้งในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น เป้าหมายกำไร 5-10 pips ต่อครั้ง ทำ 10-20 ครั้งต่อวัน กลยุทธ์นี้ต้องการสมาธิสูง ความเร็วในการตัดสินใจ และ Spread ที่แคบมาก
Momentum Trading
เป็นการเทรดตามทิศทางของโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในตลาด เมื่อราคามีการเคลื่อนไหวแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เทรดเดอร์จะเข้าออร์เดอร์ไปในทิศทางเดียวกันและออกเมื่อโมเมนตัมเริ่มอ่อนตัว มักใช้ร่วมกับข่าวเศรษฐกิจหรือการเปิดตลาดในเซสชันใหม่
Range Trading
เป็นการเทรดในช่วงราคาที่ตีกรอบ (Sideways Market) เทรดเดอร์จะซื้อที่ระดับ Support และขายที่ระดับ Resistance กลยุทธ์นี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดไม่มีแนวโน้มชัดเจน แต่มีความเสี่ยงจากการ Breakout ที่ไม่คาดคิด
Breakout Trading
เป็นการเทรดเมื่อราคาทะลุระดับ Support หรือ Resistance ที่สำคัญ โดยคาดหวังว่าราคาจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน ต้องระวัง False Breakout (การทะลุแล้วกลับตัว) ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อย
การบริหารความเสี่ยงสำหรับเดย์เทรด
ไม่ว่าคุณจะเทรดด้วยกลยุทธ์ใด การบริหารความเสี่ยงคือรากฐานของความสำเร็จระยะยาว

กฎ 1-2% Risk Per Trade
ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดในแต่ละออร์เดอร์ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงินทุน $1,000.00 คุณควรเสี่ยงไม่เกิน $10.00-$20.00 ต่อออร์เดอร์ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้
Risk-Reward Ratio
เป้าหมายควรมี Risk-Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 หมายความว่า ถ้าคุณเสี่ยง 10 pips คุณควรตั้งเป้ากำไร 20 pips แม้ Win Rate จะเป็นเพียง 50% คุณก็ยังทำกำไรในระยะยาว

ไม่ Revenge Trade
หากเกิดการขาดทุน อย่าพยายาม "เอาคืน" ด้วยการเพิ่มขนาดล็อตหรือเทรดบ่อยขึ้นทันที การ Revenge Trading มักนำไปสู่การขาดทุนสะสมมากขึ้น หยุดพัก วิเคราะห์สิ่งที่ผิดพลาด แล้วกลับมาเทรดเมื่ออารมณ์สงบแล้ว
ใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง
แม้โบรกเกอร์หลายแห่งจะเสนอ Leverage สูงถึง 1:500 แต่เทรดเดอร์มือใหม่ควรใช้ไม่เกิน 1:50 หรือ 1:100 Leverage สูงเกินไปอาจทำให้บัญชีถูกเรียก Margin Call ได้อย่างรวดเร็วจากความผันผวนเล็กน้อย

จิตวิทยาและวินัยในการเดย์เทรด
การบริหารอารมณ์และวินัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่แยกเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จออกจากที่ล้มเหลว
ควบคุมความโลภและความกลัว
ความโลภทำให้เทรดเดอร์ถือโพซิชันนานเกินไป หรือเพิ่มขนาดล็อตโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่วนความกลัวทำให้ปิดกำไรเร็วเกินไปหรือไม่กล้าเข้าออร์เดอร์ตาม Setup ที่ดี การมีแผนการเทรดที่ชัดเจนช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์เหล่านี้
สร้างกิจวัตรการเทรด
มีเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการเทรดที่ชัดเจน ไม่เทรดนอกเวลาที่วางแผนไว้ กำหนดจำนวนออร์เดอร์สูงสุดต่อวัน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
การจดบันทึกการเทรด (Trading Journal)
จดบันทึกทุกออร์เดอร์ รวมถึง:
- คู่เงินและเวลาที่เทรด
- เหตุผลในการเข้าออร์เดอร์
- ผลลัพธ์ (กำไร/ขาดทุน)
- อารมณ์และความรู้สึกขณะเทรด
- บทเรียนที่ได้รับ
การทบทวนบันทึกเป็นประจำช่วยให้คุณเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงกลยุทธ์ต่อไป
ยอมรับว่าขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของเกม
แม้เทรดเดอร์มืออาชีพก็มีออร์เดอร์ขาดทุน ไม่มีใครชนะได้ทุกครั้ง ที่สำคัญคือการควบคุมการขาดทุนให้เล็กและให้กำไรวิ่งเมื่อถูกทาง
ข้อผิดพลาดที่เดย์เทรดเดอร์มือใหม่มักทำ
Over-Trading
การเทรดบ่อยเกินไปโดยไม่มี Setup ที่ชัดเจน มักเกิดจากความรู้สึกว่า "ต้องเทรดเพื่อทำเงิน" การ Over-Trading สร้างต้นทุนในรูปของ Spread และ Commission และเพิ่มโอกาสทำผิดพลาด
ละเลยการบริหารความเสี่ยง
การไม่ตั้ง Stop Loss หรือการเสี่ยงมากเกินไปในแต่ละออร์เดอร์เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียบัญชี แม้มี Win Rate สูง แต่ออร์เดอร์ขาดทุนเพียงครั้งเดียวที่ไม่มี Stop Loss อาจทำลายบัญชีทั้งหมดได้
ไล่ตามตลาด (Chasing the Market)
การเข้าออร์เดอร์หลังจากราคาเคลื่อนไหวไปแล้วมาก ด้วยความกลัวพลาดโอกาส มักส่งผลให้เข้าออร์เดอร์ในราคา
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Uhas Admin
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


