U
UHAS
XAU/USD0.00%

เดย์เทรด (Day Trade) คืออะไร?

เดย์เทรด Day Trade คืออะไร ? หากคุณต้องการเทรด Forex แต่คุณยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรเริ่มต้นที่ไหนหรือกลยุทธ์การซื้อขายรายวันที่ดีที่สุด

U
Uhas Admin
7 ตุลาคม 2564·3 นาทีอ่าน
แชร์
เดย์เทรด (Day Trade) คืออะไร?

เดย์เทรด (Day Trading) คือรูปแบบการซื้อขายที่เทรดเดอร์เปิดและปิดออร์เดอร์ภายในวันเดียวกัน โดยไม่ถือโพซิชันค้างคืน แม้ผลกำไรต่อวันอาจดูเล็กน้อย แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอและมีระเบียบวินัย เดย์เทรดสามารถสร้างผลตอบแทนสะสมที่น่าสนใจได้ บทความนี้จะอธิบายว่าเดย์เทรดคืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยม และคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อเริ่มต้นเทรด Forex แบบรายวันอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปสาระสำคัญ

  • เดย์เทรดคือการเปิด-ปิดออร์เดอร์ภายในวันเดียวกัน ไม่ถือโพซิชันค้างคืน
  • เทรดเดอร์ควรเริ่มต้นด้วยเงินทุนอย่างน้อย $500.00 และใช้ขนาดล็อตเล็กก่อน
  • ความสำเร็จต้องอาศัยกลยุทธ์ชัดเจน การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมอารมณ์
  • เครื่องมือหลักที่จำเป็น ได้แก่ แพลตฟอร์มเทรด (เช่น MetaTrader) ฟีดข่าว และความเข้าใจเซสชันการเทรด

เดย์เทรด คืออะไร

เดย์เทรด (Day Trade) คือการซื้อขายในตลาดการเงินที่เทรดเดอร์เปิดและปิดออร์เดอร์ทั้งหมดภายในวันซื้อขายเดียวกัน เป้าหมายคือการทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงเวลาสั้น โดยไม่ถือโพซิชันค้างคืนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาเทรด

ในตลาด Forex ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมงห้าวันต่อสัปดาห์ เดย์เทรดเดอร์มักเลือกเทรดในช่วงเซสชันที่มีสภาพคล่องสูงและความผันผวนเหมาะสม เช่น เซสชันลอนดอนหรือนิวยอร์ก ผลกำไรต่อวันของเดย์เทรดเดอร์แต่ละคนอาจไม่มาก แต่เมื่อสะสมผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ รายได้รวมสามารถเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ

คุณลักษณะสำคัญของเดย์เทรด:

  • ไม่ถือโพซิชันค้างคืน ทุกออร์เดอร์ต้องปิดก่อนตลาดปิดในวันนั้น
  • ใช้กรอบเวลาสั้น มักดูกราฟ 1 นาที 5 นาที 15 นาที หรือ 1 ชั่วโมง
  • ทำกำไรจากความผันผวนระยะสั้น อาศัยการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละวัน
  • ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด ต้องการความเข้มข้นและการตัดสินใจรวดเร็ว

ทำไมเดย์เทรดถึงได้รับความนิยม

เดย์เทรดได้รับความนิยมในหมู่เทรดเดอร์หลายกลุ่ม เนื่องจากข้อได้เปรียบหลายประการที่ไม่พบในรูปแบบการเทรดอื่น

รู้ผลได้รับในวันเดียวกัน

ข้อได้เปรียบหลักของเดย์เทรดคือความชัดเจน เทรดเดอร์ทราบผลกำไรหรือขาดทุนภายในวันเดียวกัน ไม่ต้องรอหลายวันหรือหลายสัปดาห์เหมือนสไตล์ Swing Trading หรือ Position Trading ความชัดเจนนี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนการเงินและปรับกลยุทธ์ได้เร็วขึ้น

หลีกเลี่ยงความเสี่ยงข้ามคืน

เนื่องจากไม่ถือโพซิชันค้างคืน เดย์เทรดเดอร์จึงไม่ต้องกังวลเรื่องเหตุการณ์สำคัญที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาเทรด เช่น ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ การประกาศนโยบายของธนาคารกลาง หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้ราคา Gap อย่างรุนแรงเมื่อตลาดเปิดใหม่

เข้าถึงได้ง่าย

ตลาด Forex มีอุปสรรคในการเข้าถึงต่ำ เทรดเดอร์สามารถเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียง $100.00-$500.00 ในหลายโบรกเกอร์ แต่เราแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินทุนอย่างน้อย $500.00-$1,000.00 เพื่อให้มีพื้นที่ในการรองรับความผันผวนและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

NOTE

ห้ามเทรดเกินความสามารถของเงินทุนที่คุณมี การใช้ Leverage สูงเกินไป (เช่น 1:500 หรือมากกว่า) โดยไม่มีประสบการณ์เพียงพออาจทำให้บัญชีของคุณถูกเรียก Margin Call ได้อย่างรวดเร็ว

ความยืดหยุ่นในการบริหารเวลา

แม้เดย์เทรดต้องการความเข้มข้นในช่วงเวลาซื้อขาย แต่เทรดเดอร์สามารถเลือกเซสชันที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่ในเอเชีย คุณอาจเลือกเทรดในเซสชันโตเกียวหรือลอนดอน แทนที่จะต้องตื่นเทรดในเซสชันนิวยอร์ก

เครื่องมือและตัวชี้วัดสำหรับเดย์เทรด

การเป็นเดย์เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม ข่าวดีคือคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนในซอฟต์แวร์ราคาแพง เครื่องมือพื้นฐานที่มีคุณภาพก็เพียงพอแล้ว

แพลตฟอร์มการเทรด

MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่เทรดเดอร์ Forex โปรแกรมเหล่านี้มีคุณสมบัติครบครัน:

  • กราฟราคาแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบซูมและปรับมุมมอง
  • ตัวชี้วัดทางเทคนิค มากกว่า 30 ตัวในโปรแกรมพื้นฐาน
  • เครื่องมือวาดเส้น เช่น Trendline, Fibonacci, Support/Resistance
  • Expert Advisors (EA) สำหรับการเทรดอัตโนมัติ
  • ข้อมูลประวัติ (Historical Data) สำหรับการ Backtest กลยุทธ์

ตัวชี้วัดที่เดย์เทรดเดอร์นิยมใช้:

  • Moving Average (MA) สำหรับดูแนวโน้มระยะสั้น
  • RSI (Relative Strength Index) สำหรับดู Overbought/Oversold
  • Bollinger Bands สำหรับวัดความผันผวน
  • MACD สำหรับสัญญาณ Momentum
  • Volume สำหรับยืนยันความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหว
TIP

อย่าใช้ตัวชี้วัดมากเกินไป 2-3 ตัวที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งดีกว่าการใช้ 10 ตัวแบบผิวเผิน ตัวชี้วัดเป็นเพียงเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่ระบบที่รับประกันผลกำไร

ฟีดข่าว (News Feed)

ข่าวเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญมีผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของตลาด Forex เดย์เทรดเดอร์ต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • ปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เช่น การประกาศดอกเบี้ย GDP ตัวเลขการจ้างงาน
  • ข่าวสดจากแหล่งน่าเชื่อถือ เช่น Reuters, Bloomberg, FXStreet
  • การประกาศนโยบายของธนาคารกลาง เช่น Fed, ECB, BoJ

แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มี News Feed ในตัว หรือคุณสามารถใช้เว็บไซต์อย่าง Forex Factory, Investing.com, หรือ FXStreet เพื่อติดตามปฏิทินเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์

ความรู้เรื่องเซสชันการเทรด

ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงห้าวันต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นสี่เซสชันหลัก:

1. เซสชันซิดนีย์ (06:00-15:00 น. เวลาไทย)

  • สภาพคล่องปานกลาง เหมาะสำหรับคู่เงิน AUD, NZD

2. เซสชันโตเกียว (07:00-16:00 น. เวลาไทย)

  • สภาพคล่องปานกลางถึงสูง เหมาะสำหรับคู่เงิน JPY และเงินเอเชีย

3. เซสชันลอนดอน (14:00-23:00 น. เวลาไทย)

  • สภาพคล่องสูงสุด ความผันผวนสูง เหมาะเทรดคู่เงิน EUR, GBP

4. เซสชันนิวยอร์ก (19:30-04:30 น. เวลาไทย)

  • สภาพคล่องสูงสุด เหมาะเทรดคู่เงิน USD

ช่วงเวลาทับซ้อน (Overlap) ระหว่างเซสชันลอนดอนและนิวยอร์ก (19:30-23:00 น. เวลาไทย) มักมีความผันผวนและสภาพคล่องสูงสุด เป็นช่วงเวลาที่เดย์เทรดเดอร์หลายคนนิยมเทรดมากที่สุด

INFO

ความผันผวนสูงหมายถึงโอกาสทำกำไรมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน เทรดเดอร์มือใหม่ควรเริ่มต้นในช่วงเวลาที่มีความผันผวนปานกลางก่อน

การเลือกโบรกเกอร์

โบรกเกอร์มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของเดย์เทรดเดอร์ เนื่องจากคุณจะเทรดบ่อยครั้งในแต่ละวัน ต้นทุนการซื้อขาย (Spread และ Commission) สะสมได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกโบรกเกอร์:

1. Spread ต่ำและโปร่งใส เดย์เทรดเดอร์ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread แคบ โดยเฉพาะในคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY ตัวอย่างเช่น Spread ของ EUR/USD ควรอยู่ในช่วง 0.5-1.5 pips ในเวลาเทรดปกติ

2. ความเร็วในการ Execute คำสั่ง ในเดย์เทรด ความเร็วในการเข้าและออกจากออร์เดอร์มีความสำคัญมาก Slippage (ส่วนต่างระหว่างราคาที่สั่งกับราคาที่จริงได้) ควรน้อยที่สุด โบรกเกอร์ที่ดีควรมี Execution Speed ไม่เกิน 100-200 milliseconds

3. ค่า Commission และค่าธรรมเนียมอื่นๆ โบรกเกอร์บางแห่งเรียก Commission แยกจาก Spread บางแห่งรวมไว้ใน Spread ทั้งหมด เปรียบเทียบต้นทุนรวมต่อล็อตเพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจน

4. การควบคุมและความน่าเชื่อถือ เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุมจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus), หรือ NFA/CFTC (USA)

5. คุณภาพของแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มต้องเสถียร ไม่ค้าง มีเครื่องมือครบครัน และรองรับการเทรดผ่านมือถือ

https://www.youtube.com/watch?v=gi1lYchV01o

กลยุทธ์เดย์เทรดพื้นฐาน

เดย์เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมักมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและทดสอบมาแล้ว นี่คือกลยุทธ์พื้นฐานที่นิยม:

Scalping

Scalping เป็นการเทรดที่ถือโพซิชันเพียงไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที เป้าหมายคือทำกำไรเล็กๆ หลายครั้งในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น เป้าหมายกำไร 5-10 pips ต่อครั้ง ทำ 10-20 ครั้งต่อวัน กลยุทธ์นี้ต้องการสมาธิสูง ความเร็วในการตัดสินใจ และ Spread ที่แคบมาก

Momentum Trading

เป็นการเทรดตามทิศทางของโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในตลาด เมื่อราคามีการเคลื่อนไหวแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เทรดเดอร์จะเข้าออร์เดอร์ไปในทิศทางเดียวกันและออกเมื่อโมเมนตัมเริ่มอ่อนตัว มักใช้ร่วมกับข่าวเศรษฐกิจหรือการเปิดตลาดในเซสชันใหม่

Range Trading

เป็นการเทรดในช่วงราคาที่ตีกรอบ (Sideways Market) เทรดเดอร์จะซื้อที่ระดับ Support และขายที่ระดับ Resistance กลยุทธ์นี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดไม่มีแนวโน้มชัดเจน แต่มีความเสี่ยงจากการ Breakout ที่ไม่คาดคิด

Breakout Trading

เป็นการเทรดเมื่อราคาทะลุระดับ Support หรือ Resistance ที่สำคัญ โดยคาดหวังว่าราคาจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน ต้องระวัง False Breakout (การทะลุแล้วกลับตัว) ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อย

การบริหารความเสี่ยงสำหรับเดย์เทรด

ไม่ว่าคุณจะเทรดด้วยกลยุทธ์ใด การบริหารความเสี่ยงคือรากฐานของความสำเร็จระยะยาว

แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน

กฎ 1-2% Risk Per Trade

ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดในแต่ละออร์เดอร์ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงินทุน $1,000.00 คุณควรเสี่ยงไม่เกิน $10.00-$20.00 ต่อออร์เดอร์ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้

Risk-Reward Ratio

เป้าหมายควรมี Risk-Reward Ratio อย่างน้อย 1:2 หมายความว่า ถ้าคุณเสี่ยง 10 pips คุณควรตั้งเป้ากำไร 20 pips แม้ Win Rate จะเป็นเพียง 50% คุณก็ยังทำกำไรในระยะยาว

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

ไม่ Revenge Trade

หากเกิดการขาดทุน อย่าพยายาม "เอาคืน" ด้วยการเพิ่มขนาดล็อตหรือเทรดบ่อยขึ้นทันที การ Revenge Trading มักนำไปสู่การขาดทุนสะสมมากขึ้น หยุดพัก วิเคราะห์สิ่งที่ผิดพลาด แล้วกลับมาเทรดเมื่ออารมณ์สงบแล้ว

ใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง

แม้โบรกเกอร์หลายแห่งจะเสนอ Leverage สูงถึง 1:500 แต่เทรดเดอร์มือใหม่ควรใช้ไม่เกิน 1:50 หรือ 1:100 Leverage สูงเกินไปอาจทำให้บัญชีถูกเรียก Margin Call ได้อย่างรวดเร็วจากความผันผวนเล็กน้อย

แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน
แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน

จิตวิทยาและวินัยในการเดย์เทรด

การบริหารอารมณ์และวินัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่แยกเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จออกจากที่ล้มเหลว

ควบคุมความโลภและความกลัว

ความโลภทำให้เทรดเดอร์ถือโพซิชันนานเกินไป หรือเพิ่มขนาดล็อตโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่วนความกลัวทำให้ปิดกำไรเร็วเกินไปหรือไม่กล้าเข้าออร์เดอร์ตาม Setup ที่ดี การมีแผนการเทรดที่ชัดเจนช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์เหล่านี้

สร้างกิจวัตรการเทรด

มีเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการเทรดที่ชัดเจน ไม่เทรดนอกเวลาที่วางแผนไว้ กำหนดจำนวนออร์เดอร์สูงสุดต่อวัน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การจดบันทึกการเทรด (Trading Journal)

จดบันทึกทุกออร์เดอร์ รวมถึง:

  • คู่เงินและเวลาที่เทรด
  • เหตุผลในการเข้าออร์เดอร์
  • ผลลัพธ์ (กำไร/ขาดทุน)
  • อารมณ์และความรู้สึกขณะเทรด
  • บทเรียนที่ได้รับ

การทบทวนบันทึกเป็นประจำช่วยให้คุณเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงกลยุทธ์ต่อไป

ยอมรับว่าขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของเกม

แม้เทรดเดอร์มืออาชีพก็มีออร์เดอร์ขาดทุน ไม่มีใครชนะได้ทุกครั้ง ที่สำคัญคือการควบคุมการขาดทุนให้เล็กและให้กำไรวิ่งเมื่อถูกทาง

ข้อผิดพลาดที่เดย์เทรดเดอร์มือใหม่มักทำ

Over-Trading

การเทรดบ่อยเกินไปโดยไม่มี Setup ที่ชัดเจน มักเกิดจากความรู้สึกว่า "ต้องเทรดเพื่อทำเงิน" การ Over-Trading สร้างต้นทุนในรูปของ Spread และ Commission และเพิ่มโอกาสทำผิดพลาด

ละเลยการบริหารความเสี่ยง

การไม่ตั้ง Stop Loss หรือการเสี่ยงมากเกินไปในแต่ละออร์เดอร์เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียบัญชี แม้มี Win Rate สูง แต่ออร์เดอร์ขาดทุนเพียงครั้งเดียวที่ไม่มี Stop Loss อาจทำลายบัญชีทั้งหมดได้

ไล่ตามตลาด (Chasing the Market)

การเข้าออร์เดอร์หลังจากราคาเคลื่อนไหวไปแล้วมาก ด้วยความกลัวพลาดโอกาส มักส่งผลให้เข้าออร์เดอร์ในราคา

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

U

Uhas Admin

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง