ทำความรู้จักกับ Pivot Point
การเทรด Forex จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จัก Pivot Point คืออะไร เพื่อยกระดับการเทรดให้ดี แม่นยำ และสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อมูลได้ชัดเจน

Pivot Point คือเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยคำนวณระดับราคาแนวรับและแนวต้านอัตโนมัติ โดยใช้ข้อมูลราคาจากเซสชันก่อนหน้า เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ทุกระดับที่ต้องการหาจุดเข้า-ออกตำแหน่งได้อย่างรวดเร็วและมีระบบ ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับหลักการทำงาน วิธีใช้งาน และเทคนิคการประยุกต์ใช้ Pivot Point ในการเทรด Forex อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปสาระสำคัญ
- Pivot Point คำนวณแนวรับ-แนวต้านจากราคา High, Low และ Close ของวันก่อนหน้า
- ใช้ได้ทั้งตลาดแนวโน้มขาขึ้น ขาลง และแนวราบ (Sideways)
- มีสูตรคำนวณที่ชัดเจน สามารถปรับแต่งการแสดงผลบน MT4 ได้ตามต้องการ
- เหมาะใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ
Pivot Point คืออะไร
Pivot Point เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่นักเทรดมืออาชีพใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในตลาด Forex และตลาดฟิวเจอร์ส หลักการทำงานคือการคำนวณระดับราคา "จุดหมุน" (Pivot) จากข้อมูลราคาของช่วงเวลาก่อนหน้า แล้วใช้จุดนี้เป็นฐานในการคำนวณระดับแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) ทั้งหมด 7 ระดับ
สิ่งที่ทำให้ Pivot Point มีประสิทธิภาพคือความเป็นกลาง — ทุกคนที่ใช้สูตรเดียวกันจะได้ระดับราคาเดียวกัน ทำให้เกิดเป็น "จุดสังเกตการณ์" ที่เทรดเดอร์จำนวนมากมองเห็นพร้อมกัน และมักเกิด Reaction ของราคาเมื่อแตะระดับเหล่านี้
องค์ประกอบของ Pivot Point
ระบบ Pivot Point มาตรฐาน (Standard Pivot Point) ประกอบด้วย 7 ระดับหลัก:
- Pivot Point (PP) — จุดหมุนกลาง คำนวณจาก (High + Low + Close) ÷ 3
- Resistance 1 (R1), R2, R3 — แนวต้าน 3 ระดับเหนือจุดหมุน
- Support 1 (S1), S2, S3 — แนวรับ 3 ระดับใต้จุดหมุน
เมื่อราคาปัจจุบันอยู่เหนือ PP มักถือว่าตลาดมีแนวโน้มขาขึ้น (Bullish) และในทางกลับกัน ถ้าราคาต่ำกว่า PP แสดงถึงแนวโน้มขาลง (Bearish)
Pivot Point มีหลายรูปแบบ เช่น Fibonacci Pivot, Camarilla Pivot, Woodie's Pivot และ DeMark's Pivot แต่ละแบบใช้สูตรคำนวณต่างกัน แต่หลักการพื้นฐานเหมือนกัน — ทั้งหมดพยายามหาจุด "คาดหวัง" ที่ราคาอาจเปลี่ยนทิศทาง
Pivot Point สามารถใช้ดูอะไรได้บ้าง
ความยืดหยุ่นของ Pivot Point อยู่ตรงที่สามารถใช้ได้ในทุกสภาวะตลาด ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มชัดเจนหรือตลาดแนวราบ โดยเทรดเดอร์สามารถประยุกต์ใช้ได้ 3 รูปแบบหลัก:
1. ใช้ในตลาดแนวโน้มขาลง (Downtrend)
เมื่อราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง เทรดเดอร์จะโฟกัสที่ระดับ R1, R2, R3 เพื่อหาโอกาสขาย (Sell) โดย:

- รอให้ราคา Pullback ขึ้นมาแตะ R1 หรือ R2 แล้วเกิดสัญญาณ Rejection (เช่น Pinbar, Engulfing)
- ตั้ง Stop Loss เหนือระดับ Resistance ที่เข้า
- ตั้ง Take Profit ที่ S1, S2 หรือ S3 ตามความเข้มข้นของเทรนด์
ถ้าราคาทะลุ R1 ได้แบบปิดเหนือ อาจเป็นสัญญาณว่าแรงขายอ่อนแรงลง ควรระวังการกลับตัวของเทรนด์
2. ใช้ในตลาดแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)
เมื่อตลาดขาขึ้น เทรดเดอร์จะใช้ระดับ S1, S2, S3 เป็นจุดสังเกตสำหรับการซื้อ (Buy):
- รอให้ราคา Pullback ลงมาแตะ S1 หรือ S2 แล้วเกิด Bounce
- ใช้ Candlestick Pattern หรือ Oscillator (เช่น RSI, Stochastic) ยืนยันสัญญาณ Oversold
- ตั้ง Stop Loss ใต้ระดับ Support ที่เข้า
- เป้าหมายที่ R1, R2 หรือ R3
3. ใช้ในตลาด Sideways (Range-bound)
เมื่อราคาเคลื่อนที่ในกรอบแคบ Pivot Point จะทำงานได้ดีเป็นพิเศษ เพราะ:
- S1/S2 = แนวรับสำหรับซื้อ
- R1/R2 = แนวต้านสำหรับขาย
- PP = เส้นกลางที่ราคามักกลับมาทดสอบ
เทรดเดอร์สามารถเทรดแบบ "Buy at Support, Sell at Resistance" ได้ซ้ำๆ จนกว่าราคาจะ Breakout ออกจากกรอบ
ระวัง False Breakout — เมื่อราคาทะลุแนวรับ/แนวต้าน แต่ไม่สามารถปิดเหนือ/ใต้ได้ มักกลับมายัง PP อย่างรุนแรง
วิธีคำนวณ Pivot Point แบบมาตรฐาน
สูตรการคำนวณ Pivot Point แบบ Standard (Classic) ใช้ข้อมูล 3 ตัวเลขจากช่วงเวลาก่อนหน้า:
- High (H) = ราคาสูงสุด
- Low (L) = ราคาต่ำสุด
- Close (C) = ราคาปิด
สูตรหลัก
Pivot Point (PP)
PP = (High + Low + Close) ÷ 3
แนวต้าน (Resistance)
- R1 = (PP × 2) − Low
- R2 = PP + (High − Low)
- R3 = High + 2 × (PP − Low)
แนวรับ (Support)
- S1 = (PP × 2) − High
- S2 = PP − (High − Low)
- S3 = Low − 2 × (High − PP)
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติข้อมูล EUR/USD วันก่อนหน้า:
- High = 1.1050
- Low = 1.0950
- Close = 1.1000
คำนวณ PP:
PP = (1.1050 + 1.0950 + 1.1000) ÷ 3 = 1.1000
คำนวณแนวต้าน:
- R1 = (1.1000 × 2) − 1.0950 = 1.1050
- R2 = 1.1000 + (1.1050 − 1.0950) = 1.1100
- R3 = 1.1050 + 2 × (1.1000 − 1.0950) = 1.1150
คำนวณแนวรับ:
- S1 = (1.1000 × 2) − 1.1050 = 1.0950
- S2 = 1.1000 − (1.1050 − 1.0950) = 1.0900
- S3 = 1.0950 − 2 × (1.1050 − 1.1000) = 1.0850
ในตลาด Forex ส่วนใหญ่จะใช้ข้อมูล Daily (00:00 GMT) แต่บางเทรดเดอร์ใช้ Pivot Point รายสัปดาห์หรือรายเดือนสำหรับ Swing Trading
วิธีติดตั้งและใช้งาน Pivot Point บน MT4
แพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4) รองรับการติดตั้ง Pivot Point โดยผ่านอินดิเคเตอร์หรือสคริปต์ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการดาวน์โหลดอินดิเคเตอร์สำเร็จรูป
ขั้นตอนการติดตั้ง
- ดาวน์โหลดไฟล์อินดิเคเตอร์ — หาไฟล์ .mq4 หรือ .ex4 จากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น MQL5 Community
- วางไฟล์ในโฟลเดอร์ Indicators — เปิด MT4 → File → Open Data Folder → MQL4 → Indicators → วางไฟล์ที่ดาวน์โหลด
- Restart MT4 — ปิดและเปิดโปรแกรมใหม่
- เพิ่มอินดิเคเตอร์ลงกราฟ — Navigator → Indicators → Custom → ลาก Pivot Point ไปยังกราฟ
การตั้งค่าอินดิเคเตอร์
เมื่อเพิ่มอินดิเคเตอร์แล้ว หน้าต่างการตั้งค่าจะแสดงตัวเลือก:
- Time Frame — เลือกว่าจะใช้ Pivot Point รายวัน, รายสัปดาห์ หรือรายเดือน
- Show Levels — เลือกว่าจะแสดง S1-S3 และ R1-R3 ทั้งหมด หรือเฉพาะบางระดับ
- Colors — กำหนดสีของแต่ละเส้น เพื่อให้มองเห็นชัดเจน (แนะนำ: PP = สีเหลือง, R = สีแดง, S = สีเขียว)
- Line Style — เลือกรูปแบบเส้น (Solid, Dashed, Dotted)
ใช้สีที่ตัดกันชัดเพื่อให้แยกแนวรับ-แนวต้านได้ง่าย และตั้งค่าให้ S3/R3 เป็นเส้นประ เพื่อบอกว่าเป็นระดับรอง
การอ่านกราฟ Pivot Point
เมื่อติดตั้งเสร็จ กราฟจะแสดงเส้นแนวนอน 7 เส้น:
- ถ้าราคาปิดเหนือ PP = แนวโน้มขาขึ้น → มองหาโอกาสซื้อที่ S1/S2
- ถ้าราคาปิดใต้ PP = แนวโน้มขาลง → มองหาโอกาสขายที่ R1/R2
- ถ้าราคาเคลื่อนที่ระหว่าง S1 และ R1 = ตลาด Sideways → เทรดแบบ Range
เทคนิคการใช้ Pivot Point ให้มีประสิทธิภาพ
1. รวมกับ Price Action
Pivot Point ทำงานได้ดีเมื่อใช้ร่วมกับ Candlestick Pattern:
- Pinbar ที่ S1/R1 = สัญญาณกลับตัวแรง
- Engulfing ที่ S2/R2 = ยืนยันการกลับทิศทาง
- Inside Bar ที่ PP = รอ Breakout ก่อนตัดสินใจ
2. ใช้ร่วมกับ Moving Average
เพิ่ม EMA 50 และ EMA 200 ลงในกราฟ:
- เมื่อ EMA 50 อยู่เหนือ EMA 200 และราคาแตะ S1 = โอกาสซื้อแรง
- เมื่อ EMA 50 อยู่ใต้ EMA 200 และราคาแตะ R1 = โอกาสขายแรง
- ถ้า PP อยู่ระหว่าง 2 EMA = ตลาด Consolidation
3. ใช้ร่วมกับ RSI หรือ Stochastic
Oscillator ช่วยกรองสัญญาณ False:

- ราคาแตะ S1 + RSI < 30 = Oversold Confirmation → พิจารณาซื้อ
- ราคาแตะ R1 + RSI > 70 = Overbought Confirmation → พิจารณาขาย
- ถ้า RSI อยู่ระหว่าง 40-60 ขณะแตะ Pivot = อาจ Consolidate ต่อ
อย่าใช้ Pivot Point เป็นเครื่องมือเดียว — ควรมีอินดิเคเตอร์ยืนยันอย่างน้อย 1 ตัว และดู Volume, Market Sentiment ประกอบ
4. เทคนิค Breakout Trading
เมื่อราคาทะลุ R1/S1 อย่างชัดเจน:

- Breakout เหนือ R1 → รอ Retest R1 (กลายเป็น Support ใหม่) แล้วซื้อตาม Target ที่ R2
- Breakdown ใต้ S1 → รอ Retest S1 (กลายเป็น Resistance ใหม่) แล้วขายตาม Target ที่ S2
ใช้เทคนิค "Wait for Retest" เพื่อลดความเสี่ยงจาก False Breakout
ข้อดีและข้อจำกัดของ Pivot Point
ข้อดี
- คำนวณอัตโนมัติ — ไม่ต้องดึงเส้นแนวรับ-แนวต้านเอง ประหยัดเวลา
- เป็นมาตรฐานสากล — ทุกคนใช้สูตรเดียวกัน ทำให้เกิด "Self-Fulfilling Prophecy"
- ใช้ได้ทุกสภาวะตลาด — ไม่ว่า Trending หรือ Ranging
- เหมาะกับทุก Time Frame — ใช้ได้ตั้งแต่ M5 ถึง Monthly
ข้อจำกัด
- Lagging Indicator — ใช้ข้อมูลย้อนหลัง อาจไม่ทัน Event News ฉับพลัน
- ไม่บอกความแรงของเทรนด์ — Pivot Point บอกแค่ระดับราคา ไม่บอกว่า Momentum แรงแค่ไหน
- False Signal ในตลาดผันผวน — ระหว่างข่าวสำคัญ (เช่น NFP, FOMC) ราคาอาจทะลุทุกระดับภายในไม่กี่นาที
- ต้องใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น — การใช้ Pivot Point เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง
Pivot Point มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาดที่มี Liquidity สูง เช่น EUR/USD, GBP/USD ในช่วง London-New York Session
การปรับแต่งและขยายความสามารถ
Pivot Point แบบอื่นๆ ที่นิยม
นอกจาก Standard Pivot Point แล้ว ยังมีรูปแบบอื่นที่น่าสนใจ:
1. Fibonacci Pivot Point
ใช้อัตราส่วน Fibonacci (38.2%, 61.8%, 100%) ในการคำนวณแนวรับ-แนวต้าน เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ใช้ Fibonacci Retracement อยู่แล้ว
2. Camarilla Pivot Point
สร้างระดับราคา 8 เส้น (H1-H4, L1-L4) ที่ใกล้กับราคาปัจจุบันมากกว่า Standard เหมาะสำหรับ Day Trader และ Scalper
3. Woodie's Pivot Point
ให้น้ำหนักกับราคา Close มากกว่า High/Low โดยใช้สูตร PP = (H + L + C×2) ÷ 4 เหมาะกับตลาดที่ราคาปิดมีความสำคัญ เช่น Stock Market
4. DeMark's Pivot Point
มีเงื่อนไขพิเศษตามความสัมพันธ์ของ Open, High, Low, Close เหมาะสำหรับตลาดฟิวเจอร์ส
การตั้งค่า Alert บน MT4
เทรดเดอร์สามารถตั้ง Alert เมื่อราคาแตะระดับ Pivot Point:
- คลิกขวาที่กราฟ → Trading → New Order
- ตั้งค่า Pending Order (Buy Stop / Sell Stop) ที่ระดับ R1/S1
- หรือใช้ Script สำเร็จรูปที่ส่งการแจ้งเตือนผ่าน Email/Mobile
ใช้ Alert สำหรับระดับสำคัญ (S1, R1, S2, R2) แทนการจ้องกราฟตลอดเวลา — ช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการเทรด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Pivot Point ใช้ได้กับทุกคู่เงินหรือไม่?
ใช้ได้กับทุกคู่เงิน แต่จะมีประสิทธิภาพสูงสุดกับคู่เงินที่มี Liquidity สูงและ Spread ต่ำ เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY เพราะระดับ Pivot Point ของคู่เงินเหล่านี้มีเทรดเดอร์จำนวนมากมองเห็นและทำ Reaction พร้อมกัน
ควรใช้ Pivot Point Time Frame ไหนดี?
ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด — Day Trader ใช้ Daily Pivot, Swing Trader ใช้ Weekly หรือ Monthly Pivot สำหรับมือใหม่แนะนำเริ่มจาก Daily Pivot ก่อน เพราะมีข้อมูลสอดคล้องกับ Time Frame H1-H4 ที่นิยมใช้ฝึกหัด
ทำไม Pivot Point บางครั้งไม่ทำงาน?
Pivot Point อาจไม่ทำงานเมื่อเกิด Event News ฉับพลัน (เช่น ธนาคารกลางประกาศดอกเบี้ย) หรือตลาดมี Volatility สูงผิดปกติ ในช่วงเหล่านี้ราคาอาจ "รันทะลุ" ทุกระดับโดยไม่หยุด — การใช้ Stop Loss แบบเข้มงวดจึงเป็นเรื่องสำคัญ
สามารถใช้ Pivot Point เทรด Crypto ได้ไหม?
ใช้ได้ แต่ต้องระวังเรื่อง Gap — เนื่องจากตลาด Crypto เปิด 24/7 ไม่มี Session Close ชัดเจนเหมือน Forex ดังนั้นการกำหนด "วันใหม่" อาจแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม บาง Exchange ใช้ 00:00 UTC, บางตัวใช้เวลาท้องถิ่น ต้องเช็คให้ชัดเจน
Pivot Point แตกต่างจาก Fibonacci Retracement อย่างไร?
Pivot Point คำนวณจากราคา High, Low, Close ของช่วงเวลาก่อนหน้า เป็นระดับราคา "คงที่" ตลอดทั้งวัน ส่วน Fibonacci Retracement ต้องดึงเส้นระหว่าง Swing High ถึง Swing Low ด้วยตนเอง — Pivot Point ใช้ง่ายและเป็นมาตรฐานมากกว่า แต่ Fibonacci ให้รายละเอียดและยืดหยุ่นกว่า
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


